เราต่างรักษาซึ่ง​กันและกัน
หลังจากที่เรียนจบ​ เพื่อนที่เรียนร่วมกันมาก็แยกย้ายไปตามทางที่เลือก​ แต่ละคนต่างมีชีวิตที่แตกต่างออกไป​ ฝั่งผู้ชายก็จะมีบางคนที่เลือกทำหน้าที่ลูกที่ดีอุปสมบทให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์​ บางคนก็เข้ากรมตามที่ชาติกำหนด​ บางคนก็เข้าสู่สายอาชีพเลยเรื่องอื่นค่อยคิดอีกทีหลัง​ ตอนนี้ขอหาเงินสร้างตัวก่อน​ ส่วนฝั่งของผู้หญิงก็จะมีหลักหลักสามทาง​ คือ​ เข้าสายงานเลย​ เรียนต่อยอด​ และเข้าพิธีวิวาห์

ด้วยการที่แต่ละคนต่างมีหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองที่ต่างกันออกไป​ ได้พบเพื่อนกลุ่มใหม่ใหม่​ มีสังคมใหม่ใหม่​ และไลฟ์สไตล์​ที่ไม่เหมือนเดิม​ ทำให้เริ่มขาดการติดต่อกันกับเพื่อนร่วมแก๊งค์​สมัยมหา'ลัยไปโดยปริยาย​ แต่ก็พอได้รู้ข้อมูลของเพื่อนเท่าที่เพื่อนอยากให้รู้​ ได้ตามโซเชียลรูปแบบต่างต่าง​ แต่ไม่ลึกเหมือนแต่ก่อนที่ได้คุยทุกเรื่องหลังมื้ออาหาร​

พอโตขึ้น​ ทุกคนก็เริ่มระแวงการแสดงด้านความทุกข์ออกมาให้คนอื่นรับรู้​ เพราะกลัวโดนคนว่า​ ว่าชอบทำตัวน่าสงสาร​ ไม่รู้จักโต​ เลยทำให้ไม่มีใครรับรู้ความทุกข์ที่บางคนแบกไว้หนักแสนหนัก​ แต่โชว์ออกมาแต่ด้านความสุขและความงาม​ หรือบางคนถึงขั้นห่างไกลเพื่อนเพื่ิอนไปเรื่ิอยเรื่อย​ แทบจะไม่โพสต์​ข้อความ​ ไม่โพสต์รูปภาพ​ ไม่แสดงความคิดเห็น​ และปิดกั้นตัวเองว่าตัวเองไร้ค่า​ ปัญหาที่มีก็ไม่มีใครช่วยได้​ เหมือนกับชีวิตนี้​โลกใบนี้ฉันเผชิญ​มันอยู่คนเดียว​ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเศร้า

แล้วเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด​ ก็บังเอิญเกิดขึ้นกับเพื่อนในกลุ่ม​ ที่พอได้รู้ข่าวอีกที​คือเพื่อนเป็นโรคเครียดรุนแรงมาก​ ถึงขั้นมีอาการทางจิต​ โดยทุกคนไม่คิดเลยว่าจะเกิดกับเพื่อนคนนี้​ ผู้ซึ่งตอนเรียนด้วยกันร่าเริงสดใสมาก​ เป็นเสียงหัวเราะของสายชั้น​ และเป็นแกนนำความฮา​ แต่ตอนนี้เพื่อนคนนี้ได้เปลี่ยนไป​ เปลี่ยนไปเป็นอีกตัวตนนึงที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน​ เพื่อนเพื่อนก็ได้แต่ตั้งคำถามว่า​ "เพื่อนคนนี้เขาไปเจออะไรมา?" ในเวลาที่ไม่ได้ติดต่อกันไม่นานเขาใช้ชีวิตยังไง​ เขาไปเจอสังคมแบบไหน​ อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการนี้ได้รวดเร็วขนาดนี้​ แต่ถ้าจะให้ถามเจ้าตัวคงไม่ได้คำตอบอะไร​ เพราะอาการหนักถึงขั้นที่ว่าสะกดคำง่ายง่ายไม่ถูก​ ถามเรื่องนึงตอบอีกเรื่องนึง​ แต่เพื่อนโชคดีมากที่ทางครอบครัวของเพื่อนมีความรักให้กันมากพอ​ ซึ่งแม่ของเพื่อนก็ทำทุกวิถีทาง​ ทั้งพาไปรักษากับจิตแพทย์​ พาไปพบพระให้ท่านพาสงบจิตสงบใจ​ และด้วยความที่จิตใจแต่ดั้งเดิมของเพื่อนเข้มแข็งมาก​ เลยทำให้ผลการรักษาแค่ระยะเวลาไม่นานก็ทำให้อาการของเพื่อนดีขึ้นอย่างรวดเร็ว​ เพื่อนเริ่มพูดคุยรู้เรื่อง​ เรียงประโยคความสอดคล้องดีขึ้น​ แต่ติดที่ยังคงรับความเครียดกับความกดดันแม้เพียงสักเล็กน้อยยังไม่ได้​

พอเพื่อนร่วมเรียนรู้ข่าวก็พร้อมที่จะช่วย​ แต่ด้วยแต่ละคนมีหน้าที่​ มีสถานะ​ และเวลาที่ต่างกันออกไป​ เลยได้แค่ช่วยให้เพื่อนคนนี้ได้ระบายความคิดที่เป็นพิษออกมา​ โดยใช้อารมณ์​ขันที่เคยใช้ร่วมกันมาก่อนเป็นตัวดูดพิษนั้น​ ให้ความเข้มข้นมันน้อยลง​ จนถึงให้มันหายไปในช่วงที่ต่อมความเครียดของเพื่อนคนนี้โดนกระตุ้น

ซึ่งจริงจริงแล้ว​ ไม่ใช่แค่เพื่อ​นคนนี้โดนรักษาหรอก​ แต่เป็นช่วยรักษากันและกันต่างหาก​ เพราะทุกครั้งที่เพื่อนทุกคนได้คุยกับเพื่อนคนนี้​ ก็จะลงท้ายประโยคด้วยคำว่า​ "สู้สู้น่ะ​ ชั้นรู้ว่าแกต้องผ่านมันไปได้" "เข้มแข็งนะแก" เพราะในเวลาปกติคงไม่มีใครใช้ประโยคเหล่านี้หรอก​ นอกจากในช่วงนั้นขาดความมั่นใจ​ หรือขาดกำลังใจในอะไรบางสิ่งบางอย่าง​ แน่นอนอยู่แล้วที่จะมีช่วงเวลาที่ไม่มีความสุข​ แน่นอนอยู่แล้วที่จะมีช่วงเวลาที่เครียดและกดดัน​ เมื่อเพื่อนเพื่อนได้พูดคุย​ ได้รับฟัง​ และได้ให้คำแนะนำกับเพื่อนคนนี้​ ซึ่งก็เหมือนได้ร่วมใช้คำพูดที่​บอกไปสาดกลับมาให้ตัวเองด้วย​

สังคมของความเอื้อเฟื้อเผื่อ​แผ่​ มันเป็นอะไรที่น่ารักมากเลยน่ะ​ ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างมีความสุขทั้งคู่​ ชีวิตเมื่อเวลาเรามีปัญหาแล้วมีคนยื่นมือมาช่วยโดนเราไม่ได้ร้องขอไปก่อน​ มันเป็นอะไรที่รู้สึกโชคดีและรู้สึกขอบคุณ​มากมากเลยน่ะ​

เชื่อเสมอว่าเราสามารถเป็นยาได้​ และคนอื่นอื่นก็เป็นได้เหมือนกัน​ เพราะงั้นแล้ว... อย่าปิดกั้นตัวเองและอย่ากันคนอื่นออกจากชีวิตมากจนเกินไป​ และให้มั่นใจว่ามิตรภาพไม่มีวันหายไป​ ลองเรียกหามันดูสิ​ แล้วเวลาช่วงนั้น​ ช่วงที่มีมิตรภาพเต็มเปี่ยมจะย้อนกลับมาให้คุณคิดถึงและได้ชื่นใจกับพลังทึ่ได้รับมาเต็มเต็มเลยหล่ะ
SHARE
Writer
Faiifaii_1a
Humen
Freedom

Comments