เจ้านายเก่า - มิตรที่ดีของคนนอก, พระเจ้าในโซเชียล, ปีศาจของพนักงาน
เรื่องราวที่ผมเขียนนี้ ผมไม่ได้ระบุตัวตนของใคร หน้าที่การงานใดๆ หรือสถานที่ที่เจาะจงใดๆทั้งสิ้น แต่ขอยืนยันว่าทั้งหมดที่ผมเล่านั้นคือเรื่องจริงทั้งหมดที่ผมและพนักงานเก่าๆท่านอื่นที่ผมเคยร่วมงานด้วยได้พบเจอ

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆสองสามปีก่อน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมพึ่งกลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ และยังทำงานเป็นฟรีแลนซ์และเริ่มหมดไฟลงไปทุกวันเพราะสิ่งเราเรียนรู้มานั้นแทบจะไม่ได้ใช้กับงานอิสระที่ทำอยู่ ผมรู้สึกอึดอัดเพราะเราตั้งใจว่ากลับมาจะใช้วิชาที่เรียนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม แต่กลับมาได้เกือบสองปีก็ยังไม่มีโอกาสเพราะตอนนั้นผมอยู่ผิดที่ผิดทางและผิดคน ถูกเอาเปรียบไปเยอะเพราะทำงานกับคนที่แก่กว่าและค่อนข้างสนิทกัน ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จสวรรคต ทำให้งานหลายอย่างในช่วงนั้นถูกยกเลิกไปมาก จึงตัดสินใจที่จะมองหางานประจำทำเป็นหลักแหล่ง และที่นั่นจะต้องมีทรัพยากรที่รองรับความรู้ที่เรามีได้

หลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตผมมักเริ่มต้นจากการทำเล่นๆและไม่จริงจังเท่าไหร่ รวมถึงการสมัครงานครั้งแรกในชีวิต ผมยื่นใบสมัครงานของผมไปที่บริษัทแห่งหนึ่งที่เห็นจากในเฟซบุ้ค คนที่ประกาศหางานก็คือ เจ้านายเก่า ที่เราติดตามอยู่ในโลกโซเชียลเพราะก็เรียกได้ว่าเขาเป็นไอดอลของใครหลายๆคน แต่สำหรับผม เจ้านายเก่าคือคนที่ไม่ได้เป็นคนดีอะไร ค่อนข้างติดขี้โม้ขี้อวดในโซเชียล แถมมีตรรกะวิบัติหลายๆอย่างอีก แต่ต้องยอมรับว่าวิชาชีพที่เขาทำนั้นคือของจริง เขาทำงานใหญ่ๆจนมีหน้ามีตาขึ้นมาตั้งแต่อายุยังน้อย และในตอนนั้นเขาประกาศหาพนักงานสำหรับงานเฉพาะทาง ซึ่งคุณสมบัติตรงกับผมทุกอย่าง แต่ช่วงนั้นอายุอานามผมก็เลยเบญจเพสมาได้เกือบๆสองปีแล้ว ก็มีหวั่นๆใจบ้างว่าจะไม่ได้เพราะอายุเยอะ เลยสมัครไปแบบไม่คิดอะไรเลย ทำใบสมัครแบบเรียบๆขึ้นมา ไม่เล่นกราฟฟิคหรือไอเดียอะไร ใส่แค่ข้อมูลของตัวผมจบในหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ ส่งไปตามอีเมลที่เขาแจ้งไว้ แล้วไปหางานที่อื่นต่อ

สองสามวันต่อมา โทรศัพท์ผมดังขึ้นในช่วงเวลาอาหารเย็น ผมเองก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะเป็นเบอร์แปลกและช่วงหลังๆผมลืมบันทึกเบอร์เพื่อนหลายๆคน จึงรับไปตามปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือวันนั้นปลายสายไม่ใช่เพื่อนผม กลับเป็นคนที่บริษัทโทรมาให้ไปเข้าสัมภาษณ์งาน ผมเองก็ตกใจประมาณนึงเพราะไม่คิดว่าจะโดนเรียก ก็เนื่องจากความเป็นไอดอลและพระเจ้าของเจ้านายเก่าทำให้คนสนใจร่วมงานกับเขาเยอะ ผมเองก็ไปสัมภาษณ์ตามเวลานัดในช่วงบ่ายของสองวันถัดมา และได้รับการตอบรับในช่วงพลบค่ำว่าให้เข้าไปทำงานในวันรุ่งขึ้นได้ ผมดีใจมาก บอกพ่อแม่ บอกเพื่อนสนิทว่าได้งานแล้ว พ่อแม่เองก็ยินดีที่ลูกจะได้ไปทำงานกับคนเก่ง แต่เพื่อนสนิทของผมกลับถามผมว่า
มึงแน่ใจแล้วเหรอวะแน่นอนว่ามันช่างสวนทางกับคำยินดีพ่อแม่ แต่ผมไม่เคยสงสัยในตัวเพื่อนเพราะเพื่อนคนนี้ก็ติดตามเจ้านายเก่ามาพร้อมๆกับผม สมัยตั้งแต่ยังเรียน ป.ตรี ไม่จบด้วยซ้ำ ผมจึงไม่แปลกใจที่มันจะถามผมแบบนั้น ผมก็ตอบไปว่า "เข้าใจว่าเขาเป็นคนไม่ดี ติดไปทางระยำด้วยซ้ำ แต่วิชาที่เขามี มันคือของจริงและเขาทำให้คนทั่วไปเห็นแล้ว" เพื่อนผมก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร เพียงแต่ทิ้งท้ายว่า
คนบางคนนะ รู้จักห่างๆ นับถือห่างๆไว้จะดีกว่า อย่าไปร่วมงานด้วย เพราะบางคนที่เราเห็นในโซเชียล ชีวิตจริงมันไม่ได้เท่และเจ๋งแบบนั้นหรอก
ไม่นึกเลยว่าประโยคข้างต้นจะก้องในหูผมอีกครั้งในวันที่ยื่นใบลาออก ซึ่งมันจริงทุกประการ

ช่วงที่ทำงานตอนแรก ทุกอย่างดูสวยงามและน่ารักไปหมด ไฟผมก็แรงเต็มที่อีกครั้งเนื่องจากผมคาดหวังว่าจะได้เรียนรู้วิชาจากมืออาชีพ เจ้านายเก่าผมเองก็เป็นวิทยากรพิเศษให้หลายๆที่โดยไม่เคยคิดมูลค่า เพราะเขาชอบสอนคน ทำให้ผมยิ่งมีหวังในการทำงานยิ่งขึ้นไป ผมคาดหวังที่สามปีกับที่นี่ และจะไปต่างประเทศหลังจากนั้น นั่นคือแผนที่ผมวางไว้แต่แรก

แต่ความฝันผมมันค่อยๆพังทลายลงตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย เหมือนตึกทรายในห้วงลิมโบจากหนังเรื่อง Inception ที่โดนคลื่นทะเลซัดสาดและพังทลายไปเรื่อยๆแบบไม่มีวันสิ้นสุด

บริษัททั่วไปจะมีอุปกรณ์พื้นฐานให้ใช้เช่นคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เฉพาะตำแหน่งอื่นๆ ก็แล้วแต่ตำแหน่งไป สำหรับที่นั่น ไม่มีอะไรให้เลย ผมไปตัวเปล่าๆ ไม่มีแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ให้พนักงานใช้ ผมสลับใช้แมคบุ้คของเจ้านายเก่าเวลาทำงานอยู่ประจำในช่วงสัปดาห์แรกๆ จนเจ้านายเก่าเอ่ยปากว่า "เมื่อไหร่คุณจะไปซื้อแมคบุ้คของตัวเอง มาใช้แต่ของผม ผมก็ไม่ได้ทำงานซะที" ตอนนั้นผมค่อนข้างอ่อนด้อยเรื่องงานประจำมาก เลยเข้าใจว่าเราต้องไปหาซื้อมาใช้เอง ในขณะที่บริษัทอื่นในระดับเดียวกัน มีแมคให้พนักงานใช้ทุกคนและถือเป็นสมบัติบริษัท แต่ผมเองก็ถือคติว่าไม่ชอบใช้ของบริษัทเพราะจะหยิบจะใช้อะไรก็ลำบาก แถมยังต้องใช้รวมกับคนอื่น ในขณะที่งานของผม ผมไม่สามารถให้คนอื่นใช้คอมของผมได้ จึงไปหยิบยืมเงินจากพ่อมาซื้อแมคบุ้คเครื่องแรกและเครื่องเดียวในชีวิตเพื่อมาทำงาน

นั่นคือจุดเล็กๆที่เรียกได้ว่าคือจุดเริ่มต้น ความปีศาจของเจ้านายก็ได้ก่อขึ้นในจิตใจของผมตั้งแต่วันนั้น ในบริษัทที่ไม่มีของอะไรให้พนักงานใช้เลย

เจ้านายเก่าเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่คนนอกมากๆเนื่องด้วยงานของเขาที่มักจะเป็นงานระดับใหญ่ๆเสมอ เขามักจะได้รับการนับถือจากคนดังในหมู่วงสังคมต่างๆ แม้กระทั่งดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงทุกรุ่นยังต้องเคารพเขา และเขาเองก็ต้องการคนเหล่านี้เพื่อต่อยอดชื่อเสียงและหางานหาโอกาสใหม่ๆตลอดเวลา จึงไม่แปลกใจที่ทุกครั้งคนเหล่านี้มาที่บริษัทหรือไปพบกันข้างนอก เจ้านายเก่าจะพูดดี อ่อนน้อม เป็นกันเองกับคนเหล่านั้นตลอดเวลา อีกทั้งยังเสนอตัวทำงานหลายๆอย่างให้โดยไม่คิดมูลค่าหรือคิดราคาที่ถูกแบบผิดปกติให้พวกนั้นด้วย ผมเองก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะเข้าใจว่ามันก็คือการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจอย่างนึงนั่นแล เพราะผมเองก็ทำ และเชื่อว่าคนอื่นๆก็ทำเช่นกัน ซึ่งผิดกันกับเวลาพูดกับพนักงาน

ในโลกโซเชียล อย่างที่ผมบอกว่าผมรู้จักเจ้านายเก่าจากโซเชียล คนติดตามเขานับหมื่นนับแสนคน แน่นอนว่าเขาก็ต้องใช้โซเชียลตลอดเวลา เนื้อหาการโพสต์ของเขาก็มักจะเป็นการอวดงาน อวดวิถีชีวิต แซะและแขวะคนอื่นที่ด้อยกว่าเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพนักงานเก่า คนที่นี่ออกไปแบบจบไม่สวยถึง 98% (รวมถึงผมด้วย) พอออกไปก็ตกเป็นขี้ปากของเจ้านายเก่าในโซเชียลไปโดยปริยาย แต่ผมเองก็แปลกใจตั้งแต่วันแรกที่ติดตามว่าทำไมคนถึงนับถือว่าการอวดงาน ว่าตัวเองได้ทำงานใหญ่ๆแล้วแซะคนอื่นว่าด้อยกว่าคือความเท่เพราะทุกครั้งที่เจ้านายเก่าโพสต์อะไร คนมักจะเฮตาม เปรียบเหมือนสาวกเฮโลไปตามคำสอนของพระเจ้าและศาสดา ไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ตาม แต่สิ่งที่เขาบอกกับพนักงานคือ "ที่ผมใช้โซเชียลบ่อยๆอ่ะ ผมทำงานหาเงิน ไม่ได้เล่นไร้สาระ ไม่ได้มาเสพดราม่าเหมือนคนทั่วไป" แต่แปลกใจที่เจ้านายเก่ามักจะรู้ทันดราม่าในอินเตอร์เน็ตก่อนใครเสมอ ก็คงเป็นผลมาจากการเสพสื่อโซเชียลอย่างหนักทุกวัน แถมหลายๆครั้งเขาก็ก่อดราม่าซะเอง อาจจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเรียกร้องความสนใจจากสังคมเพื่อรักษากระแสก็ได้

ผลกระทบจากการกระทำกับคนนอกและโซเชียล มันมาบรรจบที่คนแบบผม พนักงานผู้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้เขามีชื่อเสียง เอาวิชาความรู้ที่เรียนมาไปรับใช้เขาเกือบหมด ในขณะที่เราไม่ได้อะไรจากเขาเลย

เมื่อเจ้านายติดโซเชียลอย่างหนัก ผลที่ตามมาก็คือ เป็นโรคความจำระยะสั้นเสื่อม คือนึกอะไรได้หรือสั่งอะไรใครก็จะลืมทันทีในวันนี้และลืมสนิทในวันถัดไป ถ้าร้ายแรงหน่อยก็สั่งเช้าลืมเย็นเลย และการสั่งงานก็จะเป็นเหมือนการบอกลอยๆ ไม่ได้กำหนดอะไรมาให้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เจ้านายเก่าอยากดื่มกาแฟลาเต้เย็น แก้วใหญ่ ลดคาเฟอีน ใช้นมแบบไร้ไขมัน เพิ่มไซรัปแบบ sugar free ขอภายใน 15 นาที แต่เวลาสั่งจริง จะเดินมาสั่งแค่ เอากาแฟแก้วนึง แล้วเดินจากไปทันที แล้วแบบนี้ผมควรทำอย่างไร จะทำเอสเพรสโซ่ไปก็โดนด่า ไม่ทำก็โดนด่า หนำซ้ำ ไปถามซ้ำก็โดนด่า ข้อหาไม่ฟังคำสั่ง ซึ่งแน่นอนว่าเขาลืมไปแล้วว่าสั่งอะไรไปและเขาไม่มีวันผิด (อนึ่ง ตัวอย่างนี้คือการยกตัวอย่างเฉยๆ ไม่ได้ระบุถึงงานที่เคยทำ เพราะผมชงกาแฟไม่เป็น) 

จากเรื่องสั่งงาน มาถึงเรื่องการปฏิบัติต่อพนักงาน เจ้านายเก่านับได้ว่าเป็นคนปากจัด ปากร้าย ปากหมา สารพัดปากในด้านลบสำหรับพนักงานทุกคน และชอบแซะแบบไม่จบสิ้น ชอบขุดความผิดเก่าๆมาทับถมทุกครั้งที่ไม่พอใจ เรียกได้ว่าเหมือนเวลาทะเลาะกับเด็กไม่มีผิด มีครั้งหนึ่งเจ้านายเก่าหันมาวิ่งยามเช้าก่อนเข้างานเพื่อรักษาสุขภาพ ผมเข้างานก่อนเวลาแล้วเจอเขาวิ่งเข้าออฟฟิศ จึงทักทายไปตามปกติและถามไถ่ว่าวิ่งไปถึงไหนมา เจ้านายเก่าก็ตอบว่าวิ่งไประดับนึง ประมาณสามป้ายบีทีเอสได้ ซึ่งบทสนทนาที่ดีมักจะจบลงแค่นั้น แต่เขากลับต่อใส่ผมว่า "เนี่ยแหละ ผมสู้ความห่วยพวกคุณไม่ได้ ผมก็ออกกำลังกายสู้กับตัวเองนี่แหละ"

มันคืออะไร? ทำไมต้องแซะก่อนทำงานวะ? วันนี้ยังไม่ได้ทำอะไรให้เลยนะ นั่นคือคำถามในเช้าวันนั้น นับได้ว่าเป็นการเริ่มวันทำงานที่เลวร้ายยิ่งกว่าวันจันทร์เสียอีก

เจ้านายไม่มีวันผิด อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าที่อื่นถือคติแบบนี้ไหม แต่ที่ทำงานเก่าผมนับเรื่องนี้เป็นหลัก ถึงแม้จะไม่บอกด้วยวาจาหรือลงตัวอักษรในสัญญา แต่มันปรากฎให้เห็นจากการกระทำทุกวันว่าเจ้านายเก่าไม่มีวันผิด ตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง เช่น เขาเก็บของส่วนตัวเขาไว้เอง แล้วเอาไปโชว์คนนั้นคนนี้แล้วไม่เคยเก็บ ให้แม่บ้านตามเก็บตลอด แต่บางครั้งแม่บ้านก็ไม่ได้ติดตามตลอดเวลา เอาออกมาโชว์แล้วหายเอง แล้วหายแบบไร้ร่องรอย สรุปคนผิดคือผม พนักงานที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับของส่วนตัวของเจ้านายกลับต้องเป็นแพะรับบาป ตอบโต้ไปก็จะหาเหตุผลแบบไร้สาระมาย้อนผมได้เสมอ จนทุกวันนี้ผมออกมานานมากๆแล้วก็ยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาเนืองๆว่าเขายังกล่าวหาผมอยู่ ผมเองก็ทำได้แค่ถอนหายใจเบาๆแล้วทำงานใหม่ต่อไป ปล่อยให้เขายึดติดไปเอง

เขาชอบโม้โอ้อวดว่าเขาชอบสอนคน แต่พอพนักงานอย่างผมไปขอความรู้ขอให้เขาสอน เพื่อที่จะช่วยเขา ไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย เขาจะมีคำตอบกลับมาประมาณว่า "จะรู้ไปทำไม คุณไม่เก่งพอ เรียนไปก็เท่านั้น" หรือไม่ก็ "คุณจบนอก อ่านภาษาอังกฤษออก ไปค้นคว้าเองสิ" นั่นคือหนึ่งในเรื่องการเป็นมิตรที่ดีกับคนนอก เพราะกับคนนอก เขาสอนอย่างจริงจังราวกับเป็นอาจารย์ประจำวิชาที่แสนดีเลยทีเดียว แต่สำหรับผม พนักงานที่(เคย)ศรัทธาและคาดหวังวิชาจากเขา ความหวังของผมพังทลายย่อยยับเลยทีเดียว และไม่ได้ทำแบบนี้กับผมคนเดียว ทุกคนโดนหมด ภายในบริษัท เขาไม่ใช่ผู้ให้ แต่เป็นผู้สูบจากทุกคนแล้วเอาไปเสริมบารมีตัวเองทั้งนั้น และแน่นอนว่าต้องเอาไปอวดในโซเชียลโดยที่พนักงานก็เป็นได้แค่บันไดให้เขาปีนขึ้นไป

ผมมีอาการหมดไฟมากกว่าตอนที่เป็นฟรีแลนซ์ และมีความคิดที่จะออกก่อนเป้าหมายสามปีเพราะเริ่มไม่ไหว สุขภาพจิตย่ำแย่ ทำงานไม่ได้ค่าโอทีแต่ก็ต้องทำเพราะไม่มีคน ถ้ามีคนลาออก คนที่ยังอยู่ต้องแบกรับหน้าที่ของคนที่ออกไปแล้ว ซ้ำร้ายคือพนักงานลาออกทุก 1-2 เดือนเพราะทนความห่วยของการบริหารที่เหมือนเด็กเล่นขายของไม่ไหว ผมเป็นคนที่อยู่ทนที่สุดเพราะความหวังลมๆแล้งๆ จึงต้องแบกตำแหน่งหน้าที่มากถึงราวๆ 5-6 ตำแหน่ง โดยที่รับเงินตำแหน่งเดียว ทำงานสัปดาห์ละ 6-7 วัน วันละ 10 ชม. นานนับปีโดยที่ไม่ได้อะไรเลยนอกจากเงินเดือนที่ไม่คุ้มค่า ในขณะที่เจ้านายเก่าก็โม้ในโซเชียลว่า บริษัทของเขาปล่อยให้พนักงานทำงานตามเวลาเพราะเข้าใจว่าทุกคนต้องมีเวลาส่วนตัว ซึ่งผมคิดว่าเมื่อเขาพิมพ์จบก็คงลืมทันทีอีกเช่นเคย เพราะตอนที่ผมเห็นโพสต์นั้นของเขา ผมและพนักงานท่านอื่นยังทำโอฟรีกันอยู่เลย ในขณะที่คนนอกต่างชื่นชมเขาในโลกโซเชียลว่าเป็นเจ้านายที่ดี

บางคนคงสงสัยว่าทำไมไม่ลดสเกลบริษัทลงถ้ารับมือกับคนมากๆไม่ได้ เป็นเพราะตัวเขานั่นแหละครับ ชอบโม้โอ้อวด ขิงชาวบ้านในโซเชียลว่าบริษัทเขานั้นเจ๋ง เท่ ไม่ยอมให้ใครมาทำลาย เขาจะทำให้คนที่เกลียดเขามองดูความสำเร็จ(ปลอมๆในโซเชียล)ของเขา ด้วยการทำบริษัทให้ดี จวบจนวันนี้ก็น่าจะเกือบสิบปีแล้วที่เขาเริ่มทำธุรกิจ ยังอยู่ที่เดิมทุกประการ ขยายขนาดบริษัทจากจินตนาการ ส่วนพนักงานต้องแบกรับภาระกับความเป็นจริง ยุบอะไรก็ไม่ได้เพราะคนรอเหยียบเขาเยอะเพราะคำโอ้อวดนี่แหละ ยังไม่นับอรินับร้อยที่ไปด่าไปทำไม่ดีไว้อีก

ที่บ้านเริ่มเห็นว่าผมไม่มีความสุขกับการทำงานจึงบอกว่าถ้าทนไม่ไหวจริงๆก็ลาออก เพราะผมก็ทนมานานมากแล้ว ซึ่งผมก็ตั้งใจแบบนั้นจนกว่าจะถึงที่สุด

และวันประกาศอิสรภาพก็มาถึง...

สิ่งที่ทำให้ผมถึงจุดแตกหักก็คือ เรื่องการหาคนผิดในอุบัติเหตุ ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุโดยบังเอิญแล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครผิด เพราะบางอย่างเองต่อให้ระวังแล้ว ถ้ามันจะเกิดมันก็ต้องเกิดจริงๆ เช่นเหตุการณ์ที่ผมเจอก็คือ พ่อบ้านทำของส่วนตัวของเจ้านายเก่าเสียหายในห้องทำงานผม ในขณะที่ผมไม่อยู่ตรงนั้นและไม่ได้รับรู้อะไรด้วย แต่เจ้านายเก่าพยายามยัดเยียดความผิดและเรียกร้องเอาเงินจากผมราวๆหกหลักได้ ในขณะที่ของสิ่งนั้นมูลค่าไม่ได้สูงอะไรเลยและผลิตซ้ำได้เรื่อยๆเพราะตัวเขาก็เคยผลิตซ้ำมาแล้ว เพียงแต่มันเป็นของชิ้นโปรดของเขาที่เอามาไว้ในห้องผมเพื่อประดับรับแขก ซึ่งผมไม่ยินดีให้เอามาไว้ห้องผมเลย พอมันเสียไปเขาก็รับไม่ได้ และต้องมีแพะให้เขาเชือด ผมจึงกลายเป็นแพะและตัดสินใจลาออกมา ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

แน่นอนว่าตอนลาออกก็ยังขุดความผิดที่กล่าวหาผมขึ้นมาเพื่อโยนใส่ผมเพื่อเอาชนะ แต่ใบลาออกของผมถูกอนุมัติแล้วและมีผลทันที ผมคงไม่ต้องใส่ใจอะไรนอกจากเก็บเรื่องราวพวกนี้ไว้ในความทรงจำและรอดูวันล่มสลายของบริษัทนี้ เพราะบริษัทนี้ผลประกอบการขาดทุนมาตลอด แต่ด้วยความมีชื่อเสียงของเจ้านายเก่า ทำให้มีงานนอก ซึ่งเป็นงานส่วนตัวของเขาเข้ามาหนุนบริษัทไว้ได้ แต่เขาก็มักจะบ่นเสมอว่า สร้างบริษัทมา ทำไมมันไม่มีกำไร ทำไมเขายังต้องรับงานนอกอยู่

เขาจะไม่ถามแบบนี้เลยถ้าเขามองตัวเองให้ละเอียดและหัดยอมรับความห่วยแตกของตัวเองบ้าง ดีกว่ามาโยนความห่วยของตัวเองใส่หน้าพนักงานแล้วประกาศว่าข้านั้นเก่งที่สุด และแน่นอนว่าเขาไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเด็ดขาดเพราะเขาบอกว่า "ที่ผมมีทุกวันนี้ได้ เพราะผมเป็นแบบนี้ ผมเลยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร" 

คิดแบบนี้ คนที่เดินออกมาแล้วแบบผมคงไม่มีอะไรจะกล่าว แม้แต่คำขอบคุณก็คงไม่สามารถพูดได้เพราะที่แห่งนั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตผมดีขึ้นเลย

คงเหลือแต่คำสาปแช่งแล้วล่ะ ที่จะเหมาะกับปีศาจที่สุด

เจ้านายเอ๋ย...
SHARE
Written in this book
Against the Universe
Writer
an_outsider
Belief Wrecker
do i have to believe them? hell nah!

Comments