วิชาสำคัญที่ถูกมองว่า “ไร้สาระ”
การศึกษาของประเทศไทย
ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม
รักษาซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี
ที่ดีงาม เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย
แค่ผมพิมพ์มาสี่บรรทัดแรกก็รู้สึก
ซาบซึ้งในมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้
และจะขอขอบพระคุณอย่างสูง
ถ้าหากว่าจะช่วยเอามันไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์
และเอาอย่างอื่นมาแทนมันสักทีไม่ว่าจะนานเท่าไร
ก็ให้ความสำคัญกับวิชาการ
มากกว่าทุกสิ่ง 
ไม่พอยังสอดแทรกไปด้วยศีลธรรม
ที่ผมว่าเด็กไทยปัจจุบัน
ไม่สามารถยึดถือศีลธรรมที่สอดแทรกเอาไว้ได้เลย
การศึกษามักจะเน้น
ในทางที่ผู้ใหญ่
เห็นว่าเหมาะสมเท่านั้น

ผมมาบ่นก็เพราะว่าผมหาข้อมูลเรื่อง
           “การเที่ยวกลางคืน” 

เพื่ออยากรู้จุดประสงค์
ของผู้อื่นที่เขาเที่ยวกลางคืนกันปรากฏว่า 
“ไม่มีประโยชน์ ไม่มีข้อดีเปรียบเทียบ”
มีเพียงแต่ข้อเสียที่มองจากมุมมองของผู้ใหญ่มองเพียงด้านเดียวให้ข้อมูลว่าการเที่ยวกลางคืนนั้น

นำมาซึ่งปัญหา
   -ต่อต้านผู้ใหญ่
   -ปัญหาการเรียน
   -มีรักในวัยเรียน
   -และยาเสพติด

ไม่ให้ข้อดี ไม่ได้ให้แง่คิด

ไม่เกิดการเปรียบเทียบใดๆ

เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ 
ซึ่งเรื่องที่ผมจะเล่า
“มันไม่ได้เกี่ยวกับการศึกษาเลย”
—555 เพียงแต่อยากพูดให้มันดูแรง—
———เพื่อความน่าสนใจเท่านั้น———


เรื่องของผมเป็นแค่จุดเล็กๆ
ที่ตอนเด็กนั้นผมไม่สามารถคิดแบบนี้ได้
มันอาจจะเป็นเพราะตอนนั้น
   ผมไม่เคยถูกสอนให้มองในมุมกว้าง
       ไม่เคยถูกสอนให้เปรียบเทียบ
      เชื่อในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดจะทำให้ผม
  รอดจากการถูกตีได้ ในตอนนั้นผมคิดได้
                    แค่นั้น

เรื่องนี้เริ่มจากความเหงาเป็นต้นเหตุ

ช่วงนี้ความเหงาเข้ามาครอบครองชีวิต
ประมาณ 40% ของความรู้สึกทั้งหมด
เนื่องจากเพื่อนหายจนหมดสิ้น
มีแต่งานที่เข้ามาเรื่อยๆ
ไม่รู้จะลาออกได้เมื่อไร
พูดปรึกษากับ Boss แล้ว
เพียงแต่เขายังไม่อนุมัติให้ออก

ในคืนวันอาทิตย์อยู่ดีๆ 
ผมก็คิดถึงเพื่อนคนหนึ่งเรารู้จักกันมาตั้งแต่ ป.3   “คบกันยาวนาน~~”
สมัยผมเรียนปี 2 ผมยังโทรไปคุย
เรื่องเรียนและปัญหาชีวิต
หัวเราะไป ร้องไห้ไป
ชีวิตเพื่อนผมมันเองก็น่าสงสาร
ที่ไม่ได้เรียนต่อ
เปิดร้านขายของเป็นธุรกิจของครอบครัว
แต่อยู่ดีๆก็หายไป
ติดต่อไม่ได้อีกเลย ย้ายบ้านไปที่อื่น
มือถือก็เปลี่ยนเบอร์
ไม่เล่น Facebook, line
ไม่รู้เลยว่าเป็นตายร้ายดียังไง


ผมไม่ได้มาเล่าว่าคิดถึงมันขนาดไหน
แต่ผมมานั่งคิดว่าคบกับมันมาได้ยังไง
ทำไมเราถึงได้เป็นเพื่อนกัน
ซึ่งข้อดีอย่าง 1 ของผมคือความจำดีมาก
ยิ่งเรื่องที่มีความสุขหรือมีผลต่อจิตใจ
ไม่มีทางลืมเฮ้ออออ~ (เรื่องเธอก็เช่นกัน)


นานมาแล้ว
สมัยที่ผมยังใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน
ตอนนั้นผมเป็นเด็กเรียบร้อย 
มาเรียนสายทุกวัน โดดเวรสม่ำเสมอ 
และเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดคือ

ผมชอบวาดหนังสือเรียน
ทุกเล่มและทุกหน้า
ไม่มีหน้าไหนที่มีที่ว่างให้เขียนเลย
(นี้เป็นเรื่องที่ดูเก๋าที่สุดในรุ่นแล้ว)

บางหน้าเปิดมาเป็นสีดำ
และเป็นตัวการ์ตูนสีขาวอยู่เต็มทั้งแผ่น
มองไม่เห็นตัวหนังสือสักตัว
เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าคาบนั้น
————น่าเบื่อขนาดไหน————


มีวิชาหนึ่งที่ผมชอบไปนั่งหลังห้อง
ENG เจ้าของวิชาคือผู้เสกความตาย
แม่มดใจร้ายที่จะร่ายคาถานำมาซึ่ง
ความเจ็บปวดที่แก้มก้นของผม
เธอร่ายโดยไม่ขยับปากสักคำ
เธอง้างไม้กายสิทธิ์เป็นวงกว้าง
และหวดแบบไม่สนใจว่า
วันนั้นคุณใส่กางเกงมากี่ชั้น ?
ผมสงสารตัวเองที่ใส่มาแค่สองชั้น
แต่ผมสงสารเพื่อนผมคนนี้มากกว่าที่มันไม่ใส่แม้แต่ “กางเกงใน”

เสียงที่ไม้กายสิทธิ์
กระทบแก้มก้นของมันฟังชัดเจน

ไพเราะแบบที่
“หาไม่ได้จากนักเรียนคนไหนในชั้น”

เราสองคนมีอุดมการเดียวกันคือ
“ต่อต้านผู้เสกความตาย”

เมื่อคาบ ENG มาถึง
เราสองคนจะแลกที่นั่งกับพวกหลังห้อง 
ผมไม่รู้ว่ามันสมยอมไหม 
แต่ความสูงที่สุดในชั้นของผม
เป็นใบเบิกทางชั้นยอด
“ที่ไม่มีเด็กคนไหนต่อต้านได้”

ENG ของโรงเรียนผมมันพิเศษตรงที่
มันไม่ได้มีแค่คาบเดียว
มันมีแยกย่อย
MATH ,HEALTH ,SOCIAL ,SCIENCE
เท่ากับว่า 1 อาทิตย์ผมมีสิทธิ์
-————“เจอเธอได้ 5 วิชา”————-
เธอจะมาแทนช่วงไหนผมก็ไม่รู้

เรานั่งกันหลังห้อง
นี่เป็นวิชาเดียว...
ที่สมุดและหนังสือของผมสะอาดที่สุด
ความสนิทของเราเริ่มในวันนั้น
วันที่ผมไม่ได้เอาหนังสือมา
วันนั้นผมก้นแดงไปเรียบร้อย

ผมเรียนโดยใช้หนังสือร่วมกับมัน
ระหว่างที่ผมเผลอตัวไปกับความน่าเบื่อ
ของวิชานี้ 
ขณะนั้นในมือผมถือดินสออยู่
เจ้าของหนังสือกำลังหลับ
และที่สำคัญไม่ใช่หนังสือผม...

ผมจึงจัดด้วยโดเรม่อน 1 ตัว
จากนั้นผมก็มองหน้าเพื่อนที่มันหลับลงไปกับโต๊ะเรียนแล้ว
ผมกลัวว่าโดเรม่อนมันจะเหงา
จำตามมาด้วยผองเพื่อน 
โนบิตะ ชิสุกะ ใจแอ๊น และซุเนโอะ ;)

พร้อมภาพพื้นหลังสุดงดงาม
เรียกได้ว่าสามารถสร้าง
“โดเรม่อนเดอะมูฟวี่ได้อีก 1 ตอนเลย”
พอจบคาบผมรู้สึกเต็มอิ่มและสนุกกับวิชานี้มาก
มันก็ตื่นมาสังเกตเห็นหนังสือเรียน
ผมว่ามันโกรธนะ
แต่ตอนนั้น.......
เราไม่สนิทกัน
มันก็มองหน้าไม่พูดอะไร

จบพักกลางวันกลับมาที่ห้องผมพบว่าหน้าปกหนังสือเรียน
วิชา MATH มีตัวประหลาดอยู่ผมโกรธ
ผมไม่ได้ว่าถ้าจะวาด แต่ว่า ...
“มึงช่วยวาดให้มันสวยได้ไหม”
ต้องบอกว่า ตัวเหี้_ ยังดูดีกว่า
ลายเส้นที่ไม่หน้าจดจำ 
แถมอยู่ที่หน้าปก


ผมต้องการแก้แค้น ;(
ผมหยิบหนังสือมันได้ 1 เล่ม
วิชา Social (สังคมเป็นภาษาอังกฤษ)
ผมจะทำให้มันรู้ว่าศิลปะเป็นไง
ในพักเที่ยงนั้นผมวาดให้คนที่อยู่ในปก
สวมใส่แว่นตาคาบบุหรี่และตามด้วย
เหล่าสัตว์น้อยใหญ่
Social เล่มนี้ดูกลายเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่ “น่าอ่านและน่าจดจำ”

เมื่อจบพักเที่ยงวิชาต่อไปคือ Social
ผมแทบอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็น
สีหน้าจากความประทับใจของเพื่อนคนนี้
เราสองคนนั้งหลังห้องที่เดิม

วิชานี้ผมเอาหนังสือมา
ผมหยิบเล่มของผมที่หน้าปกสะอาดวางบนโต๊ะ มันก็หาเล่มของมันในกระเป๋า คงจะหาไม่เจอ
เพราะมันอยู่ใต้โต๊ะเรียนผม
เพราะผมเพิ่งวาด
ผมใจดีหยิบขึ้นมาวางให้มัน
ให้เห็นชัดๆถึงผลงานผม

จังหวะนั้น...
อาจารย์ ENG เดินมาพอดี
เขาเห็นเข้ากับภาพศิลปะชั้นสูงของผม
เธอดุด่าเพื่อนของผมยกใหญ่
และเธอก็เรียกเพื่อนของผมเข้าห้องปกครอง

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ระหว่างที่มันไม่อยู่ผมถูฝ่ามือ
ผมเช็คกางเกงที่สวมใส่อยู่ 
ผมคิดว่า
มันต้องฟ้องครูแน่ๆ
มันก็เดินกลับมาน้ำตาเต็มใบหน้าแต่มันไม่ได้ฟ้องอะไร

มันถูกประจานหน้าห้อง
ว่าทำตัวไม่เหมาะสม
วาดหนังสือเรียน และที่สำคัญ
......รูปของผู้ชายที่สวมแว่นคือ
พระพุทธเจ้า

อ่อตรงนี้สินะที่ทำให้มันโดนหนัก
เหตุการนั้นใหญ่โตมันถูกประจานหลายห้อง ผมคิดไม่ออกเลยว่าถ้าผมเป็นคนโดนประจานผมจะทำหน้ายังไง
ผมกลัวว่าผมจะหลุดขำ

...เพราะไม่ค่อยได้ยืนหน้าชั้น
ถ้าขำออกมาก็ต้องโดนด่าไม่สำนึกแน่ๆ
โชคดีจริงๆที่ผมไม่โดน

         ผมประทับใจที่มันไม่ฟ้องครู
      มันต้องการที่จะปกป้องเพื่อนสินะ

หลังจากจบเหตุการณ์นั้น
ผมจึงถามทำไมถึงไม่ฟ้องครู
คำตอบที่ได้คือ 
เพราะเราทำนายก่อน
ถ้าฟ้อง “ต้องโดนหนักแน่ๆ”
................................

ผมคิดในใจ
โง่จริงๆ นายวาดตัวนิดเดียว
เราวาดอย่างกับงานจิตกรรม
ใครกันที่จะโดน และมันคงลืมไปแล้วว่าผมวาดโดเรม่อนให้มันก่อน ...
เรื่องนี้ผมจะไม่พูดกับมันอีก


จากนั้นเราสองคนสนิทกันมากขึ้น
กลุ่มเพื่อนเราก็ใหญ่ขึ้น ตีกับกลุ่มอื่นก็บ่อย ซึ่งพอโตขึ้นมันเป็นคน
       “อารมณ์ร้อน”

ปัญหาหลายครั้งเพื่อนผมผิด
แต่ผมไม่สนเพราะว่าผมยังไงก็อยู่ฝั่งมัน

มันแดงผมก็แดง
มันน้ำเงินผมก็น้ำเงินเช่นกัน
ทุกสนามเราจะอยู่ข้างเดียวกันตลอด

ย้อนกลับมาปัจจุบันที่นั่งคิดถึงเรื่องนี้
มาคิดว่าวันนั้นพวกเราผิดอะไร ?

หนังสือเล่มนั้นของโรงเรียน?
ไม่ใช่ เพราะ ... เราก็ซื้อ

วาดรูปในเวลาเรียน?
ไม่ใช่ เพราะ ... ครั้งนั้นผมวาดในเวลาพัก

วาดรูปพระพุทธเจ้า
... พวกผมก็ไม่ได้เผยแพร่หรือทำการดูถูกศาสนานิ 
... ทำไมครูต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย
จะเดือนร้อนกันไปทำไม

วาดหรือขีดเขียนในหนังสือ
... วิชาคณิตเราก็ทดเลข
... วิชาวิทยาศาสตร์ เราก็จดสูตร
... ถ้าเปลี่ยนจากตัวการ์ตูนที่วาดเป็นสูตร

  ——-“เราคงไม่โดนว่าสักคำ”——-


วิชาศิลปะมันมีค่าน้อย...
จนไม่ควรเสียเวลามาเรียนรู้หรือใช้เวลาว่างกับมันหรอ ?

ถ้าศิลปะมันไม่มีค่า
ทำไมทุกวันนี้ถึงต้องการ
“ดีไซเนอร์ ชุดที่สวยงาม ตึกที่สวยงาม”ด้วย ?

ผมคิดว่าศิลปะมันเป็นวิชาที่สำคัญมาก
การวาดจินตนาการในหนังสือ
ก็ไม่ต่างจากการจดสูตร

ถ้าคุณครู
“ให้น้ำหนักกับสองวิชาเท่ากัน”
ไม่มองว่าภาพวาดของเด็ก
...เป็นเรื่องไร้สาระ

เรื่องของผม
อาจจะเป็นมุมมองของขี้แพ้ชวนตี
ทำผิดและไม่ยอมรับ เถียงข้างๆคูๆ

แต่คุณผู้อ่านตอนนี้คุณเป็นคนกลาง
คุณลองเปรียบเทียบเหตุผลของผม
กับเหตุผลของคุณครู
...ในเหตุการณ์นี้ในผมหน่อยได้ไหมว่า ?
อันไหนควรจะถูกกว่ากัน

สรุปตอนนี้ผมเรียนจบมานานแล้ว
ผมคิดว่าทุกวิชามีความหมาย
ไม่มีวิชาไหนไร้สาระ (ถ้าสอนได้ถูกคน)

เหตุการณ์นั้นก็นานมากแล้ว
ผมก็ยังชอบวาดรูปในหนังสือเหมือนเดิมแฟนที่เพิ่งเลิกกันไป 
เขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือชอบจดเยอะแยะไปหมด
อยากจะขอวาดตัวการ์ตูนสัก 9 ตัวจริงๆ
(9 ตัวในทุกหน้านะ)

ผมอยากจะบอกว่า
ผมตอนนั้นไม่เรียนอังกฤษสักตัว
เพราะผมเกียจครูคนนั้น
    ......“ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง”......

และอีกเรื่องหนึ่ง
“กูคิดถึงมึงมากเลยไอ้บิ๊กถ้ามึงได้อ่านติดต่อกูมาหน่อย”
ครั้งนี้มึงใส่กางเกงในได้แล้วนะ
โตแล้วเพื่อน 555










SHARE

Comments

OugArJ
4 months ago
เคยตั้งคำถามเสี่ยงติด  0 กับครูคาบสังคมว่า "เเล้วสาระที่พูดถึง มันคืออะไรเหรอครับ?" จารย์ก็ตอบ ก็สิ่งที่มีประโยชน์ไง เราก็อยากเดินออกจากคาบพระพุทธนั้น ณ บัดดลเลย
Reply
OnePerSenLaZy
4 months ago
ดูแสบไม่ใช่เล่นนะคะ มีแอบวาดรูปในคาบเรียนด้วย
Reply
Suyzeiy
4 months ago
นิดหน่อยครับ