You are the who, love is the what, and this is the why.

ท่ามกลางคลื่นเสียงมากแหล่งกำเนิดในออฟฟิศ บนรถไฟฟ้า และร้านกาแฟ เราเชื่อว่า ‘หูฟัง’ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างพื้นที่ส่วนตัวในพื้นที่ส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพชิ้นหนึ่ง

ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่พกหูฟังติดตัวอยู่ตลอดเวลา ในเชิงผลประโยชน์ที่ได้รับนั้น เราว่ามันไม่ต่างอะไรนักกับโทรศัพท์มือถือ

ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยมนุษย์ มีหลายครั้งที่เราหยิบโทรศัพท์ออกมาไถหน้าจอโดยไม่มีเป้าหมายใดนอกจากการแก้ไขปัญหาที่วางสายตาจำกัด เพราะไม่ว่าจะมองตรงไหนก็ดูจะคุกคามพื้นที่ส่วนตัวบนร่างกายของเพื่อนร่วมทางไปซะหมด

สำหรับเรา หูฟังก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน

แม้จะเป็นคนที่สนใจเรื่องชาวบ้านอยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ได้ต้องการรับรู้บทสนทนาทุกเรื่อง หลายครั้งเราหยิบสายลวดเส้นเล็กที่แตกปลายเป็นสองส่วนมายัดใส่หูทั้งสองข้างเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงอื้ออึ้งในโลกส่วนรวม และก่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ที่เราสบายใจไว้เงียบ ๆ

วันนี้ก็เช่นกัน เราหยิบหูฟังสีขาวขึ้นมาสวมในขณะที่เพื่อนร่วมออฟฟิศกำลังพูดคุยถึงละครเรื่องใหม่กันอย่างออกรส

ไม่ใช่ว่าไม่สนใจเรื่องบันเทิง แต่งานที่กองอยู่ตรงหน้าบังคับให้เราต้องใช้สมาธิขั้นสูงเพื่อลดปริมาณชิ้นงานให้ต่ำลง ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักเลือกเพลงที่ไร้เสียงร้องของมนุษย์เพราะมันช่วยสร้างสมาธิได้ดีกว่า แต่ด้วยระดับเสียงภายนอกและศักยภาพของหูฟังที่ได้มาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือ การตัดเสียงรบกวนดัง ๆ ด้วยเพลงทำนองเบา ๆ นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ครั้นจะซื้อ headphone ราคาสูงคุณภาพเยี่ยมก็ดูจะไม่ทันการ ครั้งนี้เราเลยต้องพึ่งน้ำเสียงของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ในท่วงทำนองที่เราอยากฟังมากกว่าเป็นตัวช่วย

Youtube ที่ถูกตั้ง Autoplay ไว้บรรเลงท่วงทำนองผ่านไปเพลงแล้วเพลงเล่า สมองที่เข้าสู่ Flow stage แล้วก็กำลังทำงานอย่างเต็มที่ ทันใดนั้น ท่อนฮุคของบทเพลงหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยก็ลอยเข้ามาราวกับท่อนไม้ที่ถูกโยนเข้าไประหว่างฟันเฟืองที่กำลังหมุนจนทุกอย่างหยุดนิ่ง สองมือที่กำลังรัวแป้นคีย์บอร์ดแต๊ก ๆ ถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ

You are the who, love is the what, and this is the why. 
แม้ว่าประโยคข้างต้นจะเป็นเพียงประโยคง่าย ๆ ที่เรียงต่อกัน 3 ท่อน แต่ด้วยทำนองช้า ๆ และเสียงร้องนุ่ม ๆ สำเนียงอเมริกันของ Jesse Ruben ภาพในหัวของเราก็ถูกขยายไปเกินกว่าพื้นที่หน้ากระดาษสำหรับวางตัวอักษร 40 นี้

 
“นิยามรักของคุณมีความหมายอย่างไร?” บทเพลงที่บรรเลงอยู่ชวนให้เรานึกถึงคำถามนี้

ขออธิบายให้ฟังก่อนว่าคำถามนี้ไม่ได้ถูกส่งมาที่เราโดยตรง แต่มันเป็นคำถามสุดท้ายที่ปิดวงสนทนาที่เชียงดาวในค่ำคืนหนึ่ง เป็นการบ้านเล็ก ๆ ให้กลับไปนอนคิดก่อนที่จะเอาคำตอบมาแบ่งปันกันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งด้วยปริมาณประสบการณ์ความรักที่ค่อนข้างจำกัด ในสมองเราจึงคำถามแทนคำตอบ

‘แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ารัก?’ คำถามนี้เป็นคำถามที่เราถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะกับงาน สิ่งของ หรือแม้แต่ผู้คนรอบข้าง ถ้ายังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เราว่านิยามความรักของเราคงไม่สมบูรณ์พอที่จะเป็นคำตอบให้คนอื่น

ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเวลาส่งการบ้าน เราเลยทำตัวเป็นเด็กหลังห้องที่แอบนั่งฟังคำตอบของเพื่อนอย่างเงียบ ๆ แต่เสียงในหัวเรากลับอื้ออึงไปด้วยบทวิเคราะห์และคำถามต่อมา แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคำตอบจะตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ จะเห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้างก็คงไม่แปลกอะไร

จนกระทั่งมีคำตอบหนึ่งที่ทำให้ระดับเดซิเบลในสมองเรามีค่าเท่ากับศูนย์

รักคือสภาวะ และมันก็ควรจะเรียบง่ายเช่นนั้น
เจ้าของคำตอบขยายความเพื่อสร้างความกระจ่างให้ผู้ร่วมวงสนทนาที่กำลังตั้งใจฟังอีกนิดว่า สำหรับเขา รักเป็นสภาวะที่เราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าถึงมันเท่านั้น และเมื่อเข้าถึง เราจะหมดคำถาม

ฟังดูแล้วก็คล้ายกับสภาวะทางธรรมที่เป็นสันทิฏฐิโก คือ เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัตึพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยเข้าวัดเข้าวานั่งสมาธิมาบ้าง เราพบว่าแนวทางสู่ความสงบนั้นไม่ใช่เรื่องของสมอง การคิดถึงความสงบนั้นไม่สามารถทำให้จิตใจนิ่งได้ หากแต่เป็นการเฝ้าดูและสังเกตการณ์ต่างหากที่เป็นหนทางสู่คำตอบ

เมื่อนั้นเราจึงหยุดคิดเพราะคิดได้ว่า

หากความรักเป็นดั่งสภาวะธรรม
การครุ่นคิดถึงนิยามความรักย่อมไม่สามารถทำให้เราเข้าถึงความรักที่แท้จริง

ในห้วงเวลาของอดีตที่ผ่านมาและอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น มีผู้คนมากมายกำลังคิดถึงความสัมพันธ์ของตน หลายคนพยายามหยิบยื่นชื่อเรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ ไว้เพื่อยึดโยงอีกฝ่าย พยายามใช้ความคิดเพื่อตีความการกระทำ พยายามใช้สมองในการสรรหาคำอธิบายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงเพื่อจะพบว่าที่สุดแล้ว คำตอบเหล่านั้นล้วนไร้ความหมาย

ในบทเพลงข้างต้น ทุกเหตุผลล้วนเป็นนามธรรม เหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถทำให้เรารู้จักกับความรักท่ามกลางความเรียบง่ายนี้


ความรักแท้ที่เป็นเพียงสภาวะ และมีเพียงใจเท่านั้นที่สามารถให้คำตอบได้ 




Jesse Ruben - This Is Why I Need You 
Photo by Asaf R on Unsplash
SHARE
Written in this book
Between the stars
Writer
puiipuiib
Writhinker
puii (n.) : ผู้ใช้ชีวิตไปกับการอ่าน คุย และเขียนงานด้วยสมองซีกซ้ายเป็นหลัก เป้าหมายชีวิตในช่วงนี้คือการฝึกใช้สมองซีกขวาและหัวใจให้เก่งขึ้น ดำรงชีวิตได้ดีถ้าได้รับอาหารที่ผลิตจากพืชตระกูล Camellia sinensis และ Theobroma cacao

Comments

Tuwa
25 days ago
ขอบคุณสำหรับบทความนะคะ//เราตามไปฟังเพลง+อ่านตามเเล้วชอบมากเลยค่ะ
Reply
puiipuiib
24 days ago
ขอบคุณมากนะคะ ดีใจที่ชอบค่ะ :)