เมื่อก้อนหินคือฉัน
   ณ ช่วงเวลาหนึ่งของฤดูร้อน ขณะที่ใบไม้กำลังร่วงหล่น หมู่ชนที่รายล้อมฉันเต็มไปด้วยรอยยิ้มและนองไปด้วยน้ำตาบนใบหน้า ค่ำคืนที่แสงไฟได้ถูกหรี่ลงจนอ่อนแรง แข้งขาฉันกำลังอ่อนแรงไปตามแสงไฟเหล่านั้น

    ในห้องสีเหลี่ยมที่ห้อมล้อมคนกว่า 400 ชีวิต ฉันกำลังเพ้งพินิจคำครูสอน คนแล้วคนเล่าที่บอกว่าพวกเราคือคนที่พร้อมทำหน้าที่แทนเขาในวันข้างหน้า แววตาของเขามีสีแดงก่ำ มือที่จับไมค์สั่นระรัวไปกับเสียงสะอื้น เขากำลังจะร้องไห้ และเขากำลังจะเสียน้ำตาใ้ห้กับหนุ่มสาวที่เขาเรียกว่า "ศิษย์"

    แถวที่มีขนาดยาวอยู่เบื้องหน้านั้น มีด้ายสีขาวสะดุดตาผูกข้อมือเก็บเอาไว้ เมื่อบายศรีกันไปจนใกล้เสร็จ เมื่อฉันคุกเข่าลงกับพื้น ฉันพยายามที่จะสะกดเสียงสะอื้นในค่ำคืนแห่งการจากลานี้เอาไว้ "น้ำตาของลูกผู้ชายจงอย่าได้รินไหล" นี่!เป็นสิ่งที่ฉันภาวนาอยู่ในใจ

    เมื่อคำอวยพรแรกจากคนที่ได้ชื่อว่าครูดังขึ้น เพื่อนๆฉันไม่อาจฝืนน้ำตาเอาไว้ได้ เราห้อมล้อมท่านเหมือนดั่งห้องประชุมห้อมล้อมเรา ไออุ่นที่เกิดขึ้นสามารถยับยั้งแอร์ที่เย็นฉ่ำในเวลานี้ ฉันสามารถฝืนไม่ให้ตัวเองร้องไห้ได้ดีทีเดียว

   จนกระทั้งคำอวยพรต่อไปเจาะจงมาหาฉัน ท่านบอกกับฉันว่า "ใครจะรู้ว่าก้อนหินที่ไม่สะดุดตา จะได้รับการเจียระไน " "เธอเก่งมาก!" ฉันพนมมือไหว้ขอบคุณแนบแน่นกับใบหน้าตัวเอง ปกปิดน้ำตาที่ไหลปริ่ม ๆ ไม่ได้ดีใจกับคำว่าเก่งแม้แต่น้อย หากแต่กำลังประทับใจกับคำพูดประโยคสั้นๆ ที่แสนธรรมดา ที่เป็นดั่งพรอันมีค่าเจาะจงมาให้แก่ฉัน

    เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ฉันตั้งคำถามขึ้นใหม่สำหรับพรข้อนั้น ฉันถามตัวเองถึงการมีอยู่ของตัวตนฉัน ฉันถามถึงที่มาของฉัน และฉันก็ถามถึงที่ไปของฉัน ในที่ ๆ ฉันถูกส่งไปนั้น มันเป็นสถานที่ๆคนเก่งอาศัยอยู่หรือเป็นที่อยู่ของคนไม่เอาไหน "ก้อนหินก่อนเจียระไนเป็นอย่างไร?" มันเป็นสิ่งสะกิดใจเหลือเกิน

   เมื่อก้อนหินคือฉัน และฉันคงดูแย่มากๆ ฉันไม่รู้ว่าเหตุใดที่ฉันถึงถูกมองเป็นก้อนหินในอุปมานี้ ฉันมีข้อสงสัยในที่ๆฉันไปอยู่เพิ่มขึ้น ฉันกล่าวสรุปให้ตัวเองฟัง "ฉันคือคนด้อยประสิทธิภาพตลอดมาหรอกหรือ?" หมอนที่เปียกเตือนฉันว่าตัวฉันกำลังร้องไห้อยู่ พรที่แฝงอุปมาอุปไมยทำฉันเจ็บปวดเหลือเกิน "

    หลังจากสนทนากับตัวเองจบไป ความรู้สึกลึกๆข้างใน "ทำไมค่ำคืนนี้มันช่างแสนยาวนานเหลือเกิน" เป็นคำพูดที่ดังก้องอยู่ในหัว และฉันอดทนกับความเจ็บปวดจนกระทั้งแสงตะวันแห่งอรุณรุ่งโผล่ขึ้นมา ฉันได้สติขึ้นมาแล้วนะ ! หลังจากหลับไปเพียงชั่วโมงกว่า ๆ แต่ทว่ายังสลัดความคิดเกี่ยวกับก้อนหินไม่หลุดเสียที

    ฉันพยายามไม่คิดถึงพรข้อนั้นอีก บรรยากาศตรงหน้าต่างรถบัสมันชวนให้ฉันกลับไปสูภวังค์ของความคิดอีกรอบ สายลมระริ้วพัดผลิ้วไปทั่วใบหน้า กับเพลงเบาๆที่เปิดคลออยู่ในหู ทำให้ทัศนคติฉันเปลี่ยนไป "ฉันจะสนใจทำไมกับก้อนหินที่ยังไม่เจียระไน?" จะกังวลอะไรกับเรื่องราวในคราวเก่าก่อน เมื่ออุปมาสุดท้ายเปรียบฉันให้กลายเป็น"เพชร" ไปเสียแล้ว

   รู้สึกดีขึ้นมาอีกครั้งกับพรข้อนั้น เมื่อก้อนหินอย่างฉันได้กลายเป็นสิ่งสวยงาม ฉันเป็นที่มาของอุปมาเรื่องก้อนหิน และฉันก็เป็นบทสรุปในเวลาเดียวกัน ฉันยินดีกับพรข้อนี้ด้วยน้ำตารอบที่สาม ครั้งนี้มันหลั่งเป็นลำธารเบื้องล่างแว่นกัน แดดสีดำที่ฉันสวม ฉันยิ้มและซาบซึ้งกับพรที่ฉันเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

   เมื่อฉันกลายเป็นก้อนหินที่ถูกเจียระไนแล้ว มีหรือที่ฉันจะลืมคนที่เจียระไนฉัน ฉันรู้ดีว่าฉันเป็นก่อนหินที่ขึ้นรูปยาก ไร้ซึ้งความมันวาวสาดแสง ไม่มีสีสวยสะดุดตาราวกับเพชรพลอยใด ๆ ทั้งสิ้น หากแต่วันนี้ที่ฉันพอมีประกายขึ้นมาได้บ้าง นั่นก็เพราะ "นายช่างที่เจียระไนฉันเขาเก่งเหลือเกิน" เขาคนนั้นเป็นใครเสียไม่ได้ นอกจากเจ้าของพรข้อนั้นที่มอบให้กับฉัน ในค่ำคืนแห่งจิตวิญญาณความเป็นครูสว่างไสวที่สุด
"ครูครับ! ขอบคุณมากๆ ครับ "ประโยคที่ฉันอยากพูดที่สุด     ขณะที่ท่านกำลังยืนส่งศิษย์เป็นคนสุดท้ายตรงปลายแถวของคณาจารย์ สู่ความสำเร็จที่ท่านและศิษย์ทุกคนปรารถนาจะชื่นชมและภาคภูมิใจร่วมกัน
SHARE
Writer
PleeNajuak
Cr:บอยอน้อย🐊
อักษรศิลป์ จินตอุดมการณ์

Comments