ความฝันเเละการเเจ้งเตือน ( Notification )
ปกติเเล้วทุกครั้งจะฝันเฟื่องไปเรื่อย บางวันเครียดมาก คิดมากก่อนนอน
ก็หลายเรื่อง
บางวันดูหนังมาก คิดมาก 
ก็หลายเรื่อง
เเต่ละเรื่องที่ฝันเมื่อตื่นขึ้นมามักจะรู้ตัวเสมอว่า เรื่องไหนเพ้อเรื่องไหนบอกเหตุ
ฝันที่นำเนื้อเรื่องจากเเต่ละวันไปปะปนก็จะรู้ได้ว่า นั่นคือฝันเฟื่อง
ฝันใดที่จู่ๆ โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้เคยอยู่ในคลังความจำชีวิตประจำวันมาก่อน
เเละเมื่อมันเกิดขึ้นจริงกับชีวิตหลังตื่นขึ้นมา มันก็คือ ฝันบอกเหตุ

เเต่ครั้งนี้มันตลกเกินไป_ เราฝันช่วงเวลาใกล้รุ่ง เพราะตื่นขึ้นมาจากฝันมันคือ เช้าเวลา 05.30 น.

ในฝันคือตอนกลางวัน สภาพอากาศเหมือนความจริงทุกอย่าง คือวันที่มีเมฆกระจาย
(cloudy day) ส่งผลให้การมองวิวภาพในฝัน สว่างจากแดดบ้าง เเต่ไม่ร้อนจนเกินไป ทำให้รู้สึกสบายตัว เราสามารถมองวิวทิวทัศน์ของต้นไม้เเละถนนชัดเจน มันคือสภาพเเวดล้อมใกล้บ้านเกิด ตามต่างจังหวัด เรายืนอยู่ลำพังใกล้ถนนทางหลวงสายหลัก เรียกภาษาบ้านๆว่า "ถนนใหญ่" ประตูรั้วบ้านเราอยู่ติดถนนนั่น ซึ่งก็ไม่รู้หรอก เราออกไปยืนตรงหน้าประตูรั้วทำไม? ลำพังคนเดียว มีรถเก๋งคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบท่า 2 สามีภรรยาคู่หนึ่งเปิดประตูรถเดินออกมา อายุ 50+ คือวัยกลางคน เป็นคนมีฐานะ หน้าตาใจดี เมตตา น่าแปลกที่ทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันราวกับว่าพวกเขาคือคู่สร้างคู่สมที่ร่วมสุขกันมาตลอดจนความคิดความอ่านเป็นของกันเเละกันไปเเล้ว ภาษาไอทีหน่อยก็เหมือนกับพวกเขา 'Synchronize' กันตลอดเวลา 
คำถามเเรกเเละคำถามเดียวที่ทั้งคู่ถามเเละต้องการความช่วยเหลือจากเราคือ

" หนูพอจะรู้จักที่ดินเเถวๆxxxไหม? เราอยากจะซื้อที่ดินตรงนั้น " 
( xxx สงวนชื่อไว้ เพราะเป็นสวนสาธารณะของจังหวัดที่อยู่ติดกับเเม่น้ำสายสำคัญ )
" มีค่ะที่ดินเเถวนั้นราคาประมาณ 15 ล้าน เดี๋ยวจะพาไปดู " 

น่าตลกที่เราเองก็ไม่รู้ไปเอาข้อมูล 15 ล้านบ้านั่นมาจากไหน เเล้วไปรู้ได้ตั้งเเต่เมื่อไหร่? 
เราจัดการนำพาพวกเขาไปที่นั่นโดยการเดินเลาะไปตามทางเท้า ซึ่งเต็มไปด้วยหญ้า ดินเเละทราย
ลัดเลาะไปเรื่อยจากถนนใหญ่เข้าไปสู่ทางตอนใต้ของเขตจังหวัด ซึ่งเอาตามข้อมูลความจริง จากหน้าบ้านเราไปถึงบริเวณนั้นมันไกลโขถึง 10 กว่ากิโลเมตร ถ้าเดินเท้า 
เเต่ดูเหมือนพวกเขาenjoyกับการเดินลัดเลาะตามหลังเรา 
เราจะเดินขึ้นเนินทราย ข้ามคลองน้ำ กระโดดลงจากเนินดิน พวกเขาทั้งคู่ทำตามเรา 
เเละจูงมือพยุงกันเเละกันราวกับสนุกกับการเที่ยวครั้งนี้ พวกเขาเป็นคนมีอายุที่เเข็งเเรงมากทีเดียวที่สามารถตามทันคนวัยทำงานอย่างเราได้ จะกระโดด จะก้าวทำตามได้หมดทุกอย่างทั้งคู่ เราไม่ได้ผ่อนความเร่งของฝีเท้าเราเองเลยสักนิด ไม่มีการเดินนำไปเเล้วต้องยืนรอเก้อคนเเก่หมดเเรง มันไม่ใช่
สปิริตพวกเขาทั้งคู่สูงมากทีเดียวเพื่อที่จะไปที่ดินบริเวณนั้น

ในที่สุดก็มาถึงที่ดินที่เราว่า เราเริ่มมองเห็นบริเวณริมน้ำ มันสวยงามเหมือนความจริง
เรามีความทรงจำว่า ในโลกความจริงที่ดินบริเวณนี้จะเป็นเขตของเทศบาลเเละมีท่าน้ำให้สำหรับคนในจังหวัดไปลอยกระทง เเต่ในความฝัน ณ ตอนนี้ มันคือริมเเม่น้ำที่มีตลิ่ง ดินเเละหญ้าที่ไหลลาดลงน้ำ พร้อมบึงบัวหลวงสวยงามเป็นหย่อมๆกระจายไปตามเเม่น้ำ สายน้ำไหลเชี่ยวให้เห็นสื่อว่า บริเวณนั้นมีลมพัดเอื่อยๆให้สบายตัวน่าพักผ่อน 

เรื่องน่าตลกอีกอย่างคือ เมื่อพวกเขาเห็นภาพตรงหน้า สีหน้าปลื้มปิติพึงพอใจปรากฎบนใบหน้าของทั้งคู่ ประมาณว่า ' นี่เเหล่ะสมกับที่เราวางเเผนเอาไว้ว่าจะมาอยู่ที่นี่ '
เพราะสิ่งตรงหน้าที่ทำให้พวกเขายิ้ม ที่ดันทำให้เราอึ้งไปอีกคือ
จู่ๆก็มีบ้านหลังใหญ่สวยงาม กำลังก่อสร้าง อยู่ตรงหน้าพอดี เเละมันตลกตรงที่ จิตสำนึกเรามันฟ้องว่า หลังนี้เเหล่ะ คือบ้านที่พวกเขาต้องการจะย้ายมาอยู่ มันตั้งอยู่บนโลเคชั่นที่ดินราคา 15 ล้าน ที่พวกเขาต้องการพอดี 
' พวกเขาต้องการสร้างบ้านริมน้ำอยู่ร่วมกันฉันท์สองสามีภรรยา ' 
ไอ้เราก็ตลกที่เดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านพร้อมพวกเขา การจัดวางเเปลนของบ้าน ออกแบบมาได้ดีคือใช้ประโยชน์จากโลเคชั่น 15 ล้านที่ได้นั่นได้คุ้มค่ามาก เพราะ ไม่ว่าจะเดินไปส่วนไหนของบ้าน มันจะมีหน้าต่างบานใหญ่เเละมุมนั่งเล่นบังคับให้มองไปที่เเม่น้ำเสมอ 
เเทบจะหลายจุด หลายมุม เเละมันมีมากกว่า 5 มุมขึ้นไปเลยทีเดียว

คือ เดินไปอีกห้อง ก็เจอมุมเก้าอี้เเละหน้าต่างบานใหญ่ >> วิวเเม่น้ำ
เดินไปอีกหน่อย ก็เจอโซฟาพร้อมตู้เเละหน้าต่างบานใหญ่ >> วิวเเม่น้ำ

ราวกับว่า "พวกเขามีงานอดิเรกคือการนั่งเฉยๆเเล้วมองไปที่เเม่น้ำ" อะไรแบบนั้นเลย น่าอยู่จนเรารู้สึกชื้นใจ เเทบอยากจะฝังจิตวิญญาณตัวเองลง ณ ที่เเห่งนี้ เพียงเเต่มันไม่ใช่บ้านเรา เราก็ได้เเต่บอกตัวเองเเบบนั้น มันคือ บ้านของพวกเขาต่างหาก 
พวกเราเดินมาถึงบริเวณห้องครัว ซึ่งดูเหมือนจะยังทำไม่เสร็จ เพราะผนังยังไม่มีการฉาบเรียบ กระเบื้องที่พื้นก็ยังไม่ได้ปูสักเเผ่น เเต่ดูจากการจัดแปลนเเล้วมันต้องสวยเหมือนห้องอื่นๆที่ผ่านมาเเน่ๆ เพราะหน้าต่างบานใหญ่ยาวประมาณ 5-6 เมตร เซตเอาไว้เรียบร้อย เเละเเน่นอนพื้นที่ที่คาดว่าน่าจะเอาไว้วางโต๊ะทานอาหาร มันหันไปทางหน้าต่างนั่นอีกเเล้ว 

ราวกับภาพเคลื่อนเร่งความเร็วในความฝัน พื้นที่ห้องครัวนั่นก็ถูกตัดภาพมาที่ ห้องครัวที่ทำเสร็จเรียบร้อยเเล้ว จู่ๆเราก็เป็นบุคคลเดียวซึ่งยืนอยู่ท่ามกลาง คน 4 คนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ 
2 สามีภรรยานั่น พวกเขานั่งชิดกันอยู่หลังเราด้วยความสำรวม ตรงหน้าพวกเขามีชุดกรวดน้ำเบญจรงค์ 1 ชุดวางอยู่ ส่วนข้างเราใกล้ตัวสุดกลับกลายเป็นเพื่อนเราที่คุ้นเคย ซึ่งน่าตลกอีกครั้ง เพราะเขาคือเพื่อนร่วมสาขาที่เรียนด้วยกันมาที่มหาลัยซึ่งไม่ใช่เพื่อนสนิท ตรงหน้าเขามีชุดกรวดน้ำเบญจรงค์เช่นกัน ตอนนั้นเราก็ไม่เเน่ใจว่า ข้างๆเขาอีกคนคือใคร เราไม่ได้สนใจ เรารีบทรุดตัวนั่งลงทันทีเพราะตรงหน้าเราคือพระภิกษุสงฆ์หลายรูปนั่งรอเตรียมสวดอยู่ จิตใต้สำนึกบอกว่า นี่คือทำบุญเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ของสองสามีภรรยาคู่นี้ 
เมื่อพระกระเเอมเริ่มเตรียมสวด จังหวะนั้นเพื่อนเรายกที่กรวดน้ำนั่นจรดกับที่รองรับน้ำ เราก็ยื่นปลายนิ้วจะไปเเตะที่เเขนของเขาตามประสาที่เคยทำ เเต่เขากลับสะบัดเเขนออกไม่ให้เราเเตะเขา เเล้วทำเสียงไม่พอใจ บ่นอุบอิบเเว่วๆว่า "เฮ้ยไม่เอา!" ชักสีหน้าราวกับหวงเเหนว่า 'กูจะไม่เเบ่งปันให้มึง' ไอ้เราก็ตกใจ ประมาณว่า เฮ้ยทำไมทำงี้ล่ะ? เพราะเราไม่มีชุดกรวดน้ำ เเละทำไมเขาถึงกลายเป็นคนที่ไม่ยอมให้เราร่วมกรวดน้ำพร้อมกับเขา 

สิ้นสุดตรงนั้นเราลืมตาตื่นขึ้นมาเช้า กว่าจะจูนสมองเเละกว่าจะรู้สึกตัวก็สองสามนาทีได้ กว่าจะเเยกเเยะว่า ฝันหรือจริง สับสนสักพักความทรงจำเรื่องเมื่อวาน เมื่อคืน เเละวันนี้ทำอะไร มันเริ่ม start ขึ้นมาราวกับเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ เเล้วมันมาที่หน้า desktop สำรวจโปรเเกรมว่ามีอะไรพร้อมใช้บ้าง สมองเราทำงานแบบนั้นจริงๆ เเละเมื่อนึกได้ เราควานหามือถือใกล้ตัวเปิดไปที่application messenger เราเห็นรูปหน้าเพื่อนคนนั้นที่เราเพิ่งฝันไป ถึงจะไม่ได้ออนไลน์อยู่ เเต่เราดูบทสนทนาล่าสุดที่คุยกับเขาเมื่อ หลายสัปดาห์เกือบจะเดือนที่เเล้ว มันทำให้เราเเทบตกใจ พร้อมกับความข้องใจทั้งหมดทั้งมวลถูกทำให้กระจ่างเพราะว่า

วันนี้วันที่ 3 มี.ค. เขาบอกว่าเขา 'บวช' 

เเทบจะร้องจ๊ากในห้องนอน เพราะ บทสนทนาล่าสุดที่คุยกันเอาไว้สั้นๆคือ เขามาเเจ้งข่าวว่าเขาจะบวชวันที่ 3 มี.ค. ซึ่งเเน่นอนเราไปไม่ได้ เพราะเขาบวชเเถวบ้านเขา อยู่คนละภาค มันไกลเกินไป เพราะฉะนั้นเราก็ได้เเต่ตกลงกับเขาเอาไว้ว่า จะโอนเงินร่วมทำบุญไปให้เเละขอเลขบัญชีเขา 
 ซึ่งก่อนหน้านี้ เพื่อนผู้ชาย(อีกคน)ในสาขาเขาได้มาบวชเเถวบ้านเราเอง เเละเราเป็นอีกคนที่สะดวกไปร่วมงานบวช โดยเขาได้ฝากเงินโอนเข้าบัญชีเราร่วมทำบุญ เพราะไกลบ้านคนละภาค
มาครั้งนี้เราเองจะฝากด้วยบ้าง เพราะไกลเกินไป 
เขาจึงตกลงเอาไว้ว่า ไม่ต้องรีบโอนเดี๋ยวใกล้วันค่อยโอนก็ได้ (อีกตั้งเกือบเดือน) เขาว่าไว้อย่างนั้น

บทสรุปคือพอใกล้วัน ตัวเราเองก็ลืมไป สนิท หาย กริบ ไปจากสมอง
 ซึ่งเราก็ไม่ได้จัดเป็น reminder ลงเอาไว้
 เเละตอนนี้ก็อยากจะขอโทษเขา 
เเต่ไม่ทัน
 เขาบวชไปเเล้วเรียบร้อย 
ตอนนี้ก็ได้เเต่สาธุ สาธุ เเละ สาธุ
( เเละก็ขอให้ 2 สามีภรรยาคู่นั้นเขาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหม่ริมน้ำนั่น อย่างมีความสุข )  


SHARE
Writer
klomak
who is still breathing
story telling is tell all about my whole life, brain storming and Cognitive Development.This is the best space for fill the blank page to be the best part of life.

Comments