วันที่มีคนแปลกหน้ามาบอกฉันว่าอย่าทิ้งความฝัน
ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ฉันแค่เล่าให้คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกฟัง ถึงความฝันที่ฉันไม่แม้แต่เล่าให้เพื่อนสนิทฟัง
พอจากกัน ผ่านไปหนึ่งวันถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่รู้แม้แต่ชื่อเขา
‘ลืมถามไปด้วยซ้ำ บ้าบอ’

1
วันนั้นฉันตื่นตีห้ากว่า หลังจากไม่ได้ตื่นเช้ามานาน เพราะจะไปฟังงานทอล์คโชว์แห่งหนึ่ง ที่แนะแนวเกี่ยวกับอาชีพหนึ่งที่ฉันสนใจ งานเริ่มตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าและค่อนข้างไกลบ้านพอสมควร 

ฉันมาถึงสยามตอนเช้ามืดเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า ประมาณหกโมง ถือว่าเงียบมากเพราะเป็นวันเสาร์ แม้ตอนอยู่มหาลัยฉันจะมาเช้าแต่ก็มัวแต่วุ่นวายใจจนไม่เคยสังเกตว่ารอบตัวเป็นอย่างไร

พระอาทิตย์ยังไม่ค่อยส่อง มีเพียงแสงสว่างจากไฟเซเว่นอีเลเว่น และเสียงกระดิ่งประตูร้านที่พอให้อุ่นใจ 
“จอดตรงนี้ค่ะ”
ฉันลงจากมอไซด์ที่นั่งปรือตามาตลอดทางเพราะฝนตก
พุ่งเข้าเซเว่นด้วยความหิวอาหารเช้า

มีขอทานที่ไม่เคยเห็นในตอนกลางวันนั่งอยู่ข้างประตูเซเว่น แกยกมือไหว้ขอเศษเงินปะหลกๆทุกครั้งที่มีคนเดินเข้าออกจากร้าน
ฉันสั่งซาลาเปาหมูแดงหนึ่งลูก แล้วถามหาร่มจากพนักงาน และพบว่ามันอยู่หน้าเคาน์เตอร์ข้างๆ ที่ยืนขวางด้วยคุณป้าท่าทางไม่น่าไว้ใจ เหมือนกำลังโวยวายบางอย่างกับพนักงานเสียงดัง แต่เป็นเสียงโบ๊ะๆแบ๊ๆฟังไม่รู้เรื่อง แวบนึงฉันคิดว่าแกเป็นคนสติไม่ดี แต่พอได้ยินพนักงานเรียกว่า ยายใบ้ ถึงพอเข้าใจ

ฉันขึ้นรถไฟฟ้าต่อด้วยแอร์พอร์ตลิ้ง
เกือบเจ็ดโมงแล้วแต่ยังไม่สว่าง อาจเป็นเพราะฝนที่ตกปรอยๆ รอบข้างผู้คนเบาบาง ถ้ามีส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่องชาติที่ลากกระเป๋าเดินทางเตรียมไปสนามบิน
ตอนที่ได้ยินเสียงประกาศในรถเป็นภาษาอังกฤษ แวบหนึ่งที่ฉันนึกถึงบรรยากาศตอนเดินทางในรถไฟที่ต่างประเทศคนเดียว

‘ความเงียบก่อนไปบิน’

อยู่ๆก็นึกถึงคำนี้ในบทความของแอร์โฮสเตสท่านหนึ่งที่เพิ่งอ่านมา
ต้องตื่นมาแต่งหน้าตอนตีสอง ย่องออกจากบ้านเบาๆยามที่คนอื่นในบ้านหลับไหล เสียงสตาร์ทรถยามนั้นคงดังมาก ท้องถนนก็โล่ง สนามบินเป็นเพียงโลกสีเทาๆที่เต็มไปด้วยแสงสว่างยามที่สมองพร่าเลือนเพราะความง่วงนอน

ถึงไม่ได้บินบ่อยๆแบบนั้น แต่ฉันก็พอนึกภาพออก ยามที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่มันสนุกกว่า เพราะไปพร้อมกับทุกคนในครอบครัว ถึงโลกจะเงียบ แต่ยังมีเสียงหัวเราะของคนข้างตัว ที่ตื่นเต้นกับทริปที่กำลังจะมาถึง

2
ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดคือตอนที่ไปถึงงาน แสงแดดส่องลงมาแล้ว พร้อมกับหัวใจลิงโลดที่เบิกบานพร้อมกับบรรยากาศรอบๆตัวที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มีความฝันเดียวกัน
ฉันเห็นรุ่นพี่ที่ตามฝันสำเร็จแล้วมายืนช่วยจัดงาน บางคนก็มาเพื่อพูดบนเวที
ขณะกำลังงงๆอยู่หน้าหอประชุม ก็รู้สึกเย็นวาบที่ต้นแขนด้านขวา
ใครบางคนถือวิสาสะเอาขวดน้ำเย็นๆมาสะกิดเรียก
“แพร”
“อ้าว”
“มาคนเดียวเหรอ”
“ช่าย แล้วเอล่ะ”
“เราก็มาคนเดียวเหมือนกัน”

ฉันรู้สึกดีใจที่เจอเอ เพื่อนสมัยมัธยมที่มีความฝันเดียวกัน มันช่วยลดความประหม่าเด๋อด๋าเวลาที่อยู่คนเดียวของฉันลงได้บ้าง เอเรียนจบจากมหาลัยแห่งนี้นี่เอง

‘เดี๋ยวเราพาไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหารคณะเรา’
ฉันได้รับข้อความไลน์จากเอ หลังจากที่เข้ามานั่งในหอประชุมได้ไม่นาน

3
ข้าวกลางวันอยู่ตรงหน้า ฉันและเอพูดคุยกันเรื่องที่อยากจะเปลี่ยนสายงาน ไปทำอาชีพที่เป็นความฝันของเราสองคน
“แต่เราไม่มั่นใจเลย พอได้ลองมาก็รู้สึกว่าคนอื่นๆดูจะเก่งกว่าเราทั้งนั้น” ฉันระบายความอัดอั้นใจที่รู้สึกมาตลอดออกไป

เอเงยหน้ามองฉัน ด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ที่ฉันเคยหลงรักตอนสมัยอยู่มัธยม
“ตั้งแต่จำได้ สมัยเรียนแกเก่งกว่าเราเยอะเลยนะแพร”

4
‘แกเก่งกว่าเราเยอะเลยนะแพร’
ข้อความของเอยังวนเวียนในหัวหลายรอบ ที่จริงมันทะลุไปถึงหัวใจ ทำให้รู้สึกอุ่นวาบขึ้นอย่างประหลาด

นานแค่ไหนแล้วนะที่จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยเก่ง

ก็คงตั้งแต่เข้ามหาลัย แล้วได้มาเรียนในคณะที่ทั้งไม่ถนัดและไม่ชอบมั้ง

“ไปแอร์พอร์ทลิ้งครับ” ฉันตื่นจากพวังค์เมื่อได้ยินเสียงคนหนึ่งเรียกรถสองแถว แต่รถไม่ไป
 งานจบแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาประมานห้าโมงเย็น และฉันกำลังหารถเพื่อกลับไปขึ้นแอร์พอร์ตลิ้งค์กลับบ้าน

“แอร์พอร์ตลิ้งต้องขึ้นสายไหนคะ”ฉันรีบเดินไปถามเขา เด็กหนุ่มใส่แว่นท่าทาง งงเหมือนกันตอบกลับมาว่าไม่รู้

“ไปแอร์พอร์ตลิ้งไหมคะ” ฉันเรียกแท็กซี่ที่ผ่านมาทางนี้พอดี
ฉันเปิดประตูเตรียมจะขึ้น แต่ก็เห็นเด็กหนุ่มยังยืนงงอยู่ตรงนั้นฉันจึงตัดสินใจหันไปถามเขา
“ไปไหมคะ”

แล้วฉันก็นั่งรถไปกับคนแปลกหน้าแบบงงๆ

5
“ไปงานมาเหมือนกันเหรอครับ” เขาเอ่ยถามฉัน
ทำลายความเงียบ ที่น่าอึดอัดระหว่างคนแปลกหน้าสองคน ที่บังเอิญมาเป็นเพื่อนร่วมทางจำเป็น

“ใช่ค่ะไปมาเหมือนกัน”
“ปีที่แล้วได้สอบมาไหมครับ”
“ไปค่ะแต่ตกตั้งแต่รอบแรกเลย”
“ผมก็เหมือนกัน ฮ่าๆ”

พอเป็นคนที่มีความฝันเดียวกันกลายเป็นว่ากลับคุยกันง่ายอย่างประหลาดแม้จะเป็นคนแปลกหน้า
สุดท้ายก่อนแยกจาก ฉันก็เผลอพูดไปหลายอย่างทั้งเรื่องที่บ้านไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่ฉันจะเปลี่ยนสายงาน เรื่องที่ฉันท้อใจ และอื่นๆอีกมากมาย

“เดี๋ยวไปก่อนนะคะ บายๆ”
ฉันเอ่ย เมื่อมาถึงทางแยกที่จะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าอีกสาย 

เค้าโบกมือกลับ แต่อยู่ดีๆก็หันกลับมา ยกมือขึ้นกำเป็นท่าไฟท์ติ้ง
“อย่าทิ้งความฝันนะครับ” 

จำได้ว่าตอนนั้นฉันขำออกมาดังมาก ท่าทางแบบนั้น คำพูดแบบนั้น ในชีวิตจริงใครที่ไหนเขาพูดกัน อย่างกับหลุดออกมาจากโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง ยังไงยังงั้น

คืนนั้นฉันกลับไป รีบเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะหัวสมองยังมึนงงกับการตื่นเช้าและความวุ่นวาย คล้ายเส้นเบ่งระหว่างความฝันและความจริงดูเลือนรางลง หวังว่าพรุ่งนี้ตื่นมาคงเป็นสถานการณ์ปกติอีกครั้ง 

























SHARE

Comments