เรื่องของมานี ตอนที่หนึ่ง

และในวันนี้เอง --- ผมจึงได้รู้สึกตัวว่าโรงเรียนนั้นช่างเลือดเย็นเสียเหลือเกิน





มานีบ่นว่าอยากให้วิชาการเขียนบล็อกอยู่ในหลักสูตร --- แทนวิชาคณิตศาสตร์

ตอนนี้มีสองสิ่งที่เธอกำลังกังวล คือวิชาคณิตศาสตร์และวิชาภาษาไทย และทั้งสองวิชานี้มีการบ้านเหมือนกัน ใช้เวลาทำเท่ากัน อีกทั้งยังมีคะแนนเท่ากัน และเรียกได้ว่าเป็นคะแนนที่ชี้ชะตาผลการเรียนของมานีได้เลยทีเดียว...ทว่ามานีไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าหากเธอทำวิชาคณิตศาสตร์เธอก็จะไม่ได้ทำวิชาภาษาไทย และเธอก็จะได้ที่หนึ่งในวิชาคณิตศาสตร์แน่นอน และในกรณีเดียวกับภาษาไทย: หากเธอทำวิชาภาษาไทย เธอก็จะไม่ได้คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ แล้วเธอก็จะได้ที่หนึ่งในวิชาภาษาไทย

และถ้าผมเพิ่มเงื่อนไขว่า หากเธอได้ที่หนึ่งในวิชาหนึ่ง มานีก็จะตกอีกวิชาแล้วต้องไปแก้ในช่วงปิดเทอม หากนั่นเป็นคุณคุณจะทำอย่างไร

ผมไม่ให้เวลาคุณคิดหรอก เพราะการทดลองทางความคิดนี้ผมแค่สร้างขึ้นมามั่ว ๆ เท่านั้นแหละ

แต่ผมอยากเล่าอะไรเล็กน้อยให้คุณฟัง




มานีชื่นชอบวิชาภาษาไทยมาตั้งแต่ประถม อาจจะเพราะว่าการเรียนภาษาไทยก็เหมือนกับการอ่านนิทาน และเธอก็ชอบอ่านนิทานมาก อีกทั้งหนังสือเรียนภาษาไทยสีก็สวยถูกใจเด็กหญิงไม่น้อย ถ้าให้เทียบกับวิชาคณิตศาสตร์ที่มีแต่ตัวเลขยาวเหยียด กับวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งถ้าพูดจริง ๆ ก็มีรูปภาพของธรรมชาติอยู่ แต่โลกในนั้นเธอมองว่ามันนามธรรมเกินไป

เธอพูดคำว่า “นามธรรม” ในอายุสิบสี่ปี --- ผมชักจะสงสัยแล้วซีว่าเราเข้าใจคำว่านามธรรมได้มากแค่ไหน

ระหว่าง “หัวใจ” กับ “ความรัก” คุณคิดว่าคุณเห็นภาพของอะไรมากกว่ากัน?

งั้นก็ขอกลับมาที่เรื่องข้องใจของมานีอีกทีละกัน --- ตอนนี้เธอตัดสินใจจะทำวิชาคณิตาสตร์เพราะเธอคิดว่าวิชาคณิตศาสตร์น่าจะสำคัญกว่า

แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเธอได้หรอก เพระาเธอคิดด้วยตัวของเธอเอง

ผมลองถามเธอไปว่า “ถ้าอย่างนั้นคณิตศาสตร์มันนามธรรมรึเปล่าล่ะ?”

มานีลังเลสักพักก่อนจะถามกลับ “ถ้าฉันไม่เข้าใจมัน มันจะเป็นนามธรรมรึเปล่า?”

ผมเองจึงได้รู้สึกตัวว่าโรงเรียนนั้นช่างเลือดเย็นเสียเหลือเกิน

แต่ผม็ยังไม่หยุดถาม --- ก็มาที่บ้านเธอเพื่อหวังจะทำลายสามาธิเธออยู่แล้วนี่นะ

“มานี แล้วถ้าเธอไม่เข้าใจสิ่งที่คนต่างชาติ ต่างภาษาพูด พวกเขาจะเป็นนามธรรมรึเปล่า?”

“ไม่นี่นา ก็เราเห็นเขานี่” มานีพูด “แต่ฉันไม่เคยเห็นคณิตศาสตร์”

“นอกจากในหนังสือ”

มานีพยักหน้า ผมพอจะเข้าใจอะไรบ้างแล้ว



และแล้วมานีก็กลับมา พร้อมกับบอกว่าการบ้านที่เธอทำนั้นผิดหมด

เธอบอกว่าเธอไม่เข้าใจวิธีการถอดตัวประกอบพหุนามหรืออะไรแบบนั้นเลย และเธอไม่สนุกกับคาบคณิตศาสตร์สักนิด

ผมเห็นดังนั้นเลยวาดรูปสามเหลี่ยมออกมา

“ไหนลองบอกสูตรที่เกียวกับสามเหลี่ยมซิ”

มานีบอกได้ทุกอย่าง: ทั้งการหาพื้นที่ การหาความยาวด้าน พีทากอรัส หรือแม้แต่ตรีโกณมิติซึ่งเพิ่งเรียนในคอร์สเรียนพิเศษเมื่อกี้

ผมจึงถามเธอเล่น ๆ “งั้นลองคิดดูซิว่าเราจะทำอะไรกับสามเหลี่ยมนี้ดี”

มานีจึงสั่นศีรษะ “ไม่ได้หรอก”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็มันไม่มีตัวเลขกำกับนี่นา”

ผมเลยลองเขียนรากที่สองของสามไว้ตรงกลาง มานีเห็นก็สั่นศีรษะ เดินมากระชากกระดาษผมแล้วขยำทิ้ง มันกลิ้งไปบนพื้น ผมตั้งท่าว่าจะไปเก็บแต่ก็คิด่าอย่าดีกว่า

“หยุดเล่นไร้สาระทีเถอะ”

แล้วคืนนั้นก็ผ่านไปโดยที่ผมไม่รู้เลยว่าเธอกำลังร้องไห้




จนเมื่อไม่นานมานี้เธอก็บ่นว่าอยากเขียนบล็อก --- ทว่าเธอไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
“เขียนไปทำไมเหรอ?” ผมถาม ในใจก็ไม่ได้หวังคำตอบอะไร

“เห็นดวงแก้วเขียนก็เลยอยากเขียนบ้าง” เธอว่า ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์ หน้าจอของโปรแกรมเอกสารค้างอยู่ตรงหน้า

ผมลองกดปุ่มสองสามปุ่มแล้วบอกกับมานีไปว่า “เขียนอะไรก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย”

“แต่ดวงแก้วบอกว่าต้องเขียนให้ดี ไม่อย่างนั้นจะไม่มีคนอ่าน”

“ผมไง” ผมพูด

มานีสั่นศีรษะอย่างเนือย ๆ ก่อนที่เธอจะเริ่มพิมพ์ไปสองสามที แล้วจึงหยุด --- นานมากทีเดียวก่อนที่เธอจะเดินไปหยิบตำราวิชาภาษาไทย

“ในนั้นไม่มีอะไรหรอก” ผมพูด

“มีสิ ก็คนเขียนหนังสือเขาเขียนแนะนำให้เยอะแยะ” มานีเถียง

“แต่เวลาเราเขียน เราไม่จำเป็นต้องสนของอะไรแบบนั้นหรอก” ผมว่า

“ทำไมจะต้องไม่สนล่ะ?”

ผมเลยยกตัวอย่าง “ตอนนี้เธอยังขีดเส้นหน้าก่อนเริ่มเขียนมั้ย?”

มานีพยักหน้า --- งานเข้าแล้ว

“แล้วเรื่องเขียนวันที่ล่ะ?”

มานีพยักหน้า

“ขีดเส้นใต้?”

มานีก็ยังพยักหน้า

ผมเลยยกมือโบกบนอากาศ --- ยอมแพ้

และในวันนี้เอง --- ผมจึงได้รู้สึกตัวว่าโรงเรียนนั้นช่างเลือดเย็นเสียเหลือเกิน



แต่มานีก็ยังลงมือเขียนบล็อกต่อไปนะ เธอพูดเรื่องที่เธอทำวิชาคณิตศาสตร์ไม่ผ่านและก็บ่นว่าอยากเขียนเรียงความภาษาไทย --- และดังนั้นเองเธอจึงละจากแป้นพิมพ์แล้วเรียกผม

“เขียนเรียงความนี่เขียนยังไงเหรอ?”

ผมจึงตอบไปแบบส่ง ๆ ว่า “ก็เขียนไปสิ อย่างที่เธออยากเขียน”



และแล้วเธvก็กลับบ้านมา ก่อนจะเผยแผ่นกระดาษซึ่งเต็มไปด้วสยลายมือ แต่สิ่งที่สะดุดตากว่าคือเส้นสีแดงที่เขียนเป็นวงกลม --- ไม่ต้องเดาก้็พอเข้าใจได้ มานีขียนเรียงความได้ศูนย์คะแนน

“ฉันไปส่งช้า” เธอว่า “แล้วครูก็เลยให้ศูนย์”

“มันมีคะแนนเวลาด้วยเหรอ?” ผมถาม

“มี แต่เธอไม่รู้” มานีพูดเสียงเศร้า ผมจึงยื่นมือขออ่านเรียงความของเธอ

มานีเขียนเรื่องราวแบบเดียวกับที่เธอเขียนในบล็อก ว่าด้วยเรื่องคณิตศาสตร์ที่เธอไม่ชอบและภาษาไทยที่เธอรัก --- แต่จากสีหน้าของมานีแล้ว เธอคงจะเกลียดครูภาษาไทยไปแล้ว
ไม่สิ, เกลียดภาษาไทยมากกว่า

เพระาเธอเกลียดครูไม่ได้ --- การเกลียดผู้ใหญ่นั้นเป็นบาป

มานีลุกจากเตียงแล้วไปพิมพ์บล็อกอย่างเดิม ทว่าคราวนี้เธอปิดเป็นความลับไม่ให้ผมรู้ แต่สายตาที่เธอใช้ขณะพิมพ์ดูแข็งกร้าวทีเดียว




SHARE
Written in this book
มานีและชนุ่น
เหมือนนิทานเวตาล - นิทานซ้อนนิทาน แต่บางทีถ้าคุณมองลึก ๆ, มองลึก ๆ นะ
Writer
IAMCHANOON
Summoner
ฤดูร้อนเป็นฆาตกรที่เลือดเย็นที่สุด

Comments