She's case study
***เรื่องราวนี้ค่อนข้างยาวนะครับ***  
 "อุ่นใดๆโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตระกอง"
 จากบทเพลงด้านบน ท่านผู้อ่านคงจะเดากันถูกเเล้วนะครับ ใช่ครับเรื่องราวนี้
เป็นเรื่องราว เล็กๆของผู้หญิงคนหนึ่งผู้ซึ่งโกงความตาย ผู้หญิงที่ผมเรียกว่า "มนุษย์ม๊า"
เเละเรื่องราวของเธอก็ได้เปลี่ยนชีวิตของผม มานับครั้งไม่ถ้วน 
ขยัน ห้าว ไม่ยอมคน ขี้บ่น จุกจิก น่ารัก มีเหตุผล บ้ารองเท้า กินเก่ง เเม่ครัว  ทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ยังไม่สามารถอธิบายความเป็นมนุษย์ม๊าของเค้าได้หมดเลยล่ะครับ
เพราะเค้าทั้งเป็นเเม่ เป็นเพื่อน เป็นเเม่ครัว เป็นพยาบาล เป็นที่ปรึกษา เเละอะไรก็ตามที่ผู้หญิงคนนึงเป็นได้...
   เท่าที่ผมจำความได้เเม่จะอยู่ในความทรงจำส่วนลึกสุด ม๊าคือคนที่พาผมไปโรงเรียนอนุบาลในทุกๆเช้า ม๊าจะอยู่ในชุดพยาบาลสีขาวเสมอ เเล้วมันจะเป็นเเบบนั้นจนกระทั่งผมขึ้นรถตู้เองได้ในวัยอนุบาล 2 
  ต่อมาม๊าของผมก็ย้ายที่ทำงาน จากการเป็นนางฟ้าชุดขาว สู่หัวหน้ากองสาธารณสุข ณ เทศบาลใกล้บ้าน เหตุผลของม๊าเค้าคือ สุขภาพเริ่มไม่ดีเท่าไหร่ เเละอยากอยู่ใกล้บ้าน ซึ่งผมในเวลานั้นยังเป็นเเค่เด็กไม่ประสีประสาอะไร ก็ยินดีกับม๊ากับการย้ายที่ทำงานในครั้งนี้
  เราเเลดูสนิทกันมากกว่าคำว่าเเม่ลูก เพราะม๊ากับป๊าเลี้ยงผมกับพี่ชายมาเเบบ เพื่อน 
การเลี้ยงดูที่ดูเเปลกๆนี้ ทำให้เราทั้ง4พูดคุยกันได้ในทุกเรื่องทั้งปัญหา เรื่องตลก เรื่องงาน เรื่องเรียน บางครั้งหยาบคาย บางครั้งก็พูดข้าเจ้าเหมือนกับคนหลงยุค บางครั้งก็งอนกัน เเต่ก็ถูกง้อด้วยการเรียกมากินข้าวทุกครั้งไป ภาพที่เราออกจากจอทีวี เเล้วหันไปเจอม๊าที่สวมรอยยิ้มที่อบอุ่นกำลังจัดสำรับอาหารอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มเเละสายตาอันอบอุ่น
เเม่สอนให้ผมเป็นคนเข้มเเข็งไม่เเข็งกร้าว อ่อนไหวไม่อ่อนเเอ
มีเหตุผลไม่งี่เง่า ละเอียดเหมือนตอนทำอาหาร เเละทำตัวให้เป็นผู้ชายที่ดี
  เท่าที่รู้ในตอนนั้นม๊าเคยเข้ารับการผ่าตัดมาเเล้ว 3 ครั้ง นั้นคือการผ่าตัดคลอดพี่ชายของผมพร้อมกับไส้ติ่ง การผ่าตัดคลอดผม เเละผ่าตัดนำมดลูกออกไปเพราะมีก้อนเนื้อเข้าไปติดกับตัวมดลูก
  การผ่าตัดในครั้งที่ 3 นั้นทำให้ม๊าเค้ามีสภาวะอารมณ์ไม่ปกตินับเเต่นั้น เเปรปรวนง่ายดั่งคุณผู้หญิงที่เป็นประจำเดือนตลอดเวลา นั้นทำให้บ่อยครั้งเราทะเลาะกันเพราะความเเปรปรวนของอารมณ์นั้น เเต่ถึงอย่างนั้น หม่าม๊าของผมก็ยังเป็นผู้ที่ยิ้มได้น่ารักพร้อมกับบ่นได้อย่างรุนเเรงในเวลาเดียวกัน... 

                  เเต่คุณก็รู้ ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนบนโลกใบนี้...รอยยิ้มนั้นก็เช่นกัน

    มันก็เป็นเช้าที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งดั่งที่เป็นทุกเช้าในฤดูร้อนของทุกปี ผมในวัย13ปีตื่นเช้ามาพบกับม๊าที่กำลังเเปรงฟันอยู่พร้อมกับลูบคลำที่บริเวณท้อง
ม๊า: อืมมมม..เเม่ว่าเเม่มีอะไรเป็นก้อนๆตรงนี้นะ ไหนมาลองเเตะหน่อยสิ
ผม: //เอามือเเตะไปที่ม๊าชี้// อืมๆเป็นก้อนเหรอ เเม่เข้าห้องน้ำยังนะ?
ม๊า: ถ้าจะบอกว่าเป็นขี้อะ ขี้ที่ไหนมันมาอยู่นอกไส้หืม?
ผม: เอ้าจะไปรู้เหรอครับคุณอดีตพยาบาลลล ยังไงก็ไปหาหมอด้วยนะ อย่าเถียงหมอ!
ม๊า: เเหม เเกมองเเม่เเกเป็นคนยังไงห๊ะ? ไหนพูด! 
ผม: เป็นคนน่ารักค้าบบบบ

เเละนั้นเป็นสัญญาณเเรก สัญญาณของอาการที่จะหนักขึ้นในอนาคต อาการที่มันจะเปลี่ยนทั้งม๊าทั้งผมทั้งครอบครัวไปตลอดกาล...

ในช่วงเวลานั้น ม๊าก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจอาการ เเต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ คุณหมอก็พูดติดตลกเหมือนที่ผมเคยบอกกับม๊าเค้าว่า
"หมอว่าคุณเเม่กลับบ้านไปเข้าห้องน้ำก่อนน่าจะโอเคเเล้วนะครับ "

  เเล้วเวลาก็ผ่านไปซักพัก ม๊าก็เริ่มอาการหนักขึ้น เธอเริ่มปัสสาวะลำบากเหมือนมีบางอย่างอุดตันทางเดินปัสสาวะ เเละมีเลือดปนมากับน้ำปัสสาวะ 
ในเวลานั้น ป๊าได้โทรเรียกคุณยายมาดูอาการม๊าที่บ้าน คุณยายได้ลองตรวจอาการดูคร่าวเเล้วจึงบอกว่าอาจจะมีเลือดออกในท้อง เลยให้ป๊าไปเตรียมรถ ส่วนตัวยายจะโทรไปเเจ้งที่โรงพยาบาล
ป๊าได้ขับรถไปส่งม๊าที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด พร้อมสั่งให้ผมเฝ้าบ้าน...คนเดียว 

  นั้นก็เป็นเวลาผ่านมากว่า 1 อาทิตย์เเล้วที่ม๊านอนโรงพยาบาล โดยมีคุณยายเเละป๊าคอยดูเเล
คุณหมอสันนิษฐานว่าม๊ามีก้อนเนื้อเกาะที่ไตข้างขวาเเละมันทำให้มีเลือดออกในไตทำให้เกิดการอุดทางเดินปัสสาวะขึ้น
ผมซึ่งต้องเรียนหนังสือ เลยต้องเฝ้าบ้านคนเดียวมาตลอด 
การบ้านไม่ส่ง เล่นเเต่เกม นอนหลับในห้องเรียน นอนดึก เกรดตก
ต้องขอสารภาพอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าผมในช่วงเวลานั้นไม่ค่อยจะน่ารักเท่าไหร่ ออกไปทางตูดหมึกเอามากๆ 
เเละเวลาก็ผ่านไปมากกว่า 2 เดือนที่ม๊าต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการเเละเตรียมผ่าตัด ในวันที่เกรดตอนม.1 เทอม1ของผมออก "3.07" นั้นเป็นเกรดที่น้อยที่สุดที่ผมเคยได้รับ เเละนั้นทำให้ม๊าหัวเสียมาก มากเสียจนต้องโทรศัพท์มาบ่นให้ผมฟัง 
ม๊า: ได้เกรดเท่าไหร่?
ผม: .....3
ม๊า: 3 อะไรพูดมาให้ชัดๆ เป็นลูกผู้ชายหน่อย!
ผม: 3.07ครับ...
ม๊า: ไม่ส่งงานใช่มั้ย ทำไมอะ เห็นเเม่ป่วยเเล้วคิดว่าจะทำอะไรก็ได้เหรอ? เดี๋ยวเถอะถ้าชั้นออกโรงบาลไปได้นะ เเกตายคาจอคอมเเน่! ขอเลยให้เทอม 2 นี้อะเกรดดีๆหน่อยนะ
ผม: ค้าบบบ
ผมตอบรับไปเเบบส่งๆ เพราะทนไม่ไหวกับการบ่นของม๊าเเล้ว เลยกดวางสายไป ที่เป็นเเบบนั้นเป็นเพราะผมได้ยินมาเสมอว่า เดี๋ยวเเม่ก็ออกโรงพยาบาลละนะ เดี๋ยวก็หายเเล้วนะ ไม่ต้องกลัวไปนะ คำเหล่านั้นทำให้ผมในวัย 13 ปีไม่เป็นกังวลในอาการป่วยของม๊าเลยซักนิด...

  เเละใช่ม๊าได้รับการผ่าตัดเเละพักฟื้นเป็นเวลา2อาทิตย์เเละออกมากำหราบผมที่บ้าน ใบหน้าที่อ่อนเพลียเเละเเขนที่ไร้เรี่ยวเเรงเข้ามากอดผม เเละบ่นข้างหูผมตลอด เเต่คุณรู้มั้ย นั้นเป็นการบ่นที่ผมมีความสุขมากที่สุดครั้งนึกในชีวิต

   เวลาผ่านไปซักพัก ความสุขก็ไม่ยืนยาวเท่าที่เรารู้จากโลกสีเทาของเราดี อาการของม๊ากลับมาอีกครั้ง กลับมาในรูปเเบบที่ใหญ่ขึ้น ม๊ากลับไปปัสสาวะไม่ออกอีกครั้ง เเต่ครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้ง จนกระทั่งมีลิ่มเลือดออกมาพร้อมกับปัสสาวะ
 
ในเวลานั้น ป๊าได้โทรเรียกคุณยายมาดูอาการม๊าที่บ้าน เเละได้โทรเรียกรถโรงพยาบาลมาเพราะตอนนี้หม่าม๊าปัสสาวะไม่ออกเเละปวดบริเวณท้องน้อยมาก
ผมซึ่งเป็นลูกชายจึงติดรถโรงพยาบาลไปกับม๊าด้วย ส่วนป๊ากับยายจะขับรถตามไป
 
  บรรญากาศในรถฉุกเฉินนั้น มันหนาวเย็นเอามากๆทั้งๆที่เเอร์ไม่ได้เย็นเลยซักนิด ทุกคนพยายามดูอาการของม๊าอย่างเต็มที่ สายตาของคุณหมอเเละพยาบาลต่างตื่นตัว เพราะผู้หญิงตรงหน้า เธอเป็นทั้งเพื่อนร่วมอาชีพ รุ่นพี่ เเละเเม่ของลูก2คน ผมซึ่งทำอะไรไม่ถูกก็ตอบสนองสัญชาตญาณติดตลก คือพยายามปล่อยมุขที่พอจะมีสติเล่นได้ในเวลานั้น คุณพยาบาลเเละม๊าก็เริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมา ผมก็เริ่มสบายใจ จนกระทั่งเราไปถึงโรงพยาบาลผมกับหมาม๊าก็เเยกทางกันที่หน้าห้องฉุกเฉินจนป๊ามารับผมกลับบ้านเเล้วขับรถกลับไปดูเเลม๊าที่โรงพยาบาล
  เป็นอีกครั้งที่ผมต้องเป็น Home Alone ผมก็ยังเป็นเด็กตูดหมึกเหมือนเดิม เเต่ที่ยังดีที่ผมเป็นเด็กค่อนข้างจะดีมั้งที่ไม่ริอาจไปลองอะไรเเย่ๆ เช่นพวกบุหรี่หรือเหล้าซะก่อน(ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่เคยกินเพราะตรวจพบว่าเเพ้เเอลกอฮอล์)
ผมก็ยังขี้เกียจตัวเป็นขน หนังสือไม่เรียน เล่นเเต่เกม บางวันก็ลาครูส่งเดช อ้างปวดท้องบ้างปวดหัวบ้าง เป็นเเบบนี้นานถึง 2เดือนที่ผมทำตัวเเย่ๆเเบบนั้น
ในเย็นวันนั้น มีเสียงโทรศัพท์มาจากพี่ชายของผม ผมตกใจมากเพราะร้อยวันพันปี พี่ชายผมไม่เคยโทรมา นั้นเป็นเพราะอะไรกันนะ วันนี้หมอนั้นไปเยี่ยมม๊านิ 
ผม: ฮัลโหล?
พี่: เออนี่...ทำใจดีๆไว้นะ ทำความสะอาดบ้าน เเละจัดหน้าบ้านด้วย...
ผม: เฮ้ยนี่มะ... //พี่ชายของผมตัดสายไปเสียก่อน
นี้มันบ้าบออะไรวะ //ผมคิดเเบบนั้น
เดี๋ยวนะ เก็บบ้าน? เก็บบ้านทำไม? จะมีคนมาบ้านเหรอ...เดี๋ยวนะถ้าจะมีคนมาบ้านทำไมต้องเก็บกวาดกันขนาดนั้นด้วย?
ผมได้คิดอย่างสติเเตกอยู่ซักพักจนกระทั่งมีความคิดนึกลอยออกมา
"หรือว่า...ม๊า...หรือว่าม๊าจะไปเเล้ว..."  สิ้นเสียงความคิดในหัวก็บังเกิดเป็นสายธารน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาไม่หยุด จะทำไงดี ถ้าม๊าไม่อยู่เเล้ว ไม่เอานะ มันเป็นเรื่องโกหกไอ้พี่มันโทรมาเเกล้ง เดี๋ยวพรุ่งนี้ม๊าก็จะกลับบ้านเเล้ว! ไม่เชื่อมันไม่ใช่เรื่องจริง...มันไม่ใช่เรื่องจริง..  บรรดาความคิดที่ผลักผมออกจากความจริงนั้นต่างพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ผมไม่สามารถออกจากความคิดที่หนักอึ้งเหล่านั้น พร้อมทั้งน้ำตาของเด็กชายวัย13ที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายเเบบนี้ เเต่คุณรู้มั้ยว่านั้นเป็นเพียงเเค่ 8 นาทีเท่านั้นที่เรื่องราวดำเนินไป เป็น8 นาที ที่นานกว่า1วัน นานจนรู้สึกว่าโลกนี้มันดับสูญไปเเล้ว เเต่เเล้วก็ปรากฏความคิดสีขาวโพลนผุดขึ้นมาจากจุดที่มืดมนที่สุด
?: ยิ้มสิ นายต้องยิ้มเข้าไว้นะ คิดสิว่าเเม่ของนายอยากมาเห็นลูกชายของเค้าต้องมานั่งเศร้าเเบบนี้จริงๆงั้นเหรอ? เเม่ของนายสอนมาตลอดนะว่า นายจะต้องเป็นผู้ชายที่ดี ต้องรู้จักหน้าที่ ยิ้มเข้าไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายจะต้องยิ้มเข้าไว้ เข้มเเข็งไว้นะ นายทำได้ถ้าหายเศร้าเเล้ว มาทำให้เเม่นายภูมิใจกันนะ
  สิ้นเสียงความคิดนั้นผมก็ได้สติกลับมา ผมนั่ง งง อยู่ซักพักก็ลุกจากหัวบันไดชั้น2ของบ้านที่ผมไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้้ำว่าเดินขึ้นมาตอนไหน เดินไปหยิบไม้กวาดมาเก็บกวาดซากที่ผมทำไว้เพราะความขี้เกียจ ทำความสะอาดทุกที่ เพื่อที่จะรอให้อะไรก็ตาม หรือใครก็ตามที่กำลังมาเค้าได้ภูมิใจกับหน้าที่ที่ผมได้ทำไว้ เเละมันเสร็จเเล้ว...
  //กรี้งงงงง// เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น ครั้งนี้ไม่ใช่พี่ชายที่โทรมา เเต่กลับเป็นคุณยายซึ่งคอยดูเเลม๊าของผมที่โรงพยาบาล
ยาย: ฮัลโหล กินข้าวยังลูก? (เสียงของยายฟังดูเเปลกไปมากเหมือนกับคนที่พูดพร้อมกับน้ำตา)
ผม: ยายไม่ต้องบอกอะไรก็ได้นะครับ พี่โทรมาละล่ะครับ...
ยาย: อ้อ...เรื่องนั้นน่ะ..เเม่หลานที่พี่โทรไปว่าตายเเล้ว...
ตอนนี้ฟื้นเเล้วนะ..ผม: !!!! ห๊ะ...ห๊าาา วะ..ว่าไงนะครับ?
ยาย: ตอนนี้เเม่หลานปลอดภัยเเล้วนะไม่ต้องห่วงคุณหมอเค้าเก่งมากเลยนะ เดี๋ยวก็เจอกันเเล้ว
ผม: ครับขอบคุณครับ //วางสาย

  ผมทรุดลงกับพื้นเพราะความดีใจผสมกับความสับสน 
"นี้ม๊ายังไม่ตายใช่มั้ย ม๊ายังไม่ตายยย หรือยายจะโทรมาให้เราสบายใจหว่า ช่างมันเอาเป็นว่าเเม่หายเเล้ววว"
นั้นเป็นบรรดาความคิดที่ออกมา ที่ดึงผมกลับเข้าสู่ห่วงเวลาปกติสุขอีกครั้งเเละผมก็เผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยในวันนั้นที่เปลี่ยนบางอย่างในตัวผมไปตลอดกาล..

[กลับไปยังช่วงเวลา 30 นาทีก่อนหน้านั้น]
  อาการของม๊าในตอนนั้นถือว่าทรุดหนักเป็นอย่างมาก เพราะคุณหมอตรวจพอก้อนเนื้อขนาดใหญ่กว่า 1 ฟุต(เต็มถาดรูปไต) ติดอยู่ข้างไตข้างเดิมที่เคยได้รับการผ่าตัด ก้อนเนื้อก้อนนี้เจริญเติบโตจากการยึดตัวเองกับเส้นเลือดเเดงใหญ่ในไต ทำให้การผ่าตัดนั้นจะต้องใช้เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมากจึงจะการันตีผลการรักษาได้ เเละโรงพยาบาลที่สามารถทำเเบบนั้นได้ อยู่ห่างออกไปถึง 238 กิโล. ม๊าได้รับมอร์ฟีนเพื่อระงับความเจ็บปวดก่อนเตรียมส่งตัวไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว เเต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อม๊าได้เกิดอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเเละทำให้ต้องรับการผ่าตัดโดยด่วน ป๊าเเละคุณยายได้ตัดสินใจให้คุณหมอที่โรงพยาบาลนั้นดำเนินการผ่าตัดได้เลย เสี่ยงดวงได้เท่าที่มีเลย ส่วนทางคุณหมอก็บอกกับทางครอบครัวของผมว่า 
"มีสิทธิ์ไม่รอดสูงนะครับเพราะขณะนี้สมองขาดออกซิเจนเข้าขั้นวิกฤตเเล้วขอให้ทำใจไว้ได้เลยนะครับ"
นั่นเป็นจังหวะที่พี่ชายของผมได้โทรเข้ามาหาผม
เเละ ณ จุดนั้นเป็นจุดที่ทำไมผมถึงตั้งชื่อตอนนี้ว่า She's case study หรือ เธอคือกรณีศึกษา 
ม๊าเป็นกรณีศึกษาในทั้งด้านการเเพทย์
ที่เรียกได้ว่าตายไปเเล้ว 10 นาที เพราะสมองขาดออกซิเจน เเต่ปัจจุบันม๊าก็ยังเดินได้พูดได้เป็นปกติ
เธอเป็นก้อนเนื้อติดข้างไตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เหล่าคุณหมอในโรงพยาบาลเเห่งนั้นเคยเห็น
ในการผ่าตัดคุณหมอได้ใช้คลิปหนีบเส้นเลือดที่ทำจากโลหะพิเศษหนีบเส้นเลือดฝอยไว้กว่า28ตัว
เธอเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 เเละการดมยาสลบจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้น เสี่ยงที่จะไม่ฟื้นจากการหลับไหล
เเละเธอเป็นผู้หญิงที่เเข็งเเกร่งที่สุดเท่าที่โลกของผมจะพบเจอมา..

หลังจากที่ผมตื่นขึ้นมาเพราะโทรศัพท์ ของป๊าที่บอกให้ผมเตรียมตัวมาเยี่ยมม๊าที่โรงพยาบาลซึ่งก็ผ่านจากค่ำคืน10นาทีนั้นมากว่า 3 วันที่ม๊ายังไม่ได้สติเพราะการที่คนๆนึงจะรับการผ่าตัดเเละดมยาสลบถึง5 ครั้ง คุณพยาบาลบอกกับผมว่าปริมาณการใช้ยาสลบในครั้งที่ 5 นี้เเรงพอที่จะทำให้ช้างทั้งโขลงหลับได้ เเต่เมื่อผมไปถึงก็พบว่าม๊านั้นได้ตื่นขึ้นมาเเล้ว
ผม: ว่าไงครับหลับสบายมั้ย?
ม๊า:ก็ดีมั้ง นี้เเกรู้มั้ยว่าทำไมชั้นถึงไม่ตายๆไปซักที?
ผม:คงเพราะจะ..
ม๊า:ไม่! เพราะชั้นยังไม่ได้กลับบ้านไปบ่นเเกไงไอ้เด็กตูดหมึก //เเล้วม๊าก็เริ่มบ่นอีกครั้ง
 บ่นดังเช่นคนที่เเข็งเเรงดี บ่นด้วยหัวใจที่รักลูกของเธอมาก มากเสียจนความตายก็ไม่สามารถพาเธอไปได้

  ถึงเเม้วันนั้นก็ผ่านมากว่า6ปีเเล้วก็ตาม เเต่ม๊าก็ยังเป็นม๊า ม๊าที่น่ารัก ขี้บ่น เเละกินเก่ง ส่วนผมถึงเเม้จะยังเเก้ไขนิสัยขี้เกียจไม่หมดสิ้นไปเสียที เเต่ก็ได้เรื่องราวนี้ช่วยให้ผมนั้นเป็นคนที่ยึดมั่นในหน้าที่ของตนเองให้ดี เเละหน้าที่เป็นสิ่งที่เลือกได้ว่าเราจะทำมันเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร 
  
ชีวิตของเราไม่ใช่ของเรา เพราะเรานั้นต่างใฝ่หาสถานที่พักพิงเสมอ
ทั้งทางกาย เเละจิตใจ เพราะเป็นเช่นนั้นเเลเราจึงต้องทำหน้าที่ของตนเองในสังคม
เพื่อให้เรานั้นยังมีพื้นที่ให้เราได้เเสดงคุณค่าของเราออกมา
เเต่เเม่ของผมสอนเพิ่มว่า ถ้ามันไม่มีที่ให้อยู่ก็จงสร้างมันขึ้นมาจากความมุ่งมั่นซะ!



[ทิ้งท้าย]
ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านด้วยนะครับ หากใครยังไม่เคยอ่านตอนอื่นๆในซีรีย์หนังสือ
 10S Change me 4 ever ก็สามารถกดเข้ามาอ่านได้นะครับ ใครที่เคยอ่านตอนที่เเล้วของเล่มนี้คงจะเดาถูกกันนะครับว่าม๊าผมยังเเข็งเเรงดี เเละยังน่ารักอยู่เหมือนเดิมไม่ได้จากผมไปไหนนะฮะ^^
 เร็วๆนี้ผมมีPlanว่าจะเขียนบทความหรือความเรียงเรื่องสั้นๆไว้เป็นบันทึกความคิดระหว่างการใช้ชีวิตของผม ซึ่งผมจะเรียกหนังสือเล่มต่อไปว่า RanWisDom นะครับยังไงก็ฝากติดตามไว้ด้วยนะคร้าบบบ //ไหว้ย่อ
 เเละเหนือสิ่งอื่นใดผมขอขอบคุณทีมงาน StoryLog ที่เข้ามาเลือกเรื่องราวเรื่องหยาดฝนสุดท้าย ณ ปลายเดือนมีนา ไปวางบน Staff Picks มากๆเลยครับนั้นเป็นกำลังใจเเก่ผมมากๆ
สุดท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนมีความสุขในเเบบของตัวเองให้มากๆนะครับ เเละกอดคนข้างๆให้เเน่นๆไว้ด้วย เพราะเค้าหรือเธอ อาจจะจากเราไปโดยที่เรายังไม่ได้ทำอะไรให้เค้าได้ภูมิใจนะครับขอบคุณอีกครั้งครับไว้เจอกันใหม่นะครับ ^^



SHARE
Written in this book
10S Change me 4 ever 
หนังสือที่รวบรวม 10 เรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของ อุกอาจ (นามปากกา) ไปตลอดกาล จากเด็กอ้วน ชีวิตคิดลบ ปากร้ายระดับแนวหน้าของหมู่บ้าน ไม่นับถือศาสนา ติดการ์ตูนจนทำอะไรไม่เป็น ตัวกินแห้ว สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความรักที่ช่วยให้เพื่อนฝูงประสบความสำเร็จในด้านความรัก นักพูดพลังบวก นักกีฬาตัวแทนโรงเรียนที่เริ่มเนื้อหอม เด็กกิจกรรมที่แท้ทรู แต่ยังปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนแปลง// และทุกท่านจะพบกับสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงของเค้าได้ ในหนังสือเล่มนี้..
Writer
OugArJ
นักอ่านขาจร จรจัด..
มีมส์ จิตวิทยา Hip-Hop เเละบาสเกตบอล จะพยายามเขียนเรื่องราวออกมาให้สื่อถึงชีวิตของเรามันไม่ได้เเย่ไปทั้งหมด มันดีในตัวของมันเอง ถึงผมจะไม่มีพลังบวกอะไรมาก เเต่ผมเชื่อว่าการเขียนเรื่องราวเล็กๆนี้ จะช่วยโยนกำลังใจให้กับผู้อ่านได้บ้าง อย่างน้อยๆ

Comments

mari_won
5 months ago
คุณเเม่น่ารักมากเลยค่ะ อ่านเเล้วทำให้คิดถึงเเม่ตัวเองเลย :)
Reply
OugArJ
5 months ago
ขอบคุณนะครับ แต่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ม๊าน่ารักที่สุด ก็ตอนทำอาหารเนี้ยแหละครับ^^