Son of Liberty บุตรแห่งเสรีภาพ
ก่อนที่คุณจะอ่าน บทความนี้ คุณต้องไปอ่านบทความก่อนหน้าที่ชื่อ "เมื่อธงอิสต์อินเดียคอมพานีโบกสะบัด" แล้วเราจะมาพูดถึง Son of Liberty บุตรแห่งสันติภาพ เมื่อเราสามารถเข้าใจบริษัทที่ชั่วร้ายที่สุดในโลกยุคศตวรรษที่18 ยุคทองของการล่าอาณานิคม บริษัทนั้นคือ อิสต์ อินเดีย เทรดดิ้ง คอมพานี หรือ บริษัทอินเดียตะวันออก บริษัทสัญชาติเกรตบริเตน ที่เปรียบเหมือนหัวใจหลักของจักรวรรดิบริเตน ในช่วงศตวรรษที่18 ภายใต้อำนาจทางการเงินและทรัพยากร การควบคุมอาณานิคมทำให้พวกเขามีอำนาจที่จะเรียกเก็บภาษี ออกกฎหมาย ที่อาจเรียกได้ว่า กดขี่ชาวอาณานิคม จากปัญหา ที่พวกเสื้อแดง(ทหารราบบริเตน) เที่ยวตะเวนกดขี่ประชากรอาณานิคม บนภาคพื้นทวีปอเมริกาเหนือ ในเขต13อาณานิคม สมาคมลับได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีแนวคิดพิทักษ์สิทธิผู้อยู่ในนิคมและต่อสู้กับการละเมิดการเก็บภาษีโดยบริษัทอินเดียตะวันออก สมาชิกสมาคมก็ได้แก่ ซามูเอล อาดัมส์ , พอล เรเวอร์,วิลเลียม โมลินึซ์ เป็นต้น ได้เริ่มภารกิจลับในการต่อต้านบริษัทอินเดียตะวันออก และแน่นอนพวกเขา ก็ได้เริ่มภารกิจ นั้นคือการประท้วง งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตันเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1773 เพื่อต่อต้านพระราชบัญญัติชาที่ออกโดยรัฐสภาบริเตนที่เอื้อบริษัทอินเดียตะวันออก และ กลุ่มศักดินา ข้าหลวงใหญ่ ลอร์ดผู้มีอำนาจเต็ม   ผู้ประท้วงทำลายการลำเลียงชาทั้งหมดที่บริษัทอินเดียตะวันออกจัดส่งมา โดยขึ้นเรือและโยนหีบชาลงทะเลที่ท่าบอสตัน รัฐบาลบริเตนโต้ตอบอย่างรุนแรง ปัญหาสำคัญที่เป็นรากฐานของปัญหานี้คือ ระบบรัฐสภา ที่ชาวอาณานิคมมองว่า ตนเองไม่มีผู้แทนในสภาเกรตบริเตน ดังนั้นจึงมีคติที่ว่า ไม่จ่ายภาษีถ้าไม่มีผู้แทน กล่าวคือ ประชากรในอาณานิคมทั้ง13ต้องการคือ ผู้แทนพวกเขาเลือกมาบริหารและดูแล ประชากร ไม่ใช่ผู้แทนของรัฐสภาบริเตน และ บริษัทอินเดียตะวันออก เหล่าผู้ประท้วงประสบความสำเร็จในการขัดขวางไม่ให้ขนถ่ายชาภาษีจากบริเตนเข้าสู่อาณานิคมสามแห่ง แต่ในอาณานิคมบอสตัน ข้าหลวงใหญ่ของบอสตัน โทมัส ฮัตชิงสัน ได้ตั้งกองกำลังเสื้อฟ้า สู้กับพวกเสื้อแดงหรือทหารราบบริเตนเพื่อห้ามส่งชากลับคืนไปยังบริเตน ใน ค.ศ. 1774 รัฐสภาบริเตนตอบสนองด้วยการตรากฎหมายที่เรียก "พระราชบัญญัติเหลือทน" (Intolerable Acts) หรือ "พระราชบัญญัติบีบคั้น" (Coercive Acts) ซึ่งให้การปกครองตนเองในแมสซาชูเซตส์สิ้นสุดลง และเลิกการค้าในบอสตัน นอกเหนือไปจากบทบัญญัติอื่น ๆ พลเมืองทั่วทั้งสิบสามอาณานิคมตอบโต้พระราชบัญญัติดังกล่าวโดยประท้วงหนักขึ้น และเรียกประชุมใหญ่ประจำทวีปครั้งที่หนึ่ง First Continental Congress ซึ่งมีมติให้ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์บริเตนให้ทรงยกเลิกพระราชบัญญัติและไกล่เกลี่ยการต่อต้านพระราชบัญญัติเหล่านั้น ทว่า วิกฤติการณ์ยากจะยุติความพยายามยึดยุทโธปกรณ์อเมริกันของบริเตนในเดือนเมษายน 1775 นำสู่การยุทธ์อย่างเปิดเผยระหว่างทหารอาสาอเมริกัน กับ ทหารราบเสื้อแดง  ทหารอาสาสมัครเดินหน้าล้อมกำลังบริติชในบอสตัน บังคับให้ต้องอพยพนครในเดือนมีนาคม 1776 สภาภาคพื้นทวีปตั้งจอร์จ วอชิงตันให้บังคับบัญชาทหารอาสาสมัคร ต่อมา เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพภาคพื้นทวีปที่เพิ่งตั้ง ในที่สุด กลุ่มบุตรแห่งสันติภาพ ได้พบปะกับ ฟรีเมสัน และได้ก่อตั้งรัฐบาลสหอาณานิคม ที่ต่อมาคือ สหรัฐอเมริกา รัฐแนวคิดซึ่งเป็นรากฐานของเสรีภาพ และ ประชาธิปไตย ของอเมริกันชนในปัจจุบัน และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบุตรแห่งเสรีภาพ คือ เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติของสหรัฐอเมริกา เบนจามิน แฟรงคลิน เป็น ช่างพิมพ์ คนเรียงพิมพ์ นักเขียน นักปรัชญา นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักปฏิรูป และนักการทูต คนสำคัญในยุคเรืองปัญญาของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นบุคคลสำคัญในการต่อต้านอิทธิพลของบริษัทอินเดียตะวันออก ในฟิลาเดลเฟีย อดีตเจ้าหน้าที่บริษัทอินเดียตะวันออกได้นำเรื่องราวและเอกสารจากนิคมในอินเดีย ถึงอาชญกรรมสงคราม เพื่อที่จะส่งให้ถึงมือคิงจอร์จที่3 หลังความพยายามที่จะส่งผ่านรัฐสภาล้มเหลว บริษัทอินเดียตะวันออกทำทุกวิถีทางไม่ให้ คิงจอร์จทรงรู้ปัญหาในนิคมอินเดีย ที่อาจจะบั่นทอนอำนาจของบริษัท เอกสารดังกล่าวได้สูญหายระหว่างการปิดล้อมเมืองบอสตัน แต่แฟรงคลินก็นำเรื่องราวประติดประต่อไปให้ จอร์จ วอชิงตัน พันเอกแห่งบริเตนใหญ่ ซึ่งต่อมาก็คือ พลโทแห่งกองทัพภาคพื้นฯ มันยิ่งทำให้ สมาคมฟรีเมสัน และ สมาคมบุตรแห่งเสรีภาพ ต้องประกาศอิสระภาพจากบริเตน เมื่อรู้ว่า ใครก็ตามที่ขัดขวางบริษัทอินเดียตะวันออก จะต้องถูกลงโทษอย่างร้ายแรง กฎหมายหลายๆอย่างเปลี่ยนไป สิทธิในการชุมนุมถูกระงับ สิทธิที่จะขอขึ้นศาลถูกระงับ กฎหมายพิเศษได้เกิดขึ้น และนั้นทำให้พวกทหารบริเตนเปิดฉากถล่มชาวอาณานิคมแบบไม่ปรานี และมันเป็นที่มาของ สงครามปฏิวัติอเมริกา หรือ สงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา บรรดาผู้ว่าการรวมไปถึงข้าหลวงใหญ่บางท่านได้ร่วมประชุมใหญ่ประจำทวีปอีกครั้ง และนำไปสู่การประกาศเอกราช สหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ทหารบริเตน ทั้งบกและทางน้ำ ก็ได้เปิดฉากถล่มอาณานิคม บริเตนภายใต้การนำของเซอร์วิลเลียม ฮาว (William Howe)ได้เข้ายึดนครนิวยอร์ก  ทำให้ความมั่นใจของฝ่ายอเมริกาแตะจุดต่ำสุด วอชิงตันสามารถยึดกองทัพเฮชชัน (Hessian) ได้ที่เทรนตัน และขับบริเตนออกจากนิวเจอร์ซีย์ ฟื้นความมั่นใจของฝ่ายอเมริกา ในปี 1777 บริเตนส่งกองทัพใหม่โดยมีจอห์น เบอร์กอยน์ (John Burgoyne) เป็นผู้บังคับบัญชาให้ยกลงใต้จากแคนาดาและแยกอาณานิคมนิวอิงแลนด์ ทว่า ฮาวไม่สนับสนุนเบอร์กอยน์ แต่นำกองทัพของเขาในอีกการทัพหนึ่งต่อกรุงฟิลาเดลเฟีย เมืองหลวงฝ่ายปฏิวัติ เบอร์กอยน์หมดกำลังบำรุง ถูกล้อมและยอมจำนนในเดือนตุลาคม 1777 ความปราชัยของบริเตนที่ซาราโทกา (Saratoga) มีผลใหญ่หลวง ฝรั่งเศสและสเปนได้จัดหาอาวุธ เครื่องกระสุนและกำลังบำรุงอื่นให้ชาวอาณานิคมอย่างลับ ๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน 1776 บัดนี้ฝรั่งเศสเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการในปี 1778 โดยลงนามพันธมิตรทางทหารซึ่งรับรองเอกราชของสหรัฐ บริเตนตัดสินใจยอมเสียอาณานิคมทางเหนือ และกู้อดีตอาณานิคมทางใต้ กำลังบริเตนโดยมีชาลส์ คอร์นวอลลิส (Charles Cornwallis) เป็นผู้บังคับบัญชายึดจอร์เจียและเซาท์แคโรไลนา ยึดกองทัพอเมริกาได้ที่ชาลส์ตัน เซาท์แคโรไลนา ยุทธศาสตร์นี้อาศัยการก่อการกำเริบของผู้ภักดี (Loyalist) ติดอาวุธจำนวนมาก แต่มีผู้มาเข้าร่วมน้อยเกินไป ในปี 1779 สเปนเข้าร่วมสงครามเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสภายใต้สนธิสัญญาตระกูล (Pacte de Famille) โดยเจตนายึดยิบรอลตาร์และอาณานิคมบริติชในแคริบเบียน บริเตนประกาศสงครามต่อสาธารณรัฐดัตช์ในปี 1780 หลังจากดัตช์ให้การสนับสนุนฝ่ายอเมริกัน
และเมื่อสงครามลุกลามกลายเป็นสงครามข้ามชาติ สงครามในทวีปอเมริกา ฝ่ายอเมริกัน สามารถที่จะบีบบริเตนถอยร่นไปอยู่ที่ชายฝั่งทะเล และรอคอยให้ทัพเรือฝรั่งเศส ยิงใส่ แต่ทว่าสำหรับสเปน และ ดัตช์ กลับสูญเสียอย่างหนัก บริษัทอินเดียตะวันออกทำลายเส้นทางการค้าของดัตช์สู่หมู่เกาะอินเดียตะวันออก หรือ อินโดเนเซียในปัจจุบัน และ สเปนไม่สามารถที่จะยึดยิบรอลตาร์และอาณานิคมบริติชในแคริบเบียนได้ ท้ายที่สุดบริษัทอินเดียตะวันออก และ บริเตนก็ยอมเจรจา และนำไปสู่ สนธิสัญญาสันติภาพกรุงปารีส (ค.ศ. 1783) บริเตนใหญ่รับรองเอกราชของสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ยกอีสต์ฟลอริดา เวสต์ฟลอริดาและมินอร์กาให้สเปน บริเตนใหญ่ยกโตเบโกและเซเนกัลให้ฝรั่งเศส สาธารณรัฐดัตช์ยกนาคปัตตินัม (Negapatnam) ให้บริเตนใหญ่ และ บริเตนใหญ่ยกพื้นที่ทางตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี และทางใต้ของเกรตเลกส์และแม่น้ำเซนต์ลอเรนซ์ให้สหรัฐ การเปลี่ยนแปลงนโยบายสงครามนี้มาจากแผ่นอันเรียบง่าย ที่เรียกว่า เลวล้ำลึก บริษัทอินเดียตะวันออกและบริเตนมองว่า บุตรแห่งเสรีภาพ และ ฟรีเมสัน คือเครื่องมือสำคัญ ทว่าจากศัตรูได้กลายเป็นเครื่องมือของหมากที่ร้ายกาจที่สุดของบริษัทอินเดียตะวันออก นั้นคือ การทำให้ภาคพื้นทวีปยุโรป ต้องเผชิญหน้ากับสงคราม ฝรั่งเศสไม่ได้กลับจากอเมริกันด้วยชัยชนะ อย่างเดียว แต่กระแส่ต่อต้านศักดินาได้กลับมาด้วย และมันทำให้เกิด การปฏิวัติฝรั่งเศส และ มหาสงครามฝรั่งเศส ที่สเปน ดัตช์ ออสเตรีย ออตโตมาน ปรัสเซีย เผชิญหน้ากับสงครามของผู้ต่อต้านศักดินาและสาธารณรัฐฝรั่งเศส แม้ว่าภายหลังนโปเลียนจะยึดอำนาจ แต่ที่สุด จักรวรรดิฝรั่งเศสก็กรีธาทัพทั่วยุโรป ไปถึงรัสเซีย จังหวะนั้นสิ่งที่บริเตนสูญเสียให้สเปน และ ฝรั่งเศส ก็ไดคืนมาจากสงครามมหาสมุทรที่ไม่มีใครสนใจ บริษัทอินเดียตะวันออกพลิกวิกฤตเป็นโอกาส บริษัทไม่ปราถนาจะยึดอเมริกากลับ มองว่า การมีพวกเขาไว้จะเป็นตัวเชิดสำคัญให้คนในยุโรปดูและอยากได้รัฐแบบอเมริกัน พวกบริเตนจึงสถาปนา แคนาดา ในพระราชบัญญัติแคนาดา บริษัทอินเดียตะวันออกที่เคยตามหลัง บุตรแห่งเสรีภาพ ฟรีเมสัน และ พวกอิลลูมินาติ พวกเขาได้นำไปก้าวหนึ่ง และท้ายที่สุด ทุกอย่าง ที่กล่าวมา มันคือหมากอันแยบยลของบริษัทอินเดียตะวันออก 
SHARE
Written in this book
East India Company
ประวัติศาสตร์ และ ควันหลงของบริษัทที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก
Writer
NakwatHakimov
Istiklal Futurist.
Science,Physicist,Futurist,Educated,Economist and Politician in Istiklal University. นักวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ นักอนาคตศึกษา นักการศึกษา นักเศรษฐศาสตร และ นักวิชาการอิสระ

Comments