[Jisoo x Rose] Hakuto Sin


ทุกสถานที่ ทุกผู้คนล้วนมีเทพเจ้าปกปักรักษา

สิงสถิตย์อยู่ทั่วไม่ว่าจะธารา หินผา หรือในจิตใจอันแสนบริสุทธิ์

แต่หญิงสาวคงคิดว่าเทพเจ้าอาจจะไม่ได้ยินเสียงแผ่วครวญจากเธอ

.......ผู้เฝ้ามองอยู่ทุกวัน




รุ่งอรุณ ณ สถานที่หนึ่งสวยงามเสมอ หญิงสาวในชุดกิโมโนสีกลีบดอกซากุระ กลับไม่คิดเช่นนั้น กลีบปากบางเรียบตึง เค้าหน้างามไม่แย้มยิ้มแม้อยู่ท่ามกลางเสียงจอแจ หัวเราะวุ่นวายหรือกลิ่นอายความสุข อาจจะเพราะนางไม่เคยรู้สึกเช่นนั้น



จีซู
 เดินผ่านกลุ่มฝูงชนมากมายที่ต่างก็หลบทางให้เธอ

ไม่ใช่เพราะเกรงขาม สง่างาม

หากแต่เป็นรังเกียจเดียดฉันท์เสียมากกว่า



แต่หญิงสาวชินชาเสียแล้วกับสายตาเหยียดหยาม เมื่อมองจากร้านโอเด้งข้างทาง ตาคู่สวยจับจ้องที่กลุ่มเด็กซนกำลังล้อมวง กลางวงนั้นเธอเห็นสัตว์ขนฟูตัวเล็กสีขาวสว่างจ้า กระโดดหลบพัลวันเมื่อไม้พลองในมือเด็กผู้ชายฟาดลงพื้น



“ตีมันเลยสิ ริคิจิ”

“ข้าตีไม่โดน เจ้าก็ทำเองเซ่”

“งั้นพวกเจ้าจับไว้นะ เดี๋ยวข้าตีเอง”



หัวคิ้วเรียวสวยมุ่นเข้าหากันเมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งคว้าหางฟูสีขาวไว้ได้ ท่าทางสัตว์ตัวน้อยดิ้นรนหนักกว่าเดิมยามไม้พลองสีเข้มเงื้อขึ้นในอากาศ



พอได้แล้ว”

ไม่รู้ว่าทำไมร่างกายถึงขยับออกไปหากลุ่มเด็กน้อยได้อย่างทันท่วงที ไม้เงื้อสูงค้างเมื่อเหล่าเด็กตัวเล็กๆ หันมาเห็นหญิงสาวสวยที่ห้ามพวกเขาไว้



“อะไรน่ะพี่สาวคนนี้ ทำไมต้องฟังพี่ด้วย”



“เฮ้ โอบินั่นมัน....พวกคนจากโยชิวาระนี่”

นิ้วเล็กชี้ตรงมาที่ชายผ้าสีสดที่ผูกไขว้ไว้เรียบร้อยด้านหน้าเอว จีซูไม่ก้มหน้าทั้งยังจ้องเด็กตรงหน้าที่เริ่มเปลี่ยนสีหน้าทีละน้อย ริมฝีปากเคลือบสีแดงบิดยิ้มขัน




สีหน้าของพวกคนนอกเขต ไม่เคยมองคนในรั้วโยชิวาระดีอยู่แล้ว


สัญลักษณ์ที่หลีกหนีไม่ได้ โอบิที่ผูกไขว้ด้านหน้าของกิโมโน คือนามนัยของ โออิรัน

เมื่อขาเรียวใต้ชายผ้ากิโมโนผ่าข้างย่างเข้าใกล้ เด็กกลุ่มนั้นก็เปิดทางอย่างรวดเร็วราวกลัวถูกร่างกายหญิงสาวที่อุ้มกระต่ายน้อยตัวสั่นงึกขึ้นมาประคอง

“อยากได้เจ้าตัวนี้ไปเลี้ยงก็จับมันดีๆ สิ ไม่ใช่ไปตีมัน”



แต่เมื่อจีซูยื่นกระต่ายตัวจิ๋วให้ เด็กชายกลุ่มนั้นกลับชักสีหน้าใส่

“ไม่เอา อย่ามาสัมผัสพวกเรานะ เจ้าคนต่ำตม”


เด็กน้อยกลุ่มนั้นวิ่งจากไปแล้ว แต่จีซูยังยืนยิ้มหวาน ระหว่างทางกลับเสียงติฉินนินทาสองข้างทางยังคงระงมเซ็งแซ่ ขาเรียวหยุดยืนเงยหน้ามองป้ายใหญ่ตระการตา เขตโยชิวาระ ที่พักอาศัยตลอดสิบปีที่ผ่านมาของเธอ



“อยู่นี่เอง จีซู ลูกค้าตามหาเจ้าให้วุ่น” หญิงสาววัยกลางคนในชุดกิโมโนหรูหราเดินมาหาทันที “...นั่นมันตัวอะไร”



จีซูยกสัตว์ตัวน้อยในมือหนีทันที ชักสีหน้าหงุดหงิดใส่

“สัตว์เลี้ยงของข้า เรื่องลูกค้า ข้าจัดการเอง เคยเห็นข้าทำให้พวกเขาไม่พอใจหรือไง”



“แน่อยู่แล้วไม่เคย เจ้ามันมือหนึ่งนี่นะ หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใครๆ ก็ร้องหา” จีซูไม่สนใจเสียงเล็กเสียงน้อยที่อีกคนเย้ยหยัน เดินผ่านเข้าตัวเรือนไม้ “เลี้ยงอะไรก็ให้มันดีๆ อย่าให้สกปรกหรือโดนกัดเข้าละ แม่เนื้อชั้นดี”



หยัดยิ้มให้เถ้าแก่หญิง ในเมื่อตัวเธอเป็นเพียงเนื้อที่วางขายในร้าน หาใช่คนที่มีศักดิ์ศรีใดๆ


จีซูทิ้งสิ่งที่มีค่าไปตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว



วางเจ้ากระต่ายบนฟูกหนานุ่ม เจ้าตัวจิ๋วกระโดดไปมาท่าทางสนุกสนาน เธอเดินออกมาตรงระเบียง ดวงตาคู่สวยจับจ้องที่ดวงดาวพร่างพราวท้องฟ้า สุกสว่างที่สุดคงเป็นดวงจันทร์

หากผู้คนในโยชิวาระเปรียบเธอเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในเขตนี้ จีซูคงเถียงสุดใจ เพราะแสงนวลสีทองที่อาบร่างเธอให้อบอุ่นใจนี้มันงามกว่านัก

จีซูชอบออกมาดูพระจันทร์ ยามค่ำคืนของโยชิวาระสวยงาม แม้จะต้องทำงานที่ไม่ปรารถนา แต่ความเงียบสงบของความมืดมันพาให้ใจคลายภาระ

ริมฝีปากบางยกยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกไปถึงเรื่องเล่าปรัมปราจากผู้เฒ่าผู้แก่ กระต่ายบนดวงจันทร์กับเทพเจ้าที่ปกปักบ้านเมือง เฝ้าขอพรแต่เยาว์วัย แม้ในวันที่สิ้นหวัง ก็ยังเพรียกหา


ขอเพียงได้มองจันทราอันแสนบริสุทธิ์ทุกค่ำคืน



ครืด ครืด

เสียงผิดปกติจากบนเตียงทำให้หญิงสาวต้องหันไปดู ในใจนึกจะติติงสัตว์ขนฟูสักหน่อย แต่กลับต้องประหลาดใจเพราะมันไม่อยู่บนนั้นแล้ว

ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนเตียงนั้นใหญ่กว่ากระต่ายขาวมาก

“เจ้าเป็นใคร...”

นัยน์ตาสุกสว่างสีเหลืองทองที่คุ้นตา คลับคล้ายแสงจันทร์ที่เฝ้ามองทุกคืน หากแต่คล้ายยิ่งกว่าเพราะดวงตาสดใสบนใบหน้าหวานนี้สีเดียวกับอดีตสัตว์เลี้ยงหมาดๆ ของเธอ



“ข้าชื่อ... พัคแชยอง” กลีบปากสีชมพูเรื่อเอ่ยขึ้น “กระต่ายของท่าน”

.

.

.

.

นับว่าคิม จีซูยังมีสติมากพอที่จะไม่ตะโกนเรียกคนทั่วเรือนมาดู ทำได้เพียงเดินไปหากิโมโนในตู้มาใส่ไม่ให้เรือนร่างเปลือยเปล่าหนาวเกินไป คนที่แนะนำตัวว่าชื่อแชยอง ทั้งยังอ้างตนเป็นกระต่ายตัวน้อยนั่งจ้องมองขณะอีกคนผูกผ้ารัดเอวให้

“ทำไมชุดของข้าไม่เหมือนท่าน”



“ไม่จำเป็นต้องถามทุกสิ่งอย่างที่อยากรู้” เสียงเรียบทำให้ปากบางปิดสนิท “ความเงียบเป็นสเน่ห์ของผู้หญิง”



“เพราะงั้นท่านเลยไม่พูดกับข้าเหรอ”



“...”



“แล้วข้าพูดกับท่านได้ไหม”

จีซูลุกขึ้นยืน พินิจใบหน้าขาวใสและดวงตาสุกสว่างจับจ้องเธอตาแป๋ว จะเรียกคนมาไล่ออกไปจากเรือนรับรองแต่แรกก็ทำได้ หรือจะจับยัยเด็กขี้สงสัยโยนออกไปก็ทำได้เหมือนกัน

แต่แววตาคู่นั้นไม่ทำให้จีซูอยากทำอย่างนั้น ดวงหน้าหวานของมนุษย์แอบอ้างตนเป็นสัตว์สะกดให้เผลอมองได้เนิ่นนาน

“ถ้าจะอยู่ด้วยกัน เราต้องมีข้อตกลง”

.

.

.

.

ร่างกายเปลือยเปล่าเปรียบดังภาพวาดวิจิตรงดงามขยับเรือนกายโลมไล้ บรรจงสรรค์สร้างความสุขให้อีกหนึ่งร่างผู้เป็นดั่งเจ้าของชีวิตชิ้นเนื้อสด

“เจ้าเป็นโออิรันที่สวยที่สุด อา สวยเสียจนข้าลุ่มหลง”



จีซูบิดยิ้มขณะไล่นิ้วลงบนแผ่นอกกว้าง 
“ถ้าท่านทำตามข้อตกลงได้ ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างเรียบร้อยดี”



“แน่นอนสิ ถ้าไม่นับว่าราคามันแพงระยำ ข้าจะไถ่ตัวเจ้าออกไปจากที่นี่แล้วที่รัก”

รัก ช่างเป็นคำที่น่าเหยียดหยาม



“ข้ารักท่านที่สุด”

แต่คำโกหกของจีซูน่าเหยียดหยามกว่าสิ่งใด



ไม่ทันข้ามคืน ซามูไรยศสูงก็ต้องกลับไปปฏิบัติงาน จีซูคว้าเอาถุงที่ตุงด้วยเหรียญเปิดดู มือเรียวกระชับชายกิโมโนเข้าหากัน

“ออกมาได้แล้วล่ะ”



ผลุนออกมาจากตู้ดังโครมคราม แม้จะถูกมองด้วยสายตาดุ แต่ก็ยังฉีกยิ้มเดินเข้ามาที่เตียง

“นึกว่าข้าจะต้องอยู่ในนั้นตลอดไปแล้วเสียอีก ทำไมท่านถึงทำนานจัง”



ถ้าไม่ติดว่าเป็นคำถามที่ชวนกระอักกระอ่วน จีซูคงจะหลุดขำไปแล้ว

“ถ้าอยากจะอยู่ที่นี่ต้องอดทน เพราะข้าต้องทำแบบนี้ทุกคืน”



“ทุกคืนเลยเหรอ !” ใบหน้าเล็กเหวอไป “คงจะเจ็บน่าดู ข้าเห็นท่านร้องตลอดเลย”



แชยองหมายความตามที่พูด จีซูหันมองนัยน์ตาหวานไม่มีคำว่าล้อเล่นแม้เพียงนิด

กรีดร้องหากแต่ไม่ใช่ความสุขสันต์ เป็นความทรมานในทุกขณะจิตที่ยังหายใจ



“ทีหลังก็ไม่ต้องแอบดูเข้าใจไหม”

ปากเล็กที่กำลังจะถามอีกรอบหุบเงียบลง

“ซ่อนตัวทุกครั้งที่เจอคนอื่นที่ไม่ใช่ข้า ยิ่งเป็นบุรุษยิ่งต้องซ่อน ถึงเจ้าจะไม่ได้ผูกโอบิไว้ข้างหน้า แต่การที่เป็นผู้หญิงอยู่ในเรือนนี้ มันก็ตีความได้ไม่กี่อย่าง”



หัวเล็กพยักหน้าตอบ จีซูยิ้มอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยสัตว์เลี้ยงของเธอก็เชื่อฟัง



....เสียเมื่อไหร่.....

.

.

.

.

“อ๊ะ...อึก”

จีซูไม่เคยรู้สึกเจ็บปวด อาจเพราะด้านชาไปแล้ว แต่ความเจ็บที่แล่นร้าวทุกอณูของร่างกายจนน้ำตาไหลซึม ค่ำคืนร้ายกาจผ่านไปอย่างเชื่องช้า สัมผัสหยาบโลนยังทิ้งร่องรอยหยาบช้าไว้ตามเรือนร่างยามถูกกอดก่ายด้วยท่อนแขนแกร่ง

“จีซู !!!”


น่าแปลก แม้จะหลบซ่อนอยู่ในตู้ แต่แชยองรู้จังหวะทันท่วงทีที่ชายหนุ่มเดินออกจากห้องไป เหมือนเฝ้ารออยู่ พุ่งตัวออกมาหาร่างขาวนอนหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ปลายนิ้วแตะข้างแก้มยังมีรอยชื้นของหยดน้ำตา

“ท่านร้องไห้ด้วย เจ็บมากเลยเหรอ”



ปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ คว้าผ้าคลุมห่อห่มร่างกายไว้ เอื้อมแขนไปคว้าถุงเงินที่ใหญ่กว่าปกติพอสมควร ยกยิ้มอย่างยินดี

“มันควรค่าแล้ว”



“ไม่เป็นไรที่ไหนกัน ! วันนี้นอกจากท่านจะร้องเสียงแปลกๆ ยังร้องไห้ด้วย” เด็กดื้อยังราวีไม่เลิก พยายามดึงไหล่จีซูที่หันหนี “ดูออกชัดๆ ว่าท่านทรมาน...”



จีซูเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ แสงจันทร์สะท้อนจนมองเสี้ยวหน้าได้ไม่ชัด สายตาจีซูที่แชยองมองเห็น รอยยิ้มงดงามที่แชยองเคยสัมผัสได้ มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดตลอดเวลา



“ข้าจะช่วยอะไรท่านไม่ได้เลยเหรอ เจ้านาย”

แววตารวดร้าวจ้องมองมาพาให้หัวใจที่เคยด้านชาเต้นกระตุกถี่ จีซูปัดมือที่เกาะไหล่ทิ้ง แล้วลุกหนี

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละ เพราะเจ้าช่วยอะไรข้าไม่ได้”



“ถ้าเพียงแต่ข้าทำมันแทนท่าน...”

ไม่ทันจบประโยค ร่างเล็กก็ถูกผลักอย่างแรงจนขากระแทกขอบเตียงแล้วหงายหลังลงไป ท่ามกลางความตกใจ จีซูท้าวแขนข้างหัวเล็กเอียงหน้าเข้าหาบิดรอยยิ้มเย้า

“เจ้าคิดว่าจะทำได้หรือยังไง พูดอะไรท้าทายเกินไปแล้ว”



“พนันได้ว่าเจ้าจะต้องกรีดร้องเหมือนคนบ้า...” จีซูไล้นิ้วจากข้างแก้มลงมาที่ใบหูเล็ก ขนอ่อนลุกเกรียวแม้ถูกสัมผัสเพียงนิด “ร้องขอความเมตตาจากคนที่ไม่เคยสนใจใยดีชีวิตใคร”



“มัน...น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ”



“แน่สิ” กล่าวสำทับด้วยรอยยิ้มเหนือกว่า ดวงตาสีเหลืองอ่อนหม่นลง



“มันเจ็บมากเลยเหรอ...”

คำถามนี้อีกแล้ว จีซูยิ้มขัน



“เจ็บปวดจนต้องเรียกหาเทพเจ้าเลยละ”

แววตาแม้สั่นกลัว แต่กลับจ้องมองดวงหน้าสวยที่ลอยอยู่เหนือเพียงคืบ นอกจากความกลัวที่จีซูมองเห็นได้จากดวงตาสีทอง จีซูเห็นความใคร่รู้

“แทนที่เจ้าจะถามว่ามันเจ็บปวดไหม”








“ทำไมไม่ถามว่ามันมีความสุขขนาดไหนล่ะ”



เพราะจีซูเองก็นึกอยากรู้



ยามนิ้วเรียวเกี่ยวแหวกกิโมโนเหนืออกออกจากกัน เลิกชายผ้าขึ้นสูงจนเห็นเนื้อเนียนขาวผุดผาด ยามจมูกแตะกลิ่นกรุ่นหญิงสาวที่เหมือนทุ่งหญ้าหอม

นึกอยากรู้ว่าหากทาบทับมือที่เอวบางค่อยลูบไล้ไปทั่วร่างงามนั้น กลิ่นหอมจะแปรเปลี่ยนเป็นเช่นไร จะหอมฟุ้งกว่าเดิมพาให้หลงใหลมัวเมา หรือจะยั่วเย้าให้สิ้นสติดับสูญไป



เด็กสาวสั่นระริกยามปลายนิ้วเรียวแตะเนื้อเนียน มือขาวสวยทว่าเย็นเฉียบฟอนเฟ้นเอวบางพลางขยับเข้าประชิดกลางกายตน ดวงหน้างามรุดเข้าหา จุมพิตแนบลง ณ อวัยวะเดียวกันแผ่วเบา ขยับริมฝีปากอย่างยั่วเย้า ทว่าหนักแน่น ความหอมหวานแตะปลายลิ้นรุกไล่ราวจะกลืนกิน

แชยองพลันสะดุ้งเฮือกเมื่อความเย็นปะทะร่าง สาบชุดถูกอีกฝ่ายแหวกออกกว้างจนลมเหมันต์เข้าปะทะ กายบางห่อตัวยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกำบัง เสี้ยวขณะที่เงยหน้าขึ้นมอง แววตาที่เคยมืดมน นัยน์ตากลับวาววับ ยามจับจ้องมาที่เธอ

“ตอนนั้นที่ท่านร้อง” แชยองกล่าวขัดถดคอหนียามใบหน้าสวยจัดแตะปลายจมูกเข้าหาต้นคอ “ท่านบอกว่ามันเจ็บปวด”



“เพียงชั่วครู่จะดีไปเอง”

แชยองสะท้านทั้งร่าง ปลายลิ้นชื้นลากไล้ข้างลำคอขาว ขบเม้มใบหูเจ้ากระต่ายน้อยจนระทดระทวยอยู่ในอ้อมแขน ได้แต่เกาะเกี่ยววงแขนอีกฝ่ายไว้

“ไว้ใจข้า”



ไม่มีสิทธิ์ได้ตอบสิ่งใด ริมฝีปากถูกกลืนกินอีกครั้ง ครานี้รุนแรงและรุกล้ำกว่าเดิม มือบางเริ่มไล่ต่ำ อ้อยอิ่ง ทว่าหนักแน่น ฟอนเฟ้นเนื้อนุ่ม ที่เพียงแตะสะกิดปลายยอดหากแต่ยิ่งชูชัน แชยองนึกโกรธร่างกายแสนสัตย์ซื่อของตนเองในทุกขณะ ยิ่งรู้สึกพอใจกับสัมผัสที่ได้รับ ยิ่งอับอายที่เรียกร้อง



จีซูรู้ดีว่ากระตุกโอบิตรงไหนจะหลุดง่ายที่สุด จีซูรู้ดีว่าสัมผัสตรงไหนจะทำให้สะท้านจนสั่นไปทั้งตัว และจีซูรู้ดีว่าเมื่อเริ่มลงมือแล้ว

เธอทั้งคู่จะหยุดไม่ได้



“เจ้านาย ท่านจะทำอะไร”

จีซูไม่ตอบยามเลื่อนกายลงต่ำ เจ้าลูกสัตว์ถดกายหนีไม่สำเร็จเพราะถูกมือเรียวคว้าเอวไว้ เมื่อห้ามไม่ได้ จึงได้แต่ผินหน้าหนี ความเขินอายเบื้องหน้า เมื่อเจ้านายสาวจ้องมองความหวานหอมกลางกายด้วยสายตาฉ่ำวาว

“เจ้านายท่าน อ๊ะ...”



เจ้ากระต่ายตัวน้อยแหงนหงายหน้าทันที เมื่อความอุ่นร้อนเข้าสัมผัสกลางกาย ดวงหน้างามฝังเข้าหากลีบดอกไม้ ปลายลิ้นร้ายจู่โจมรุกล้ำและรุนแรง ลิ้มชิมน้ำหวานผุดผาดจากแรงอารมณ์ เสียงครางหวานยิ่งกระตุ้นให้จิตใจจีซูเตลิดเปิดเปิง เจ้ากระต่ายยกมือบางขึ้นอุดปากตนเอง พยายามปิดกั้นเสียงกรีดร้องที่เล็ดรอดในยามย่ำคืน

"อ๊ะ ฮึก หยุดได้ไหม... เจ้านาย จ.. จีซู"



เพียงเพรียกชื่อ ลิ้นร้อนจึ่งหยุดรังแกกลีบผกาที่เบ่งบานสีเรื่อ จีซูยกปลายนิ้วขึ้นกรีดกลางกลีบแรกแย้ม เรียกเสียงครวญได้อีกครา

"เรียกข้าอีกทีได้หรือไม่"



"จ.. เจ้านาย อ๊ะ"

หัวคิ้วขมวดมุ่น เมื่อได้ยินสิ่งที่ไม่ชอบใจ สัมผัสเน้นหนักที่จุดกลางกายทำเอาทั้งร่างสะดุ้งเฮือก



"ไม่ใช่" ปลายนิ้วยังวนเวียนปากทางเข้าสู่ความอุ่นร้อนกลางกาย เน้นน้ำหนักกดย้ำที่จุดที่ไวต่อสัมผัส นางจะยังไม่ทำสิ่งใดต่อทั้งนั้น หากยังไม่ได้ยินคำที่ต้องการ



"ฮึก ข้าไม่ชอบแบบนี้เลย เจ้านาย..อ๊ะ อา.."



"ข้าจะช่วยเจ้าเอง"

ริมฝีปากร้อนจูบแนบ ดูดดึงกลีบปากบางที่เริ่มแดงช้ำ กระซิบชิดใบหูให้สาวเจ้าระทดระทวยหนี

"เรียกชื่อข้า แล้วข้าจะปลดปล่อยเจ้า"



เสียงหวานที่ปลอบประโลม ทั้งยังสัมผัสที่ทำให้หวีดหวิว แชยองพลันพยักหน้าช้าๆ อย่างเลื่อนลอย หวังเพียงให้ความร้อนอันแสนแปลกใหม่นี้หยุดลง

"จีซู ช่วยปลดปล่อยข้า"



มุมปากบิดยิ้มยั่วเย้าอย่างพึงใจ

"เด็กดี เจ้าสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของข้า"



หากเเต่บทเรียนแรกนั้นย่อมแพ้พ่าย เจ้ากระต่ายหวีดร้องเสียงแหลม ยามปลายนิ้วร้ายชำแรกสู่ใจกลางกายตน จีซูไม่รอช้าลากลิ้นชื้นข้างใบหู มืออีกข้างเฟ้นก้อนเนื้ออ่อนราวจะปลอบโยน หากแต่ยิ่งสุมไฟให้ทวี ทุกจังหวะเหวี่ยงรั้งให้ร่างบางบิดเร่าด้วยไฟปรารถนา เจ้านายสาวพยายามอย่างยิ่งที่จะเย็นใจ และค่อยๆ ส่งร่างบางถึงฝั่งฝัน หากภาพตรงหน้ายั่วเย้าราวอยากให้สิ้นสัมปชัญญะ แล้วโถมทุกอย่างที่มีเข้าหา

กายบางแดงเรื่อทั้งตัว แรกเริ่มเคยถดหนี หากแต่ครานี้ กลับขยับสอดประสานรับกับจังหวะที่เจ้านายแสนสวยเป็นผู้สอนสั่ง บดเบียดความอ่อนนุ่มเข้าหาราวอยากให้มืออุ่นปลอบโยนให้มากยิ่งขึ้น ใบหน้ากว่ากึ่งถูกปิดด้วยมือเรียวที่พยายามยั้งเสียงหวานไม่ให้ออกมาเป็นพักๆ หากแต่แววตาที่เล็ดรอด จ้องมองกลางกายตนเอง กึ่งสงสัย กึ่งพอใจ แววตาที่จีซูชอบยิ่งนัก

บทเรียนที่แสนหวานเริ่มทวีความรุนแรง จีซูยิ้มพอใจเมื่อเจ้ากระต่ายแสนใจร้าย ขยับสะโพกเข้าหาแทนด้วยสีหน้าขัดใจ ปรารถนาเพียงความทรมานแสนอ่อนโยนนี้จะจบลง เร่งรุดเร้าปลายนิ้วทั้งสอง ทั้งยังกรีดอีกนิ้วเข้าหาจุดไวต่อสัมผัสเพื่อนวดเฟ้น



"ข้ารู้สึก.. จีซู ข้า อ๊ะ ..อ๊ะ"

ร่างบางผวาเฮือกเข้ากอดรัด ฝังเขี้ยวคมกับงับไหล่ขาว เพื่อสกัดกลั้นเสียงตนเอง ฟันคมขบแน่นจนจีซูสูดปากระงับความปวดหนึบ รู้ดีว่าอีกฝ่ายใกล้พิชิตบททดสอบเพียงใด ยกแขนอีกข้างขึ้นกอดรัดอีกร่างไว้ เพื่อป้องกันเจ้าหล่อนร่วงหล่นจากเตียง สะบัดเร่งรุนแรง เฟ้นฟาดกดย้ำ เสียงหวานจึงหวีดแหลมเล็ดรอดจากใบหน้าที่ฝังตรงช่วงไหล่ตน พร้อมกับร่างบางที่กระตุกสั่นเบาๆ



มือเรียวยังคงลูบแผ่วเบาที่แผ่นหลังเนียน รอให้ลมหายใจอีกฝ่ายเข้าที่ กดจูบเข้าที่ข้างขมับอย่างแสนรัก

แววตาของโออิรันไม่เคยมีความรัก หากแต่ดวงตาสีนิล นั้นอ่อนลงกว่าเดิมที่เคยเป็น ยามทอดมองร่างบางนอนหลับสนิทใต้ผ้ากิโมโนผืนเดียวกัน



.

.

.

.

“ไงแม่เนื้อชั้นดี เดี๋ยวนี้ไม่ออกจากห้องไปไหนเลยนะ ฟูมฟักตัวอยู่หรือไงจ๊ะ”



“อรุณสวัสดิ์”

จีซูเดินผ่านหลังไวๆ ทักทายเพียงสั้นๆ ในที่แห่งนี้ไม่สามารถหามิตรภาพใดๆ ได้ เช่นเดียวกับอาหารดีๆ ที่ต้องแย่งชิง

“กินเยอะแบบนั้นระวังจะอ้วนท้วน แล้วจะไม่มีใครซื้อนะจ๊ะ จีซู”



ไม่สนใจเสียงนกกายังคงตักอาหารส่วนกลางใส่ถาดเดินลิ่วๆ หนี จนกระทั่งถูกขวางไว้ด้วยหญิงวัยกลางคนที่เคยปรามาสเรื่องสัตว์เลี้ยง เถ้าแก่เนี้ยของเรือน

“กินข้าวข้างบนอีกแล้วเหรอจีซู เดี๋ยวนี้ไม่คิดจะมาสมาคมกับใครเลยนะ”



“แต่ก่อนข้าก็ไม่ได้สมาคมกับใครอยู่แล้ว” ตอบเสียงเรียบ “โปรดหลีกทาง ข้าจะกลับที่พัก”



“ข้ามีข่าวจะแจ้งเจ้า” สายตาทุกสายตาจับจ้องที่ร่างบาง จีซูเพียงยืนฟังเงียบๆ “วังหลวงต้องการตัวนางในเพิ่ม เพราะท่านซามูไรอิชิคาวะ ดันไปปากพล่อยเรื่องเขตนี้มีเจ้าอยู่”



ท่ามกลางเสียงฮือฮา จีซูกลับนิ่งงัน

“พวกเขาจะชุบเลี้ยงเจ้าอย่างดี เติบโตในวัง ศักดินาเท่าเทียมขุนนางชั้นสาม แต่งตั้งเป็นสนมด้วยหากประพฤติตนเป็นที่พึงใจของโชกุน...”



“ยัยนั่นได้อะไรดีๆ ไปอีกแล้ว”

เสียงกระซิบกระซาบยังมีให้ได้ยิน ใบหน้างามไม่แสดงออกอะไรเพิ่มเติม เถ้าแก่หญิงก็พูดต่อไปเรื่อยๆ

“วันย้ายเข้าวัง ท่านอิชิคาวะจะมารับด้วยตนเอง เจ้ารู้จักอยู่แล้วสิ เคยรับรองท่านออกจะบ่อย”



“ข้าไม่ไป”



“ว่าไงนะ” น้ำเสียงขึ้งโกรธของหญิงสาวผู้เลี้ยงดูมาแต่เล็กไม่ทำให้จีซูหวาดกลัว หากแต่ยิ่งรังเกียจที่จะขายความโสมมนี้ต่อไป



“ข้าไม่มีวันเข้าวังหลวง” จีซูย้ำเสียงเข้ม “พวกคนที่คิดถึงแต่อำนาจและเงินตรา คิดจะขายเพื่อปากท้อง ข้าไม่ยอมหรอก”



“จีซู จะไปไหน กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ จีซู!!”

จีซูเดินลิ่วๆ ไม่สนใจเสียงเอะอะมะเทิ่งที่ห้องโถง หวังเพียงให้ลมที่พัดปะทะใบหน้าทำให้อารมณ์เย็นขึ้น ประตูเปิดผางออก คนข้างในสะดุ้งพล่าน แต่เมื่อเห็นว่าเป็นจีซูก็ยิ้มร่าเข้ามาหา

“ไปนานจังเลย วันนี้ข้ากินอะไรได้บ้าง”



ร่างเล็กแบ่งถาดอาหารที่จีซูนำมาเผื่อทุกวันมาสำรวจ พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งงันไป เลยเอ่ยถามเสียงเจื้อยแจ้ว

“จีซู ท่านเป็นอะไรไป”



ผินหน้างามมามองดวงหน้าหวาน เค้าความอบอุ่นของแชยองยังปรากฎลึกในทุกสัมผัสที่หลังมือนั้นแตะกัน แม้ไม่มีขนฟูนุ่ม แต่มือของแชยองอุ่นเสมอเมื่อจับมือจีซูไว้

“ข้าจะถูกขายให้วังหลวง...พวกนั้นคิดจะตัดอิสรภาพข้าทิ้งตลอดไป”



เด็กสาวเอียงคอทำท่าไม่เข้าใจ “ทำไมถึงตัดอิสรภาพ เข้าวังมันไม่ดีเหรอ”



จีซูยกยิ้มบางๆ มือเรียวไล้ข้างแก้มแผ่วเบา

“มันร้ายกาจสิ ข้าเลยไม่อยากไป”



“ร้ายกาจยังไง ข้าว่ามันออกจะดี นกน้อยที่เคยบินเข้าไปในเขตวัง เอ่อ นับที่รอดออกมาไม่ถูกยิงลูกดอกเสียก่อนน่ะนะ ยังเล่าให้ข้าฟังเลยว่าข้างในน่ะ หรูหรามาก” แชยองหันกลับไปสนใจอาหาร เพราะประโยคจากคนข้างๆ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย “อาหารก็มีให้กินทุกมื้อ แถมน่าจะดีด้วย ฟูกก็น่าจะนุ่มเป็นถึงในวัง อ้อ ไม่ต้องหลบในตู้ด้วยนะ”



จีซูเลิกคิ้วเมื่อได้ยินว่าเหล่าสิงสาราสัตว์ก็มีสมาคมพบปะกันด้วย ปลายนิ้วแตะคางมนดึงให้หันมาสบตาสีดำสนิทเหมือนท้องฟ้ามืดมนของจีซู

“มันร้ายกาจตรงที่ว่า ถ้าข้าเข้าวังไป ข้าจะไม่ได้พบเจ้าอีกนะ”



เสียงสูดลมหายใจดังเฮือกจากคนตรงหน้า น่าเอ็นดูเสียจนจีซูหลุดหัวเราะเบาๆ

“หมายความว่าท่านต้องไปคนเดียวเหรอ”



จีซูพยักหน้า เจ้ากระต่ายจำแลงสีหน้าเศร้าลงถนัดตา

“งั้นก็ไม่ดีแล้วสิ ไม่เอา ไม่เข้าวังนะ ไม่อยากให้ท่านเข้าวัง”



เหมือนจะเห็นหูยาวๆ กับหางฟูๆ กระดุกกระดิกอยู่ด้วย ยามร่างเล็กเบียดเข้ามากอดเอวบาง จีซูยกมือขึ้นลูบหัวสัตว์เลี้ยงตัวโตเบาๆ

“ข้าเองก็ไม่อยากไปหรอก”








แต่จีซูไม่ได้เป็นคนที่ตัดสินชะตาชีวิตตัวเอง

“คนจากวังหลวงจะมารับตัวเจ้าวันนี้เพลาค่ำ”

จีซูมองรอยยิ้มเหยียดหยามกับถุงเหรียญกองโตที่จีซูเฝ้าเก็บหอมรอบริบให้มันถึงจำนวนค่าไถ่ วันนี้มันมากเกินกว่าจะคณานับได้ ในเมื่อวังหลวงได้ไถ่ตัวเธอไปแล้ว

“เจ้าอยากจะออกไปจากโยชิวาระ เจ้าก็ได้ออกแล้วนี่นา”



เสียงหัวเราะแหลมกรีดแทงอก ขาทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนล้า ในวันนี้เหมือนนกที่กำลังจะโบยบินจากกรงถูกเด็ดปีกอย่างไร้เยื่อใย

อยู่ไม่ได้หรอก ต้องหนีเท่านั้น

ลุกขึ้นโซซัดโซเซ วิ่งไปที่ห้องของตนเอง เก็บข้าวของใส่กระเป๋าที่คาดว่าวันหนึ่งจะได้ใช้ ไม่สนใจเสียงเล็กที่มาตะกุยข้างเตียง

“ไปไหนเหรอเจ้านาย”



จีซูรีบวิ่งผลุนผลันออกไป มือเรียวค้างที่บานพับประตูมองคนที่นั่งยิ้มอยู่ด้านในห้องอย่างสับสน เธอสะบัดหัวไปมาแล้วปิดประตูเสียงดังพลันวิ่งออกจากเรือนไป

“หล่อนวิ่งไปนั่นแล้ว คิดว่าได้รับอิสระโดนไถ่ตัวแล้วจะไปไหนก็ได้เหรอ ชิ ช่างระริกระรี้น่ารำคาญจริงๆ”



จีซูไม่สนใจคำพูดใดๆ ไม่แม้กระทั่งเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก่อนออกจากเรือน พยายามวิ่งให้ไกลที่สุดกระทั่งถึงท่ารถ สั่งการคนขับติดสินบนด้วยเหรียญทองล้ำค่าที่เฝ้าเก็บมา เพื่อหนีให้พ้นจากเขตวังหลวง

หัวใจสับสนและปั่นป่วน เวลาเริ่มบ่ายคล้อยเข้าไปทุกที ผินหน้ากลับไปมองเรือนโยชิวาระที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ดวงใจก็ยิ่งสั่นไหว

ไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าพวกเขาไม่เจอเธอ พวกเขาก็แค่ต้องส่งคนอื่นไปแทน

ใครสักคนที่อยู่ที่นั้น



ใครสักคน





แชยอง



ความคิดแสนร้ายกาจในหัวสมองผุดขึ้นมานับแต่ได้ยินข่าวจากแม่เล้า หากเปิดเรือนมาไม่เจอร่างของโออิรันผู้โด่งดัง เถ้าแก่เนี้ยที่ทำการซื้อขายเธอในราคาสูงลิบจะต้องมีปัญหา ยังไงก็ตามต้องมีคนที่ถูกขาย




แม่เล้าจะต้องไม่มีปัญหา แชยองสวยมากๆ ในระดับที่เธอจะพึงพอใจ



“แม่นาง จะไปที่ไหนหรือขอรับ”

เสียงเด็กหนุ่มน้อยที่ลากเข็นรถถามขึ้น แต่จีซูไม่อยู่ในภาวะที่มีสติมากพอที่จะระบุได้

“ไปที่ไหนก็ได้ที่เจ้าพอจะไปได้”



“ขอรับ”

รอยยิ้มกว้างส่งมอบให้ผู้โดยสาร จีซูพลันเห็นภาพรอยยิ้มที่เคยสว่างสดใสเป็นประกายยามพบกันทุกครั้งของแชยอง รอยยิ้มที่เธอคิดจะทำลาย

ริมฝีปากบางขบกันแน่นจนห้อเลือด ข้อนิ้วซีดขาวสั่นระริกยามหันไปมองภาพเรือนนรกไกลออกไปเรื่อยๆ

หัวใจที่กำลังขาดสะบั้น ยามตะวันลับขอบฟ้า

.

.

.

.

แอ๊ด

“เจ้านาย..”

แชยองไม่พบเจ้านายของเธอนับแต่ช่วงสายของวัน เมื่อตะวันตกดิน ประตูก็เปิดออก เสียงหวานเงียบลงทันทีที่เห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่นายของเธอ

“เจ้าเป็นใคร จีซูอยู่ไหน”



แชยองส่ายหน้ามึนงง พยายามมองหาจีซูเผื่อจะพบว่าร่างบางซ่อนแอบอยู่ข้างหลังเพื่อหยอกล้อให้เธอตกใจเล่น แต่ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะที่ก้าวเข้าห้องมาไม่ใช่คำตอบที่เธอมองหา

“ไหนละ โออิรันคนงามของท่าน นี่เหรอท่านอิชิคาวะ”



ชายหนุ่มที่ยืนหน้าสุดส่ายหน้า ตาคมพินิจดวงหน้าหวานที่มีแววตาสีเหลืองสว่างน่ามอง มุมปากยกยิ้ม

“จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ แต่ข้าว่าก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ท่านว่าไงล่ะ เถ้าแก่เนี้ย”



“บ้าจริง มีคนเห็นนังนั่นหนีไปตั้งแต่ก่อนสาย ข้าไม่น่าทำไก่ตื่นเลย”



“ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อพวกเราก็มีของกำนัลสำรองให้พระจักรพรรดิอยู่แล้ว”

แชยองมองแววตาคมด้วยสีหน้าตื่นกลัว ยิ่งมือหนาจับข้อมือบางแน่นแล้วฉุดรั้งร่างเข้าหาอกแกร่ง ก็ยิ่งกรีดร้อง

“จริงๆ ข้าก็ไม่รู้ว่ายัยเด็กนี่เป็นใคร แต่ก็ใช้ได้เหมือนกันนี่ เอาไปเถอะ ข้าจะคืนเงินไถ่ให้ทีหลัง”



สิ้นเสียงหญิงชรา แชยองก็ถูกฉุดกระชากไปทันที พยายามบิดยื้อตัวหนี ทั้งร้องเรียกให้ช่วยเสียงดัง การออกจากห้องพักสีฟ้าครามครั้งแรกทำให้เด็กสาวตื่นกลัว ยิ่งพบสายตาคนทั่วไปจับจ้องก็ยิ่งขวัญผวา

เจ้านาย ช่วยด้วย !!!”



“เงียบเสียงหน่อยสิสาวน้อย เจ้าควรจะสงบเสงี่ยมกว่าเราจะถึงวังนะ”



“วัง... วังอะไร?” นัยน์ตาหวานสับสน มองใบหน้าคมที่คืบคลานเข้าใกล้อย่างหวาดระแวง “จีซูจะไม่ไปที่นั้น พวกท่านต้องไม่พาจีซูไป”



แชยองได้ยินคำว่าวังหลวง ความทรงจำเดิมก็นึกขึ้นมาได้ ตีหน้าขึงขัง มองอีกคนด้วยแววตาแข็งกร้าว อิชิคาวะเลิกคิ้วสูง ก่อนจะเงยหน้าหัวเราะ

แน่นอน จีซูไม่ไป เพราะผู้หญิงคนนั้นหนีไป ทำให้เจ้าต้องไปแทนยังไงละ”



“!!!”



ความทรงจำสุดท้ายของใบหน้างามที่วิ่งออกจากห้องไปอย่างตื่นตระหนก รอยยิ้มที่เธอยังมอบให้แม้กระทั่งเธอผู้นั้นกำลังจะตัดขาดออกไปให้สิ้น แชยองขบฟันขาวลงกับเรียวปากบางแน่นจนเลือดซึม เจ็บเพียงไหนแต่หยดน้ำตากลับไม่ไหลออกมา อาจจะหัวใจที่แหลกสลายสิ้นพลังที่จะสั่งการไปแล้ว

รถม้าเคลื่อนตัวออกช้าๆ เพื่อเข้าสู่อาณาเขตวังหลวง


เพื่อพากระต่ายผู้แทนคุณจากไป

.

.

.

.

จีซูสั่งหันรถกลับแม้จะอยู่ไกลเขตโยชิวาระมามาก ทำให้เธอมาถึงในยามใกล้มืด ดวงจันทร์ขึ้นล่องลอยบนท้องฟ้า แทนดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้าและแผดเผา หากแต่แสงจันทร์คืนนี้นั้นสีหม่นกว่าที่เคย



“นั่นมันนังนั่นนี่ !!!”

“รีบเรียกเถ้าแก่เนี้ยเร็วเข้า”




จีซูเดินผลักทุกคนที่ขวางทางเสียกระเด็น ไม่สนแม้เสียงด่าสาดเสียเทเสียจากหญิงชราทันที่เห็นเธอ สาวเท้าก้าวขาไปที่ห้องทำงาน หัวใจเต้นตุบๆ อย่างระทึกขวัญ ยามเห็นบานประตูที่ขาดซีกห้อยต่องแต่งและร่องรอยรื้อค้นกระจัดกระจาย

แน่นอนว่าไร้ร่างของพัค แชยอง

“แก นังเด็กเลี้ยงเสียข้าวสุก”



“แชยองอยู่ที่ไหน”

แม่เฒ่ากรีดร้องเสียงดังปกกิโมโนถูกหญิงสาวผู้เกรี้ยวกราดดึงทึ้ง จ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นตรงหน้าสีหน้าคลั่งแค้น ความหวังเล็กๆ ในใจ เพียงให้คำตอบไม่ใช่สิ่งๆ นั้น



สิ่งที่เธอกำลังจะได้ยิน



“ไปแล้วน่ะสิ” เสียงเบาหวิวกรีดผ่านยอดอก เสียดแทงเข้าไปในใจที่เปราะบางรอแตกหัก “แม่ทัพอิชิคาวะถูกใจแม่นั้น ใครกันละ สะสวยดีนี่ ไม่แนะนำให้รู้จักเสียตั้งแต่แรก ทีนี้ปล่อยได้แล้ว”



จีซูละมือจากยายเฒ่าที่ยังพูดบ่นไม่หยุด พาร่างไร้เรี่ยวแรงเดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ของเรือนโยชิวาระ หันหลังกลับไปก็พบผู้คนที่เหลือปิดประตูแรงๆ ใส่ ทั้งที่ออกมาได้แล้ว ทั้งที่เธอควรจะดีใจ หากแต่ใบหน้าสวยกลับมีน้ำตาอาบเต็มแก้ม



เงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ทอแสงหม่น ด้วยดวงใจรวดร้าว

หากคิดถึงช่วงเวลาที่เคยเกิดว่าเป็นอดีตอันแสนเจ็บปวดจนอยากย้อนไปขอให้ไม่พานพบ

จีซูก็ไม่คิดจะแก้ไข






คำอธิษฐานของเธอเป็นจริง

และมันกลับคืนสู่สถานที่นั้นๆ





จิตวิญญาณแห่งกระต่ายบนดวงจันทร์













END

----------------------------



ชื่อเรื่องอ่านว่า ฮาคุโตะชิน นะคะ

เป็นชื่อของเทพเจ้ากระต่ายขาวบนดวงจันทร์ของญี่ปุ่นค่ะ

เรื่องเล่าของกระต่ายที่พลีเลือดเนื้อให้ชายชรากินประทังชีวิต เลยถูกยกย่องให้ขึ้นไปอยู่เป็นดวงดาราที่สว่างไสวที่สุด

เคยถ่ายทอดผ่านไดอา ไป รอบนี้ขอนำกลับมาถ่ายทอดอีกครั้งในรูปแบบแชซู

ขอบคุณมากค่ะ






SHARE
Writer
Nevfang
Novice penpusher (Cáo Pī)
Devote for Rena [Pristin] , Jisoo [BLACKPINK], Yeji [ITZy]

Comments

eronwicasle
3 months ago
มันดีมากเลย ภาษา พล็อต แต่ไม่ได้คิดว่าจะจบแบบนี้ เจ็บปวดด ;___;
Reply
Nevfang
3 months ago
ขอบคุณมากค่ะ ไม่เขียนนาน แชซูบรรยายเรื่องแรก ขอบคุณที่เสพผลงานนะคะ แชซูจงจาเรินนน
Nicron
3 months ago
ภาษาดีมากเลยค่ะ ตอนจบเศร้ามากค่ะ แงงง;-;
Reply
Nevfang
3 months ago
ขอบคุณที่อินไปกับความงามของแสงจันทร์นะคะ 💕
iKanPhlu
3 months ago
บรรยายดีมากเลยค่ะ เข้าถึงอารมณ์จนอินไปกับตัวละคร
ตอนจบหน่วงหัวใจไปหมด แต่มันดีมากจริงๆ 😢😢
Reply
Nevfang
3 months ago
ขอบคุณมากค่ะะ เราชอบฟิคกุลดึกกี้ของคุณ555555 แนะนำด้วยค่ะ บรรยายเรื่องแรกสำหรับสี่ก้อนเลย
iKanPhlu
3 months ago
ขอบคุณที่ชอบฟิคของเค้าเช่นกันค่ะ ☺☺

ยังมีความสัมพันธ์หลังกล้องอีกเรื่อง หากติดขัดตรงส่วนใหนแนะนำเค้าได้นะคะ
Darkage
3 months ago
จุกเหมือนโดนค้อนทุบ สมองเบลออออออ พยายามกลับไปอ่านตอนจบซ้ำๆ เพื่อพบว่ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 😭😭😭😭😭
Reply
Jokerj
3 months ago
เจ็บปวดค่ะ ความหยาบกร้านที่โออิรันต้องแบกรับมาแสนนานคงกร้อนหัวใจหล่อนไปเกือบหมด ถึงได้ใช้เวลานานนักกว่าจะตระหนักถึงอีกหนึ่งดวงใจที่เฝ้ารออยู่ ความอบอุ่นสีขาวนวลที่ปล่อยให้หลุดลอดไปจากมือ ตราบาปที่สร้างเองกับเวลาที่ไม่หวนคืน จีซูคงต้องอยู่กับความโศกเศร้าที่เกิดจากตัวเองไปอีกนาน

ชอบภาษาคุณมากค่ะ ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆให้แชซูนะคะ 💙
Reply
Nevfang
3 months ago
ฮืออออ คุณโจ๊กเกอร์มาเม้นให้ ละเอียดอ่อนมากค่ะ ขอบคุณที่แวะมานะคะ