ขีด ๆ เขียน ๆ ไดอารีบำบัด?
วันนี้มีโอกาสได้อ่านบทความฉบับนึงว่าด้วยเรื่องการเขียนบำบัดที่ช่วยเยียวยา รักษาสมดุลย์ให้กับตัวเราทั้งสภาวะทางอารมณ์และทางร่างกาย ซึ่งจริง ๆ แล้วใครต่อใครอาจจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา มันจะเป็นได้อย่างไร ใคร ๆ  ก็เคยคงคิดอย่างนั้น  และมีคำถามเช่นเดียวกันกับผู้เขียนจริงไหม

การเขียนเป็นสิ่งที่อาจจะไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยบำบัด หรือรักษาสภาวะทางด้านอารมณ์ จิตใจ และร่างกายของเราได้อย่างไร 
มันเป็นเพียงแค่เป็นการขีด ๆ เขียน ๆ ลงบนแผ่นกระดาษ แล้วมันจะทรงพลังในการช่วยบำบัด หรือรักษาโรคได้อย่างไร ผู้เขียนเองก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้มาอ่านบทความเรื่องการบำบัดสารพัดชนิดจากนิตยสาร a day ที่รวบรวมเอาวิธีการบำบัดต่าง ๆ ทั้งร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ หลากหลายวิธีมานำเสนอ และหนึ่งในวิธีนั้นก็มีเรื่อง "การเขียนบำบัด" มันเป็นหัวข้อที่สะดุดตา และสะดุดใจผู้เขียนเป็นอย่างมาก เพราะเวลาผู้เขียนมีปัญหา มีเรื่องไม่สบายใจ หรือหมดจนทางหาทางออกไม่ได้ ผู้เขียนมักจะชอบจดบันทึก ขีด ๆ เขียน ๆ เขียนโน่นเขียนนี้ไปเรื่อย ๆ ระบายความทุกข์ใจกับปัญหาที่เข้ามาประดังประเดให้เราต้องเผชิญหน้าและรับมือแก้ไขในแต่ละวัน 
วิธีการนี้ใครหลาย ๆ คนอาจจะเรียกว่า "การเขียนไดอารี่" แล้วมันจะช่วยเยียวยาเราได้อย่างไร 
คำถามนี้ผู้เขียนเองก็คิดแย้งอยู่ในใจมาหลาย ๆ เดือน จนกระทั่งมีโอกาสได้ศึกษาและอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่ว่าด้วยเรื่องการเขียนบำบัดที่มีอานุภาพประหนึ่งเป็นยาวิเศษที่ช่วยเยียวยาหัวใจ บรรเทาอารมณ์ และรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกิดทางร่างกาย ทีแรกก็ยังไม่เชื่อดีนัก จนกระทั่งได้อ่านบทความเรื่องการเขียนบำบัดไปเรื่อย ๆ จนมาเจอบทความของ ดร.เจมส์ ดับบลิว เพนเนเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเทกซัน สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้า และวิจัยการเขียนเพื่อบำบัดจิตใจของผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต เหยื่ออาชญากร รวมถึงนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ต้องเผชิญความเครียดในการปรับตัว  ดร.เจมส์พบว่าการเขียนระยะสั้นแบบเฉพาะเจาะจง ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของทุกคน โดยมีขั้นตอนการเขียนดังนี้ 

1. เลือกช่วงเวลาและสถานที่ที่สงบ
2. เขียนอารมณ์ความรู้สึกของตนเองลงไป อาจเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต ประสบการณ์ที่รุนแรงหรือมีอิทธิพลต่อชีวิต ปล่อยให้การเขียนไหลลื่นโดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกต้องของตัวสะกด อย่างน้อยแป็นเวลา 20 นาที
3.อ่านสิ่งที่เขียนเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาทางจัดการแก้ไขเท่าที่ทำได้
4. ควรเขียนต่อเนื่องอย่างน้อย 4 วัน และลองสำรวจความรู้สึกของตัวเองดู หากใครมีความกังวล
 เครียด หรือซึมเศร้ามากๆ ให้เขียนต่อเนื่อง 1 เดือน ก็จะช่วยบรรเทาความรู้สึกในเชิงลบลงได้


คราวนี้ผู้เขียนถึงกับตาลุกวาว เหมือนคนเห็นตัวเอง เพราะผู้เขียนชอบเขียนระบายเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งดีทั้งร้ายในชีวิต ปัญหาหรือเรื่องกระทบใจ ไปจนถึงความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างวัน เขียนที่ละนิดทีละหน่อยวันละเรื่องสองเรื่องเอาให้พอทุเลากับความเครียดที่ต้องเผชิญหน้าในแต่ละวัน แล้วทำให้ผู้เขียนมีความสดชื่น มาสภาวะทางอารมณ์ที่่ดีขึ้นมาก กว่าตอนก่อนการเขียนไดอารี หรือแม้บางครั้งผู้เขียนเองเคยกลัวการทำอะไรบางอย่าง อย่างเช่นไปเจอลูกค้าที่ไม่คอยชอบหน้า 
ผู้เขียนมักจะใช้การเขียน "ไดอารี" เป็นการปลอบประโลมความรู้สึกให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุลย์ให้เร็วที่สุด 

สำหรับเรื่องทางร่างกายผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยเยียวยารักษาตัวเองได้อย่างไร ผู้เขียนจึงได้คัดลอกบทความบางตอนของสถาบันธรรมวรรณศิลป์ ว่าการเขียนไดอารี ที่ได้ทำการศึกษามาเป็นระยะเวลา 25 ปี ว่าการเขียนเป็นส่วนหนึ่งของคุณประโยชน์ด้านการการเขียนเพื่อสุขภาวะ การเยียวยา และการเขียนบำบัดที่ช่วยให้เราพัฒนาความประสานสอดคล้องของคลื่นสมอง พัฒนาความสมดุลของร่างกาย จิตใจ การกระทำ ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มในร่างกาย พัฒนาทัศนคติต่อร่างกายเป็นไปในทางบวก และช่วยพัฒนากระบวนการคิดต่อชีวิต ปัญหา ตนเอง และผู้อื่น ผู้เขียนจึงกลับมาย้อนมองตัวเองว่าผู้เขียนมีอารมณ์สงบนิ่งไม่ค่อยเกรี้ยวกราดอาละวาดเหมือนตอนก่อนเขียน มีสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้นไม่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ เหมือนเมื่อก่อน อย่างน้อย ๆ ก็มีพลังสร้างสรรค์และจัดการสิ่งต่าง ๆ ในชีิวิตทั้งในเวลาทำงาน และวันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้อย่างสดชื่น 
ลักษณะของการเขียนบำบัด คือการเขียนอะไรก็ได้ที่เราอย่างจะเขียน ไม่ต้องไปคำนึงว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นจะถูกหรือผิด เขียนแล้วอ่านไม่รู้ความ ภาษาเขียนไม่เอาไหน
ทีเรียกผู้เขียนเองก็เป็นอย่างนั้น เลยเริ่มต้นจากการจดสิ่งที่ต้องทำให้แต่ละวัน ๆ หรือ Thing To Do เป็นหัวข้อเล็ก ๆ แล้วกลับมาอ่านทวน แล้วทำสิ่งต่าง ๆ ที่จดเอาไว้ให้เสร็จสมบูรณ์ในแต่ละวัน และทุก ๆ วัน หลังรับประทานอาหารค่ำ และอาบน้ำผ่อนคลาย ผู้เขียนก็กลับมาเขียนไดอารี่ ระบายความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละวันทุกคืนก่อนนอน และพบว่าช่วงตื่นนอนตอนเช้าผู้เขียนจะมีกำลังใจทำสิ่งต่าง ๆ ในวันถัดไปได้อย่างดีเยี่ยม 
ที่สำคัญการเขียนไดอารี่ยังเป็นเพื่อนที่สำคัญเวลาเอาอยากจะระบายสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถแสดงออกในโลกโซเซียล เป็นเรื่องราวความทุกข์ใจที่หันหน้าไปปรึกษาใครก็ไม่ได้ การเขียนไดอารีจึงเป็นเหมือนเพื่อนสาวคนสนิทที่คอยรับฟังทุกปัญหา
ถึงจะไม่ได้คำแนะนำอะไรจากการเขียนไดอารี แต่อย่างน้อยก็มีพื้นที่เล็ก ๆ ในมุมเล็ก ๆ ของตัวเอง ให้เรากลับมาดูตัวเองได้ในภายหลัง จะเรื่องปัญหาคาใจอะไรในวันนี้ เวลากลับมาอ่านทวน หรือเปิดไปดูผ่าน ๆ ก็จะเห็นตัวเองว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว เมื่อวานเราก็ยังผ่านพ้นมาได้ วันนี้อาจจะยังทุกข์ใจอยู่ พรุ่งนี้อาจจะทุเลา หรือสดชื่นสดใสขึ้นมากได้ หากใครไม่เชื่อลองหาไดอารีเล่มสวย ๆ สักเล่ม และกลั่นงานเขียนออกมาจากความรู้สึกแล้วเล่าระบายสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวัน ไม่น่าเชื่อใช่ไหมว่า การเขียนไดอารีเล่มเล็ก ๆ กลับมีความหมายและสรรพคุณเหมือนยาวิเศษที่ใคร ๆ ก็ทำได้ง่าย 
ลองดูก็ได้ ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด

SHARE
Written in this book
เรื่องจิปาถะ
เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เรื่องเล็ก เรื่องน้อย ที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีพลัง

Comments

Cherisha
9 months ago
จริงค่ะ ฉันเองเมื่อก่อนก็มองโลกในแง่ลบมาก จนมาเริ่มเขียนไดอารี่ อารมณ์ฉันดีขึ้น มองสิ่งรอบตัวในแง่ดีมากขึ้น การเขียนมันช่วยได้จริงๆค่ะ จนตอนนี้ตัวเองกลายเป็นคนชอบเขียนไปแล้ว ^^
Reply
Chamrkp
9 months ago
: )
Reply