เกมบนเส้นด้าย


เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังวันที่ไปดูหนัง

อยู่ดีๆเธอก็โพล่งประโยคนี้ขึ้นมาหลังจากที่ฉันถามว่าทำไมถึงกลับบ้านได้ทั้งๆที่เมื่อเดือนที่แล้วเธอเพิ่งบอกฉันว่าเธอต้องย้ายไปอยู่ที่บางซื่อเพราะงานของเธอ

มันก็แค่ประโยคเรียบง่าย แต่สำหรับฉันมันทำให้รู้สึกว่ามันช่างเป็นประโยคที่เอาแต่ใจ--เธอเอาแต่ใจเหลือเกิน เธอไม่ถามด้วยซ้ำว่าฉันจะไปกับเธอไหม หรือว่าว่างวันไหน เพราะเธอรู้ว่ายังไงซะฉันก็ต้องไปกับเธออยู่ดี น่าหงุดหงิดเนอะว่าไหม

และมันน่าหงุดหงิดยิ่งกว่าตรงที่เธอคิดถูก

ใจฉันลิงโลด และหางของฉันก็กระดิกเพียงแค่คิดว่าจะได้เจอเธอ--ไม่ต้องถามหรอกว่าฉันจะไปเจอไหม เพราะใจฉันตอบตกลงไปแล้วตั้งแต่เห็นว่าเธอทักมา

เรานัดเจอกันตอนเย็นวันศุกร์ ช่วงเวลาว่างหลังจากฉันทำงานเสร็จ ฉันรู้สึกได้ถึงประกายแสงอบอุ่นท่ามกลางช่วงเวลาอันซึมเซาของการทำงาน มันกลายเป็นวันศุกร์ที่พิเศษขึ้นมานิดหน่อย

"ตื่นมาแล้วปวดท้องอ่ะ"

เธอส่งข้อความมาบอกในตอนบ่ายของวัน

"อ้าว แล้วหายดีรึยัง"

"ยังปวดอยู่นิดหน่อย"

"หรือวันนี้จะนอนพักอยู่บ้านไหมล่ะ"

"ไม่เอาอ่ะ เบื่อบ้านแล้ว"

ฉันขมวดคิ้วนิดหน่อยเมื่อเห็นข้อความนั้น มันดูไม่เหมือนเธอเท่าไร--เธอคนที่จำศีลอยู่บ้านตลอดกาลนั่นน่ะ 

"อ้าว ปกติชอบอยู่บ้านไม่ใช่เหรอ"

แล้วเธอก็เงียบหายไป ไม่ตอบข้อความฉันอีกเลย มาตอบอีกทีก็ตอนที่ฉันทักไปบอกว่าเลิกงานแล้วและกำลังออกจากบริษัท

ถ้าคำตอบของเธอคือฉันก็คงดี

เราเจอกันที่ห้างแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเราเท่าไรนัก แต่จากที่ทำงานของฉันไปที่นั่นมันยากซะจนน่าหงุดหงิด ฉันถามตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ตรงกลับบ้านไปก็ได้นอนสบายๆแล้วแท้ๆ ทว่าพอเห็นสายของเธอโทรเข้ามา คำถามเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย

ทั้งที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้า ฉันก็ดูจะเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ เราคุยกันทางโทรศัพท์ และฉันพูดเยอะซะจนเธอบ่นว่าฉันเป็นคนพูดมาก--แต่เธอไม่เคยรู้หรอก เธอไม่เคยรู้เลยว่าฉันไม่ได้พูดมากแบบนี้กับทุกคน ไม่รู้ทำไมพอเจอเธอแล้วก็เกิดจะกลายเป็นคนพูดมากไปซะได้

ตอนที่เรากำลังตกลงกันว่าจะกินชาบูก่อนจะไปดูหนัง จู่ๆเธอก็บอกว่าจะมีเพื่อนอีกคนมาด้วย 

หางที่กระดิกริกๆของฉันลู่ตกลง ฉันหวงแม้กระทั่งช่วงเวลาที่เราใช้ร่วมกันและไม่อยากแบ่งปันให้กับใคร 

"ทำไมไม่บอกว่าบอสจะมาด้วย"

ฉันถามด้วยเสียงกระเง้ากระงอด รู้ว่าไม่ควรทำแบบนั้นแต่อดไม่ได้ หัวใจไม่เคยฟังเหตุผลอะไรเลย มันเกิดอยากเรียกร้องความสนใจจากเธอเอาซะดื้อๆ--บอกสิว่าฉันสำคัญ บอกสิว่าฉันคือคนเดียวที่เธออยากเจอ

และเธอก็ยังคงเป็นเธอ
เป็นเธอที่ไม่เคยจะใส่ใจในเรื่องอะไรเลย

เธอเพียงแค่เลิกคิ้วนิดหน่อย แล้วก็ถามกลับมาด้วยท่าทีที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร 

"อ้าว กูไม่ได้บอกมึงไปแล้วหรอกเหรอ"

นั่นแหละฉันถึงได้สำเหนียกตัวเอง ว่าฉันก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไร ก็เป็นแค่หนึ่งในเพื่อนของเธอเท่านั้นเอง

"ยัง" 

เสียงของฉันคงเปลี่ยนไป เธอถึงได้มองด้วยสายตาสงสัย มือของฉันคนน้ำมะพร้าวในมือแรงขึ้น ไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลย 

"แล้วเรื่องที่จะเล่าอะ คืออะไร"

ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่อง 

"เรื่องอะไรอ่ะ"

"ก็เรื่องที่มึงบอกกูว่าจะเล่าให้ฟังวันที่มาดูหนังอ่ะ"

"อะไรวะ กูลืมไปละ"

กลายเป็นว่าหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม 
เธอไม่เคยจำอะไรได้เลย ซึ่งก็ดูสมกับเป็นเธอดี อีกครั้งที่ฉันระลึกได้ว่าเรื่องของฉันมันไม่มีค่าพอที่จะอยู่ในหัวเธอด้วยซ้ำ

แล้วฉันหวังอะไรอยู่กันล่ะ?
กับฐานะเพื่อน แค่นี้ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึไง

"ทำไมถึงคิดว่ากูจะมาได้ ถ้ากูไม่มาทำไง"

"มึงมาอยู่แล้ว มึงเคยขัดกูได้ด้วยเหรอ"

เธอว่าด้วยน้ำเสียงของคนเหนือกว่า ต้อนฉันซะจนมุม ฉันกัดริมฝีปากและนิ่งเงียบ เถียงอะไรเธอไม่ได้ซักอย่าง

รออยู่สักพักเพื่อนอีกคนก็มา เป็นเพื่อนผู้ชายที่ฉันรู้จัก และเธอเองก็สนิทกับเขาด้วย นั่นยิ่งทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเรามันแปลกประหลาด ฉันดูไม่เข้าพวกกับเพื่อนคนไหนๆของเธอ และเธอก็ดูไม่เข้าพวกกับเพื่อนคนไหนๆของฉัน เราบอกว่าเราไม่ได้รักกัน แต่เรากลับกลายเป็นคนแรกที่อีกฝ่ายจะนึกถึงเวลาที่มีเรื่องสำคัญหรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ฉันไม่ใช่หนึ่งในเพื่อนที่จะคุยเรื่องเกมกับเธอรู้เรื่อง ไม่ใช่คนที่รู้จักอนิเมชั่นที่เธอดู แต่ฉันกลับเป็นคนเดียวที่เธอเปิดเปลือยบาดแผลเหล่านั้นให้เห็น เป็นคนที่เธอโทรมาบอกว่าไม่สบาย เป็นคนที่เธอเลือกจะมาเจอในตอนที่มีเวลาว่าง

ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าระหว่างเรามันคืออะไรกันแน่ ความรู้สึกมากมายทับซ้อนกันไปมาหลายชั้นจนแยกไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ เราเดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆที่ชื่อว่าเพื่อน ทรงตัวกันอย่างหมิ่นเหม่บนนั้น เบื้องล่างคือหลุมรักลึกสุดหยั่งถึง ถ้าหากก้าวพลาดเพียงครั้งคงไม่มีทางกลับมาได้อีก

หลังจากกินชาบูเสร็จ เราก็ไปจองรอบหนัง มีเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนที่หนังจะเริ่ม เราเดินเล่นกันในห้าง เธอเอาแขนมาพาดที่ไหล่ฉัน บ่นว่าเมื่อยแขน ใจของฉันไหวสั่นและ--รู้สึกดี 

ในตอนที่ดูหนัง เธอเลือกจะนั่งข้างฉัน เธอบอกว่าที่นั่งของเธอมันอยู่ริม จอหนังนั้นโค้งเข้าและเธอเห็นจอไม่ค่อยชัด เธอเลยต้องโน้มเอียงมาทางฉัน แขนข้างซ้ายของเธอบนพนักพิงแนบกับแขนข้างขวาของฉัน ดูดกลืนไอร้อนของกันและกัน ตาของฉันจ้องอยู่บนจอแต่สัมผัสบนแขนกลับเด่นชัดในใจยิ่งกว่าหนังที่ดูซะอีก

ทุกครั้งที่เราสัมผัสกันโดยไม่ตั้งใจ ฉันรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในเรือไวกิ้ง วูบไหวและโคลงเคลง มันไม่ได้หน้าร้อนหรือลนลานทำตัวไม่ถูกเหมือนอย่างในนิยายที่แต่ง--ฉันยังมีสติอยู่ครบ และฉันปล่อยตัวเองให้จมอยู่ในห้วงความหวานเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ


ปล่อยให้สัมผัสนั้นซึมซาบลงไปในความคิด ทั้งอุณหภูมิที่รุ่มร้อน หรือความนิ่มของผิวเนื้อ ฉันปล่อยให้เธอเข้ามายึดครองในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เราดูหนังจบในเวลาเที่ยงคืนกว่า ไม่มีรถเมล์ เราเลยต้องนั่งแท็กซี่ ฉันเป็นคนโบกแท็กซี่คันนั้น เพื่อนอีกคนเปิดประตูไปนั่งข้างหน้า ส่วนฉันกับเธอนั่งเบาะหลัง 

ทั้งๆที่มีที่ว่างมากมาย แต่เธอกลับไม่ยอมขยับไป อีกครั้งที่เราสัมผัสกัน ฉันสามารถบอกให้เธอขยับไปได้ แต่ฉันก็เลือกจะนิ่งเฉยอย่างนั้น

"ฟังเพลงป่ะ"

ฉันเสนอ หยิบหูฟังออกมาจากกระเป๋า

"เอาดิ"

รถทั้งคันเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงจากหูฟังที่ยังคงบรรเลงเรื่อยเฉื่อย

ฉันหลับตา

เกมทรงตัวบนเส้นด้ายคำว่าเพื่อนนี้จะไปจบที่ตรงไหนกันนะ และมันจะเกิดอะไรขึ้นนะ...ถ้าหากอีกฝ่ายเกิดพลาดพลั้งหล่นไปในหลุมรักที่ไร้ก้นบึ้งนั่น

SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นขยันเขียน
รวมมเรื่องสั้นของเก๊าเอง จับฉ่ายกันไปเลย 55
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38

Comments