ความคิดสร้างสรรค์ ความกลัว มายาคติ กับ Elizabeth Gilbert
Elizabeth Gilbert เป็นนักเขียนเจ้าของผลงานโด่งดัง Eat Pray Love และ Big Magic โดยเฉพาะเรื่อง Big Magic เป็นหนังสือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์เล่มโปรดของเราที่คิดว่าทุกคนควรอ่าน มีแปลไทยแล้วชื่อ “พลังวิเศษของคนธรรมดา” โดยสนพ.วีเลิร์น หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เหมาะเฉพาะศิลปิน แต่เหมาะกับทุกคนที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ งานเขียนชิ้นใหม่ ออกแบบสิ่งใหม่ สร้างธุรกิจใหม่ เริ่มโปรเจ็คใหม่

เราได้ดูคลิปสัมภาษณ์คุณ Elizabeth Gilbert หลังหนังสือ Big Magic ออกวางขายได้ไม่นาน คลิปนี้เป็นคลิปเก่าแล้วในปี 2015 แต่บทสนทนาดีต่อใจ เหมือนกับได้อ่าน Big Magic จบไปอีกรอบหนึ่ง

คุณลิซยกตัวอย่างชีวิตตัวเองแล้วก็เล่าเหมือนคุยให้เพื่อนฟัง บทสัมภาษณ์นี้ก็เลยรสชาติเข้มข้น แต่ไม่ยากเกินความเข้าใจ เราชอบค่ะ ก็เลยหยิบมาแบ่งปันดีกว่า


1

ทำไมถึงเขียนเรื่อง Big Magic

ในฐานะที่เป็นนักเขียนมานานปี มีคนเข้ามาพูดคุยด้วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา คุณลิซพบว่าแต่ละคนมีโครงการดีๆ ที่อยากทำอยู่มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็สามารถสาธยายเหตุผลได้ว่าทำไมเขาถึงไม่ทำ ทำไมไม่เริ่มลงมือ ทำไมจึงจะทำไม่ได้

เนื่องจากเธอพบเจอคนดีๆ ไอเดียดีๆ ที่มีอาการแบบนี้อยู่ตลอดเวลา แล้วพอลองขุดลึกลงไปดูข้อแก้ตัวสารพัดอย่างที่ฉาบหน้า เธอพบว่าจะอคติหรือเหตุผลร้อยแปดอย่าง สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด เหตุผลที่ “ไม่ลงมือทำ” มีเพียงอย่างเดียวคือ “ความกลัว”

พวกเขากลัวว่าตัวเองไม่มีความสามารถ กลัวคนตราหน้าว่าไม่มีฝีมือ กลัวจะมีคนทำได้ดีกว่าเก่งกว่า กลัวว่าไม่มีใครอนุญาตให้เขาเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้จริงๆ มวลความกลัวของผู้คนขนาดมหึมาทับอยู่บนบ่า แล้วคนเหล่านี้ก็เวียนเข้ามาถามเธอซ้ำๆ เรื่องความกลัว ความกล้า มายาคติของการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับการมีความคิดสร้างสรรค์ จนเธอรู้สึกว่า “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว เรามาคุยกันเรื่องความคิดสร้างสรรค์แบบจริงๆ จังๆ กันเสียทีเถอะ” จึงเป็นที่มาของการเขียนหนังสือ Big Magic



2

ความกลัวเป็นเพื่อนที่เราจำเป็นต้องมี?

ในขณะที่สังคมก็ดี หนังสือแนวจิตวิญญาณและการพัฒนาตัวเองหลายสำนักแนะให้เอาชนะความกลัวสิ พุ่งทะยานผ่านมันไปเลย คุณลิซกลับบอกว่า เธอไม่ได้อยากให้ตัวเองเป็นคนปราศจากความกลัว เพราะมีคนแค่สองประเภทที่ชีวิตไม่กลัวอะไรทั้งนั้น หนึ่งคือคนโรคจิตเสียสติ สองคือเด็กทารก ซึ่งเธอไม่ใช้คนทั้งสองแบบมาเป็นโรลโมเดลในการดำเนินชีวิตแน่

เวลามีคนมาถามเธอว่า “คุณเอาชนะความกลัวได้อย่างไร”

เธอรู้สึกว่าเป็นคำถามไร้เดียงสาดีจัง ทำไมจึงคิดว่าเธอไม่กลัวล่ะ การมาอยู่ตรงนี้ พูดคุยพบเจอผู้คน เธอกลัวนะ เธอออกจะขี้กลัวด้วยซ้ำไป

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลิซกับความกลัวตั้งอยู่บนรากฐานของความนับถือกับความรู้สึกขอบคุณ เพราะความกลัวคือเหตุผลเดียวที่ทำให้เราทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้

ลองมองย้อนไปในชีวิต ทุกคนสามารถยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ว่าเพราะวันนั้นเรากลัว วันนี้เราจึงรอดมาได้ ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าเสียงในหัวที่บอกว่า น้ำลึกเกินไปแล้ว ขึ้นจากน้ำเดี๋ยวนี้! เจ้าหมอนี่ขับรถเร็วเกินแล้ว อย่าไปไหนกับหมอนี่อีก! ถนนนี้ไม่ปลอดภัย ห้ามลงไปเดินเด็ดขาด! การที่เรายังมีชีวิตอยู่ได้เพราะความกลัวปกป้องเรา นี่คือหน้าที่ของความกลัว และเธอคิดว่าสิ่งนี้มันสวยงาม

เพียงแต่ว่าความกลัวเป็นเหมือนคุณปู่สูงวัยที่แยกแยะไม่ค่อยได้ว่าเรื่องไหนเป็นอันตรายถึงชีวิต เรื่องไหนไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ความคิดสร้างสรรค์กระตุ้นให้เกิดความกลัวอยู่แล้ว ความกลัวปรากฏตัวขึ้นตลอดเวลาเพราะมันเป็นเรื่องปกติของการทำงานสายสร้างสรรค์ ทุกคนที่เริ่มโครงการใหม่ งานชิ้นใหม่ มุ่งหวังวาดภาพสุดท้ายว่าอยากได้ผลลัพธ์สวยงามอย่างไร แต่ความกลัวจะปรากฏตัวทันทีและพูดตัดหน้าว่า “ไม่รอดหรอก”

สิ่งที่คุณลิซจะพูดกับมันก็คือ “ขอบใจนะ ขอบใจที่แคร์กันมากขนาดนี้ ขอบใจที่นายเป็นห่วงไม่อยากให้เกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นกับฉัน ขอบคุณมากเลย แต่หน้าที่ของนายตรงนี้... ไม่ต้องทำก็ได้ ฉันแค่อยากแต่งกลอนเท่านั้นเอง... ไม่มีใครเป็นอะไร ไม่มีใครตายหรอก ใจเย็นนะ ไม่มีใครเป็นอะไรจริงๆ”

“แค่พูดกับมันดีๆ พูดแบบคนเป็นเพื่อนกันคุยกัน อย่าตั้งแง่ อย่าเปิดฉากสงครามประสาทกับความกลัว รับรู้ความสำคัญของการที่ความกลัวมีตัวตนอยู่ เชิญมันเข้ามา พามันเข้ามาดูว่าเราจะทำอะไร เรียกมันเข้ามาดู มาอยู่ด้วยกันได้ แต่ไม่ว่านายจะพูดอะไร ฉันก็จะทำอยู่ดี”

เหมือนเชิญคุณปู่สูงวัยขึ้นรถไปเที่ยว เชิญขึ้นรถค่ะ แต่นั่งเบาะหลังนะ ไม่ใช่ตรงที่นั่งคนขับ อยากกางแผนที่ กินขนม หรือเลือกช่องฟังวิทยุ เชิญเลย แต่ความกลัวจะไม่ได้เป็นตัวตัดสินใจว่าเราจะไปไหนทำอะไรในการทำงานสร้างสรรค์ เพราะคุณปล่อยความกลัวให้นั่งตรงที่นั่งคนขับไม่ได้ ถ้าปล่อยไว้แบบนั้น มันก็จะล่มโปรเจ็คคุณไปที่ละอย่าง ไม่! อย่า! ห้ามทำ! เสี่ยงเกินไป! แล้วร้องปฏิเสธทุกอย่าง จนสุดท้ายชีวิตเราหดเล็กลงกว่าที่ควรจะเป็น



3

ประโยคที่บอกว่า “ไอเดียนี้มีคนเคยทำมาก่อนแล้ว” เป็นความกลัวชนิดหนึ่ง?

คนที่ตื่นเต้นมากๆ เวลาเล่าโปรเจ็คที่ตัวเองอยากทำ หลังจากคุยกันได้สักสองนาที จะมีประโยคหนึ่งตามมาคือ “แต่... มันไม่ค่อยออริจินัลเท่าไร มีคนอื่นเคยทำมาก่อนแล้ว” และคุณลิซก็จะตอบกลับไปเสมอว่า “ค่ะ ก็ใช่ แต่มันยังไม่เคยถูกทำโดย “คุณ” นี่คะ”

ที่บอกว่า “ใช่ มันยังไม่เคยทำโดย “คุณ” เพราะรับรองได้เลยว่าไม่ว่าจะไอเดียอะไรก็ตามล้วนถูกเคยทำมาแล้วทั้งนั้น มนุษย์เป็นนักสร้าง นักคิด นักประดิษฐ์ เรามีประวัติศาสตร์ศิลปะกันมาหมื่นปีพันปี ทุกอย่างเคยถูกสร้างมาแล้วทั้งนั้น กระทั่งเช็คสเปียร์ ครึ่งหนึ่งของผลงานเขาก็มาจากนักเขียนยุคก่อนหน้า เพราะมันก็ไม่ได้มีเรื่องใหม่มากมายให้เล่าขนาดนั้นหรอก แต่เช็คสเปียร์เล่าเรื่องในแบบที่เรื่องราวไม่เคยถูกเล่าด้วยวิธีนั้นมาก่อน หลังจากนั้นผ่านมาอีก 500 ปี เราก็ยังยืมเรื่องของเช็คสเปียร์มาใช้ คนนี้หยิบเรื่องของคนนั้น คนนั้นหยิบเรื่องของคนนี้

หรือ... สมมติว่ามีชิ้นงานเกิดใหม่ สะเทือนเลือนลั่น ใหม่มากชนิดไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน ลองเชิญนักวิชาการสิบท่านมาวิเคราะห์ผลงานนั้นดู นักวิชาการก็จะบอกได้ว่า นี่เพราะคนสร้างงานชิ้นนี้เคยอ่านเรื่องนั้นมาก่อน หรือเคยฟังซิมโฟนีนั้นมาก่อน หรือเคยผ่านเรื่องนี้มาก่อน หรือเพราะเค้าปฏิเสธแนวทางชนิดนี้เลยแสดงออกมาด้วยวิธีนั้น เพราะมนุษย์มักแสดงออกในลักษณะที่ตอบสนองต่อผลงานที่มีมาก่อนหน้าตัวเองอยู่แล้ว และเมื่อผลงานเราทำเสร็จ มันก็จะไปเป็นหนึ่งในกองรวมอยู่กับกองพวกนั้นด้วยเช่นกัน

เวลาดูงานศิลปะ คุณลิซไม่เคยสนใจว่ามันออริจินัลหรือไม่ แต่คำถามคือ งานชิ้นนั้นมันสัมผัสเธอในเบื้องลึกได้ไหม สิ่งที่จะสัมผัสเราลึกลงไปได้คือความเป็นมนุษย์ กับความเป็นของแท้ในชิ้นงานนั้น (Authenticity)

เวลาคนทำงานอะไรสักอย่างหนึ่งเพราะเขาต้องทำ เค้าอยากทำ มันเป็นชีวิตจิตใจของเขา มันปลุกวิญญาณในร่างเขาให้ตื่นขึ้น สิ่งเหล่านื้คือสิ่งที่จะไปเติมประกายระยิบระยับให้ชิ้นงาน และมันจะสั่นสะเทือนเข้าไปถึงส่วนลึกของคนดู คนดูจะเปลี่ยนไป ทัศนคติมุมมองเปลี่ยนไป โลกนี้ดูเปลี่ยนไปหน่อยนึงหลังจากได้ชมงานชิ้นนี้

คุณลิซไม่สนใจเลยสักนิดว่าจะมีใครเคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าว่าจะมีใครเคยทำมาเป็นหมื่นครั้งพันครั้ง คือถ้าคุณต้องทำ ก็ทำเถอะ



4

อย่าทำเพื่อหวังช่วยคนอื่น แต่ให้สร้างเพราะมันทำให้ตัวเองเป็นสุข?

ให้ย้อนกลับไปสำรวจเจตนาของตัวเอง แต่อย่าสร้างงานขึ้นมาเพราะหวังอยากช่วย อยากทำประโยชน์ให้ผู้คน ความคิดแบบนี้มันฟังดูย้อนแย้งเพราะเราเป็นคนดีและเราถูกเลี้ยงมาให้คิดว่าต้องทำเพื่อคนอื่น

มีคำพูดหนึ่งของนักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษบอกไว้ว้า “บอกได้เลยว่าคนไหนเป็นพวกมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น ลองมองไปที่สีหน้าทุกข์ทรมานของคนที่อยู่รอบข้างเขาสิ”

คือ คนผู้แสนดี เธอมาอีกแล้ว เจตนาบริสุทธิ์อยากฉุดช่วยมวลมนุษย์ คือเจตนาดีพวกนี้อันหนักอึ้ง มันแผ่ความเครียดเกรี้ยวกราดออกมาด้วย หยุดเถอะ พอเลย หากอยากช่วยคน มีวิธีดีๆ และได้ผลกว่าการเขียนหนังสือสักเล่มหรือสร้างผลงานสักชิ้นมาก เราสามารถมอบเงินสมทบทุนองค์กรการกุศล ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทำงานอาสาสมัคร แต่งานศิลปะที่เราสร้างมันคือเรื่องของเราเองไม่ใช่ของใคร

คนที่ได้อ่าน Eat Pray Love พออ่านจบแล้วก็มาขอบอกขอบใจ บอกว่าหนังสือคุณช่วยชีวิตฉัน หนังสือคุณเปลี่ยนชีวิตฉัน แต่ตอนที่นั่งลงเขียนหนังสือเล่มที่ว่า ชีวิตคุณลิซเองกำลังตกต่ำถึงขีดสุด ไม่ได้คิดว่า “เอาล่ะ ฤกษ์งามอันเป็นมงคล นั่งลงเขียนหนังสือเพื่อช่วยมวลมนุษยชาติกันเถอะ” ไม่ใช่เลย ชีวิตเธอพังมาก แค่จะผูกเชือกรองเท้าตัวเองยังทำไม่ได้ จะให้ไปช่วยคนอื่นคือเรื่องสุดท้ายในชีวิตที่คิดจะทำตอนนั้น

พอมาตอนนี้ คนอ่านอ่านแล้วบอกว่าหนังสือเล่มนั้นช่วยชี้ทางสว่าง

แต่ตอนนั้น หนังสือเล่มนั้นคือชีวิตของคุณลิซที่ถามหาคำตอบ ตามหาหนทางแก้ไข ตามหาทางออกของปัญหาในชีวิตของเธอ เธอติดตามความสงสัยของตัวเองไป เชื่อในความคิดสร้างสรรค์ว่ามันจะนำพาเธอไปที่ไหนสักที่ แล้วก็เขียนเรื่องราวสร้างโลกในแบบที่เธออยากจะสร้างขึ้นมา สุดท้ายกลายเป็นว่า ผลงานที่เธอเขียนออกมาช่วยชีวิตผู้คน การช่วยคนเป็นผลข้างเคียง ไม่ใช่เหตุตั้งต้น

มีคำพูดหนึ่งของ Paul Tillich นักศาสนศาสตร์ชาวเยอรมัน บอกว่า All love eventually becomes help. หมายความว่า ความรักทั้งหมดจะกลายเป็นความช่วยเหลือในที่สุด

ดังนั้น ถ้าคุณอยากช่วย ก็รักให้มากเข้า รักในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ รักผู้คนที่อยู่รอบข้าง รักชีวิต รักการใช้ชีวิต แล้วคุณจะเริ่มเรืองรองรัศมีของความรักออกมาจากตัว ผู้คนจะอยากเข้าใกล้คุณเพราะมันทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น และนี่คือรูปแบบความช่วยเหลือที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำให้โลกใบนี้ได้



5

แซนวิชไส้อึกับหนทางที่เราเลือกเดิน

ไม่ว่าเส้นทางที่คุณเลือกเดินไปจะให้ความรู้สึกสวยงามอลังการขนาดไหน ดูน่าตื่นเต้น หรือคุณรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทำเจ้าสิ่งนี้มากขนาดไหน บนทางที่เราเลือกเดินไปมันจะมาพร้อมกับแซนวิชไส้อึ

และคำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า ฉันชอบทำอะไร แต่เป็น ฉันชอบทำอะไร ที่ชอบมันมากพอจนยินดีกินแซนวิชไส้อึพวกนั้นที่จะโผล่มาตลอดทาง

สำหรับชีวิตของคุณลิซ เธอตอบได้ว่าการเขียนคือสิ่งที่เธอรัก 
ส่วนแซนวิชไส้อึก็คือ 7 ปีที่เขียนงานส่งไปแล้วไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ หาเงินโดยการเป็นสาวเสิร์ฟ เป็นบาร์เทนเดอร์ เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ขายของที่ตลาดนัด ไปเป็นแม่ครัว กลับเข้าบ้านมาทั้งเหนื่อย ทั้งเหม็น ตัวเป็นกลิ่นเฟรนช์ฟรายที่ทอดให้ลูกค้าไปหมด แต่เธอก็นั่งลง แล้วเริ่มทำ “งานจริงๆ” ของตัวเอง นั่งลง เขียนงาน ส่งไปรษณีย์ให้สำนักพิมพ์ในตอนเช้า เพียงเพื่อจะพบว่าในตู้ไปรษณีย์มีจดหมายตอบปฏิเสธตอบกลับมาฉบับแล้วฉบับเล่า

เจอแซนวิชไส้อึแบบนี้เข้าไป คำถามคือ จะทำต่อไหม?
ทำสิ! ใช่ แซนวิชไส้อึรสชาติห่วย แต่เธอก็ยังอยากจะทำเจ้าสิ่งนี้อยู่ จะกระเดือกมันลงท้องไปทั้งแบบนั้นแล้วทำต่อไป

กระทั่งว่าตอนนี้ ในฐานะคนที่เลี้ยงตัวเองได้ด้วยอาชีพนักเขียนนแล้ว เจ้าแซนวิชไส้อึก็ยังมีเสิร์ฟมาให้ไม่ขาดสาย มันเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นรีวิวแย่ๆ คอมเมนต์เสียๆ หายๆ นี่เป็นแซนวิชไส้อึสำหรับคุณในวันนี้ ยังอยากจะทำต่ออีกไหม?

ทำสิ! ยังทำอยู่ ยังคุ้มค่าที่จะกลืนกินมันลงไปแล้วทำต่อ

คอมเม้นต์ในอินเตอร์เน็ทจากคนไม่รู้จัก บอกว่าเราเขียนเรื่องงี่เง่าบ้าบอไร้สาระ แซนวิชไส้อึสารพัดรูปแบบที่จะสรรหาหนทางมาแสดงออกได้ ยังจะให้แจกแจงอะไรอีกไหมว่านี่คือสิ่งที่คุณจะเจอไปตลอดชีวิต?

อื้ม. เข้าใจ จะยังทำต่อไป ยังคุ้มที่จะกลืนกินมันลงท้อง และทำต่อ


แซนวิชไส้อึรสชาติแบบไหนที่คุณรับได้ต่างหากที่เป็นคำถามที่คุณต้องถาม เพราะครั้งแรกที่คุณเจอมันวางเสิร์ฟไว้ตรงหน้า คุณเหวอแน่นอน และถ้าตอบว่า “ไม่ ฉันไม่กิน” งั้นก็แปลว่าคุณไม่ควรเลือกเดินทางสายนั้น

สำหรับอย่างอื่นในชีวิตที่คุณลิซเคยลองทำในชีวิตแล้วเจอแซนวิชไส้อึ แทบจะตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่คุ้มเลย ไม่คุ้มสักนิดที่ต้องทนกินของเฮงซวยพวกนั้น แหว่ะ... ไม่ว่าผลตอบแทนจะดี สิทธิประโยชน์ที่มาพร้อมจะดีแค่ไหน ไม่ แหว่ะ อยากอาเจียน ทนไม่ไหว บ้าไปแล้ว เรื่องที่ทำใจลำบากขนาดนั้น มันอาจจะเหมาะกับคนอื่นก็ได้ แต่นี่ไม่เหมาะกับเธอ ไม่ทำ รสชาติแบบนี้เธอรับไม่ได้ มันไม่ใช่ทางของเธอ

ถ้าคิดว่าเดินตามความสุข ใช้ชีวิตตามความฝัน เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง แล้วทุกอย่างจะสวยสดงดงาม... มันไม่ได้แปลว่าทุกอย่างต้องสวยสดงดงามเสมอไป

สุดท้ายแล้ว พอจบไปหนึ่งวัน คุณกลับมาสำรวจตัวเองเปรียบเทียบระหว่าง “ได้ทำ” กับ “ไม่ได้ทำ” ว่ามันคุ้มไหม ถ้าตอบตัวเองได้ว่า “ได้ทำดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ” นั่นแปลว่า คุณมาถูกทางแล้ว


ตอนอายุ 22 คุณลิซมีเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งที่เขียนเก่งมาก มีพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานให้ แต่เขาก็เจอแบบที่เธอเจอคือ เขียนไปแล้วไม่มีใครสนใจผลงานของเขาเลย วันหนึ่ง เพื่อนนักเขียนคนนี้ก็พูดว่า “ผมพอแล้ว”

คุณลิซจำได้ว่าตัวเองมองไปยังแซนวิชครึ่งชิ้นที่เขากัดกินไปแล้วตรงหน้า เธอชี้นิ้วถามเขาไปว่า “ไอ้นั่นแกจะกินต่อไหม เพราะถ้าแกไม่กิน ฉันกินต่อเอง” บนทางสายนี้ นี่คือความรักชนิดที่เธอมีให้

แซนวิชไส้อึเป็นคำถามสำคัญ ใช้ตรวจสอบสภาพจิตใจ รสชาติแบบไหนที่เรารับได้ มันเป็นคำถามที่ต้องตอบให้ได้จริงๆ



6

งานประจำ เงินเลี้ยงชีพ

คนบางคน จุดไม้ขีดโยนใส่สะพานแขวน ตัดทางหนีทีไล่ตัวเองออก จะไม่ย้อนกลับไปอีกเด็ดขาด คนบางคนทำแบบนี้ถึงจะมีแรงขับเคลื่อนส่งให้เขาก้าวต่อไปข้างหน้าได้ โอเค... ถ้ามันได้ผล ก็ตามสบาย นั่นคือวิธีการของคุณ แต่สำหรับคุณลิซ เธอไม่ได้มีข้อตกลงแบบนั้นกับความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง

สติกเกอร์แปะท้ายรถที่คนนิยมกันเขียนไว้ว่า Jump and the net will catch you. (โดดเลย ตาข่ายจะรองรับคุณเอง แปลว่า ให้เดินหน้าลุยทำสิ่งที่อยากทำเลย ทางแก้ไขจะตามมาเอง)

คุณลิซบอกว่า เห็นสติกเกอร์พวกนี้ทีไรอยากจะเอาปากกาไปขีดฆ่าใหม่แล้วเขียนว่า "โดดเลย ตาข่ายอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้" 

มันมีมายาคติที่บอกว่า ถ้าคุณพยายามให้หนัก ทุ่มเทให้มาก แล้วคุณจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการ เราทุกคนก็โตๆ กันแล้วในที่นี้ รู้กันดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่หวังมันอาจจะเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ เมื่อลงมือทำสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่เวิร์คก็ได้ ซึ่งมันก็โอเค ไม่ใช่ว่าเอาบ้านเอาที่ดินไปจำนอง ทำเรื่องที่เสี่ยงกับอนาคตความปลอดภัยของครอบครัวคุณ บีบตัวเองชนิดที่ว่าพลาดไม่ได้อีกเด็ดขาด คุณต้อนตัวเองจนมุมแล้วก็วิตกกังวล กดดัน เครียด อับอาย แล้วก็พูดออกมาว่า “นื่คือสิ่งที่ฉันสมควรได้รับจากการทุ่มเท 100% งั้นเหรอ”

ส่วนข้อตกลงที่คุณลิซทำไว้กับการเขียนตั้งแต่อายุ 15 คือ เธอจุดเทียนแล้วบอกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า “ฉันจะเป็นนักเขียนไปตลอดชีวิต หนึ่งในข้อตกลงคือ ฉันบอกกับงานเขียนของตัวเองว่า พวกเธอไม่ต้องเลี้ยงดูฉันทางการเงิน ฉันจะหาเงินมาเลี้ยงดูเราทั้งคู่เอง ฉันเป็นพวกทำอะไรก็ได้ พ่อแม่เลี้ยงฉันมาให้เป็นคนมุทำงานอยู่แล้ว ฉันจะทำหมดทุกทางที่จะหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน และคุณ(งานเขียน)กับฉัน เรามาเป็นคู่รักกัน เราจะอยู่ไปด้วยกันโดยไม่ต้องแยกกันว่าใครเป็นฝ่ายหาเงินเข้าบ้าน”

แล้วเธอก็เห็นคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมากที่ลงมือฆ่าความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองทิ้ง โดยการยืนกรานว่า ถ้างานสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้นมาใช้เลี้ยงชีพไม่ได้ แปลว่า มันไม่ใช่งานสร้างสรรค์ที่แท้จริง

คือ... มันอาจจะเลี้ยวชีพหรือไม่เลี้ยงชีพก็ได้
หรือมันอาจจะเลี้ยงชีพได้ระยะหนึ่ง และมันอาจจะไม่เลี้ยงคุณต่อในภายภาคหน้าก็ได้
งานคุณอาจล้าสมัย งานคุณอาจแตกต่างไปจากเดิม คนอาจไม่ต้องการงานแบบของคุณแล้ว

...และคุณก็ตัวแข็งทื่อไปเลย

คนเหล่านี้กลายเป็นคนซึมเศร้า ทุกข์ระทม ชิงชัง


มันมีคำสองคำที่คล้ายกันมาก แต่ต่างกันมาก 
คือคำว่า Childlike (เหมือนเด็กๆ) กับ Childish (เป็นเด็กอมมือ)

Childlike คือมีมุมมองทัศนคติแบบเด็กๆ เดินออกไปยังโลกกว้างด้วยดวงตาสดใส พร้อมที่เรียนรู้ เปิดรับ ประทับใจสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

Childish คือ ฉันอยากได้สิ่งนี้ ฉันต้องได้ ฉันไม่สนว่าใครจะเป็นยังไง แต่ฉันต้องได้อย่างที่ฉันอยากได้ ฉันจะอาละวาดแล้วนะ มันต้องเป็นอย่างที่ฉันอยากได้สิ เพราะฉันไม่ได้โตมาได้ในบ้านดีๆ ไม่ได้มีเครื่องมืออุปกรณ์ดีๆ ไม่ได้เรียนจบจากที่ดีๆ อย่างใครเค้า คนเลยไม่รักฉันใช่ไหม พอ ฉันเลิกแล้ว

และเพราะแค่ว่าคุณอยากได้ คุณเลยต้องได้งั้นเหรอ? นี่เรียกว่าเด็กอมมือแล้วล่ะ

คุณต้องแยกคำสองคำนี้ออกจากกันโดยสิ้นเชิง คนเราสามารถมีมุมมองแบบเด็กๆ ได้ในขณะที่เป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมๆ กัน คำว่า “เป็นผู้ใหญ่” ในที่นี้หมายถึง ดูแลตัวเองในโลกแห่งความเป็นจริงด้วยวิธีที่ปฏิบัติได้จริงด้วยสิ (พูดง่ายๆ คือ ต้องอยู่ให้เป็นนะคะ)




---

บทสัมภาษณ์จริงยาว 48 นาทีและคุณลิซกับคุณมารี คนสัมภาษณ์ พูดรัวมาก

ขออนุญาตตัดแบ่งเป็น 2 ภาค เดี๋ยวมาแปะต่อให้สัปดาห์หน้านะคะ :-) 


nananatte
6.03.2019

ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ (^___^)v




Source:
Elizabeth Gilbert & Marie Forleo on Fear, Authenticity and Big Magic
http://bit.ly/2C9m998

feature image:
barnesandnoble 
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

town
7 months ago
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆนะคะ
Reply
nananatte
7 months ago
ยินดีค่ะ (^___^)
ManyMilds
6 months ago
เล่มนี้มายอ่านจนลืมไปแล้ว อยากเอามาอ่านอีกรอบเลยค่ะ โดยเฉพาะในส่วนที่พูดถึงความกลัว เจ้าความกลัวเนี่ยเหมือนอยู่เป็นเพื่อนเราไม่ว่าเราจะทำงานสร้างสรรค์ในรูปแบบใดก็ตาม เราชอบมุมมองของคุณอลิซาเบธที่มองความสร้างสรรค์เป็นตัวตนปีศาจตัวเล็กๆที่นึกจะโผล่มาก็โผล่อะไรแบบนี้ เข้าใจคิดดี

ชอบข้อความท่อนนี้ "ถ้าคุณอยากช่วย ก็รักให้มากเข้า รักในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ รักผู้คนที่อยู่รอบข้าง รักชีวิต รักการใช้ชีวิต แล้วคุณจะเริ่มเรืองรองรัศมีของความรักออกมาจากตัว ผู้คนจะอยากเข้าใกล้คุณเพราะมันทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น และนี่คือรูปแบบความช่วยเหลือที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำให้โลกใบนี้ได้"
Reply
nananatte
6 months ago
เนอะๆๆ เห็นด้วยค่ะ