วิทยาศาสตร์กับความเชื่อ
วิทยาศาสตร์ หรือ วิทยาการ Science เป็นเรื่องราวที่ผมใช้ชีวิตและทุ่มเทกับมัน ในการทางกลับกันของหลายๆคนที่มุ่งหน้า สู่การส่วนทางในการที่จะเป็นมนุษย์ พวกเราหลายคนเลือกใช้ความเชื่อเพื่อตอบคำถามสำหรับหลายๆคน สนองและป้องกันความกลัวและภัยคุกคามทั้งจิตใจและกายมนุษย์ เรามุ่งเน้นหาความปลอดภัยและความเชื่อเสียมากกว่า ความเชื่อ Believe เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้คนเหนี่ยวแน่นในพลังชีวิตของพวกเขา แต่การมุ่งไปข้างหน้านั้น หากเราปราศจากความคิดและการใช้วิทยาศาสตร์ ความเชื่อก็อาจจะกลายมาเป็นสิ่งที่อันตราย อย่างร้ายแรง และ ในทางตรงกันข้าม หากวิทยาศาสตร์ปราศจากความเชื่อ มันก็อาจจะส่งผลที่ร้ายแรงต่อชีวิตและจิตใจของเรา หลายๆคนจึงเลือกที่จะใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสนองตอบคำถาม ของความเชื่อ และ หลายครั้ง ที่มันบั่นทอนซึ่งกันระหว่าชาวเชื่อ กับ วิทยาศาสตร์ มันทำให้คนเกิดความขัดแย้งทั้งในตัวและนอกตัวบุคคล เปิดช่องทางของผู้ที่หยุด และหันกลับมาที่ความเชื่อ กับคนที่จะตั้งคำถามต่อไป และอาจหันหลังให้กับความเชื่อ จนพวกเขา กลายเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่า อศาสนา คือ ไม่มีความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งที่พวกเขาสามารถจะเชื่อถือได้100% บางท่านเป็นยิว รู้สึกว่า ศาสนายูดาห์ มีข้อผิดพลาดแบบนี้ ฉันก็เชื่อในคริสต์ แต่คริสต์ก็มีข้อผิดพลาดนะ ฉันก็เชื่อในอิสลาม แต่อิสลามก็มีข้อผิดพลาดอย่างนี้นะ ทำให้ฉันเลือกเชื่อทั้งสามอย่าง และ ไม่เชื่อทั้งสามอย่างในเวลาเดียวกัน 
ความผิดพลาดที่ว่า คือ การที่ตัวความเชื่อไม่สามารถตอบคำถาม หรือ ยอมรับคำตอบ หรือไปคำตอบไม่ได้ นั้นคือเหตุผลสำคัญที่คนสามารถหลุดจากความเชื่อ พวกเขาสามารถไปไกลยิ่งกว่านั้น พวกเขาบางคน พูดว่า "พระเจ้าไม่มีอยู่จริง พระเจ้าไม่เคยทำอะไร" เมื่อพวกเขาลังเลที่จะยอมรับพระเจ้าอีกต่อไป หลายๆคน ไม่สามารถสัมผัสถึงพระเจ้าได้ พวกเขาสัมผัสได้ว่า มนุษย์สามารถทำอะไรก็ได้ กำหนดอะไรก็ได้ ตราบที่มันอยู่ในความสามารถของเรา อันจะต้องมีการพัฒนาเป็น วิวัฒนาการของการเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา หลายๆคนพยายามหาคำตอบที่ว่า พระเจ้ามีจริงมั้ย และ พระเจ้าของใครถูก ? เมื่อคุณเชื่อในพระเจ้า มันจะมีสองอย่างที่คุณจะเชื่อ คือ พระเจ้าที่คุณหรือศาสนจักรสร้างขึ้นมาเอง กับ พระเจ้าที่สร้างเรา แน่นอนพระเจ้าประกาศแรกอาจจะมีหลายองค์ก็ได้ แต่พระเจ้าข้อที่สองมีเพียงแค่องค์เดียว ณ จุดสุดยอดนั้น ทำให้วิทยาศาสตร์ให้คำตอบว่า พระเจ้ามีองค์เดียว แต่มีจริงหรือไม่? วิทยาศาสตร์และวิทยาการ ก็ตอบไม่ได้ มีเพียงความเชื่อและศาสนาที่ตอบได้ แต่ถ้าหากเราสามารถใช้ตรรกะของวิทยาศาสตร์พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า มันก็จะมีคำถามคาใจของพระเจ้าหนึ่งเดียว ระหว่างพระเจ้าในแบบต้นฉบับจากศาสนจักร กับ พระเจ้าในแบบที่เรารู้ รู้ว่าพระองค์อยู่เหนือทุกมิติ ทุกสปีชีส์ และ ทุกกาลเวลา แต่เราก็จะตั้งคำถามว่า พระเจ้าสร้างเรามาทำไม หลายๆคนตอบ เพื่อทำความดี เพื่อทำการสวดมนต์ต่อพระเจ้าเพื่อมุ่งหน้าไปสวรรค์ ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้ตรรกะวิทยาศาสตร์รับไม่ได้กับคำตอบดังกล่าว เราคิด เราไม่ได้เชื่อโดยคาดการไตร่ตรองว่า อะไรคือความจริง และอะไรคือความเท็จที่ต้องการจะเป็นจริง 
และนั้นคือเรื่องราว ที่หลายๆคน มิอาจยอมรับให้มีการเปิดเผยได้อย่างสาธารณะ เรารู้ว่า มนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาชนิดเดียว บนโลกนี้ โลกกายภาพของเรา ไม่ใช่โลกคู่ขนาน หรือ มิติที่สูงกว่า แค่สัตว์ที่เรียกว่า มด ก็ถือว่าเป็นสัตว์สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา แต่อาจจะอยู่ในระดับต่ำกว่ามนุษย์ไปนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่เลิศที่สุดในทุกห้วงจักรวาล ตามที่เราเชื่อมาจากความเชื่อของเรา สายที่พันไปมา อาจทำให้เราสับสน และทำให้ พวกสติปัญญาที่สูงกว่ามนุษย์ได้เข้ามาควบคุมความเชื่อมนุษย์ ย้อนมองกรีกโบราณสิ อินเดียโบราณ เปอร์เชีย อียิปต์โบราณ พวกฟินิเชีย เทพเจ้าเหล่านั้นคือใคร มนุษย์ต่างดาว? สิ่งมีชีวิตจากมิติที่5? ทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนาสามารถตอบได้ แต่คำตอบจะลงตัวไม่ลงตัว นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ในศาสนาอับราฮัม เราพูดถึง เอล-ดัจญาล หรือ อัล-ดัจญาล พวกคริสต์โปรเตสแตนด์เรียกว่า แอนตี้-คริสต์ หลายๆคนก็อธิบายมันในฐานะสัตว์คล้ายมนุษย์ขนาดใหญ่มีตา หลายๆคนอธิบายมันในฐานะองค์กรของมนุษย์ และ สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญามากกว่ามนุษย์ พวกไร้ร่างกายภาพ ไม่ว่าจะญิน ชิน ซาตาน หรือ สปีชีส์อื่นๆ ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ เราเชื่อว่า พระเจ้าและหมู่ปีศาจเทวดา มีอยู่จริง แต่พวกปีศาจเทวดา มันก็แค่สิ่งมีชีวิตที่อนาคตไม่แน่ เราบางคนอาจจะเหนือกว่าพวกเขา หรือที่ผ่านมาอาจจะมีหลายๆคนเหนือกว่าพวกเขา เวทย์มนต์ อาจจะเป็นวิทยาการโบราณ ที่อาจทำให้เรามีความทัดเทียม หลายๆเรื่องราว ทำให้เรารู้ว่า พวกเหล่านี้คือผู้หลอกลวงมนุษย์ตามที่ศาสนาอับราฮัมบอก แต่คนเลือกที่จะไม่เชื่อ และปฏิเสธทางแห่งวิทยาศาสตร์ พวกเขาเลือกใช้วิทยาการและความเข้าใจแบบโบราณมาอธิบายในสิ่งที่พวกเขารู้และไม่รู้ นั้นแหละคือปัญหาของความเชื่อ และในหมู่ลัทธิ ศาสนา ความเชื่อที่เป็นของพวกมัน ผู้หลอกลวง พวกเขาก็ยังหลงกล กับกลอุบายของศัตรูเหนือเมฆ แต่เพราะมันมีมานาน หรือ เพราะคนในสังคมไม่กล้าคิด มันก็เลยแกร่งกว่าวิทยาศาสตร์ และแม้แต่มนุษย์ก็ผุดเหนือกว่ามนุษย์คนอื่นด้วยความเชื่อหาใช่ด้วยวิทยาการและวิทยาศาสตร์ในทางเสื่อมเสียที่วิทยาการถูกนำไปใช้กดขี่มนุษย์กันเอง เช่นการสร้างความเหลื่อมล้ำของวิทยาการระหว่างคนที่มีอำนาจกับคนที่ไม่มีอำนาจ นั้นแหละ คือความล้มเหลวของวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ที่ควรได้รับการยอมรับ แต่แม้จะมีการยอมรับก็นำมันไปใช้อย่างผิดพลาดและเอื้อหนุนแนวคิดสังคมทุนนิยมและมนุษย์นิยมไปเสียแล้ว ความเชื่อ และ วิทยาศาสตร์ จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวายในการแก้ปมสมการของปัญหาและคำถามมากมาย แต่ถ้าไม่มีมันเราก็ไปไหนไม่ได้ สิ่งสำคัญของการใช้เหตุผล คือ การใช้จินตนาการสร้างเหตุผล ให้กับเรา ดร.วอลเทอร์ บิชอปจากFringe เชื่อในพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถเชื่อในความเชื่อหรือศาสนาใดๆได้ เพราะไม่มีศาสนาใดที่ทำให้เขาอุ่นใจ กับ การกระทำในอดีต ที่คนอื่นเรียกว่า บาป บาปที่ตั้งคำถามกับพระเจ้า บาปที่สร้างทฤษฎีโลกคู่ขนานและมิติบ้าๆปัญญาอ่อน สำหรับสายตาของศาสนจักร และมันทำให้เขาและผมต่างก็อยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า กลืนไม่ลงคายไม่ออก 
SHARE

Comments