ความเป็นมาของมนุษยชาติ (4) : โมงยามสุดท้ายของค่ำคืน

นายพรานโบราณมีนิสัยอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง พวกเขาเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก ดินแดนที่ถูกค้นพบโดยนักสำรวจคนนั้นคนนี้ ล้วนมีรอยเท้าของนายพรานอยู่ก่อนแล้วทั้งสิ้น พวกเขาเคลื่อนย้ายหนีความแห้งแล้ง และค้นหาแหล่งอาหารใหม่ๆอยู่เสมอในแต่ละฤดูกาลหรือในแต่ละสัปดาห์ จนเมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว พวกเขาได้เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักเป็นแหล่งบริเวณพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์

จากนายพรานผันตัวเป็นเกษตรกร พวกเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตเพราะการรวมตัวเป็นสังคมที่ใหญ่มากขึ้น จึงจำเป็นต้องหาอาหารมากขึ้น จากเดิมที่เร่ร่อนกลายเป็นชุมชน การกินอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งทำให้ผู้หญิงมีลูกได้มากขึ้น และมีปัญหาสุขภาพเมื่อเริ่มใช้ชีวิตผิดแผกจากสรีระร่างกายที่วิววัฒน์มา ทำงานหนักสันหลังแทบหัก อยู่กับไร่นาเพื่อสังคมที่เริ่มปรากฏชนชั้นมากขึ้น การอยู่รวมกันมากๆในที่เดียวกันนานๆ ทำให้เกษตรกรเริ่มเจ็บป่วยจากโรคระบาด และเมื่อหน้าแล้งมาถึงก็พบกับความอดอยากมากกว่าครั้งที่เป็นนายพราน

ฟังดูคล้ายกับเรื่องอาดัมและอีฟในคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่ถูกเขียนขึ้นในหนึ้งหมื่นปีต่อมา อีฟและอดัมถูกงูพิษล่อลวงให้กินผลไม้ความรู้ ซึ่งผิดบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้า จึงถูกเนรเทศออกจากสวนอีเดน

ทำไมพวกเราถึงเลือกอะไรที่ทำให้ชีวิตตกต่ำ? พวกเขาละทิ้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ไม่มีโรคระบาด มีอาหารการกินที่สมบูรณ์กว่า

หากลองมองดีดีทุกวันนี้มนุษย์ฉลาดก็เป็นอย่างเดียวกัน พวกเขาติดกับดักความสะดวกสบายและไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมาเท่าที่ควร พวกเขาคิดว่าการทำนาทำให้อยู่กินสบาย แต่เขาไม่รู้ว่ามันต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักเช้าจรดค่ำ กว่าจะรู้ตัวถึงผลกระทบที่ตามมาก็สายไปเสียแล้ว

เกษตรกรรมทำให้ประชากรขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เกษตรกรรมและปศุสัตว์ต้องการน้ำทำให้มนุษย์ผู้ชาญฉลาดต้องปรับเปลี่ยนระบบสังคมให้มีลำดับชนชั้นเพื่อการปกครองและประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่อการแก้ปัญหาขาดน้ำ สร้างกำแพงเพื่อป้องกันภัย และพัฒนาเครื่องทุ่นแรงต่างๆ

การแลกเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องลำบากเพราะของแต่ละชิ้นไม่มีมูลค่าของมัน พวกเขาเริ่มเป็นกังวลเรื่องฟ้าเรื่องฝน เริ่มต้นตระหนักได้ถึงการอยู่ร่วมกันภายใต้ข้อตกลงเมื่อถูกปล้นสดมภ์ผลผลิต

วิถีดั้งเดิมของมนุษย์เป็นแบบไหน? เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้เพราะดั้งเดิมของมนุษย์นั้นไม่มีจริง วัฒนธรรมจารีตประเพณีของพวกเขาตั้งแต่เป็นนายพราน จนเป็นเกษตรกรนั้นไม่เหมือนกันเลยซักแห่ง แต่ละที่ล้วนมีลักษณะเอกลักษณ์ของตัวเอง สมัยเป็นนายพรานแต่ละหมู่บ้านมีภาษาและเทพเจ้าชของตนเอง

พอเป็นเกษตรกรก็ใช่ว่าทุกที่ที่เริ่มปฏิวัติเกษตรกรรมจะมีวัฒนธรรมเดียวกัน แม้จะใกล้กันก็ตาม แต่ละวัฒนธรรมพัฒนาอย่างแยกขาดจากกัน ดังนั้นความดั้งเดิมในวิถีชีวิตของมนุษย์นั้นจึงไม่มีอยู่จริง หากจะมีก็แต่ "ความแตกต่างในรายละเอียด" ก็เท่านั้น
SHARE

Comments