ข้อความที่ไม่มีเสียงของคนเป็นซึมเศร้า
การฆ่าตัวตายมันเป็นความเห็นแก่ตัวเหรอคะหมอ
 
ฉันตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันนี้
เพื่อที่จะมาถามคำถามนี้กับหมอที่รักษาฉันอยู่

โรคซึมเศร้า

ฉันเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าสู่เดือนที่ 4
จะว่าไปอาการฉันก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ
แต่มันก็แย่ลงเรื่อยๆเหมือนกัน
ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆก็คงเหมือนกับ
การที่เราเดินหน้าไป 1 ก้าว
แต่เราดันถอยหลังกลับมา 2 ก้าว

ทุกๆเช้าที่รู้ว่าตัวเองต้องตื่นขึ้นมา
มันก็เป็นความทรมานที่หลีกหนีไม่ได้
ความร่าเริง สดใส และตลกขบขันของฉัน
มันเป็นเพียงหน้ากากที่ฉันต้องจำใจสวมใส่มัน
และแสดงว่าฉันปกติต่อหน้าทุกคน

ทั้งที่จริงๆแล้วนั้น
ฉันไม่มีแรงแม้แต่จะลากตัวเองออกจากเตียง
เพียงแค่นอนหายใจ
ฉันก็รู้สึกสูญเสียพลังงานทั้งหมดที่ฉันมี

ทำร้ายตัวเอง

เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ฉันก็ไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าฉันจะกล้าเอามีดมากรีดข้อมือตัวเอง
เลือดที่ไหลออกมา
มันเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ฉันทำมันเพิ่มอีก
ความเจ็บปวดที่แทรกซึมทะลุผ่านผิวหนัง

มันทำให้ฉันมีสติ
แต่ฉันก็ยังทำมันอยู่ซ้ำๆ
เป็นประจำ
แต่ไม่เยอะนะ
แค่นิดหน่อยพอให้ตัวเองเจ็บบ้าง
นอนไม่หลับ
ทุกๆคืนฉันต้องพยายามข่มตาหลับ
แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าแค่ไหน
แต่สมองกลับไม่ยอมปล่อยให้ตัวฉันได้พักผ่อน
พอเริ่มเคลิ้มๆเหมือนจะหลับ
ก็กลับสะดุ้งตื่นซะดื้อๆ
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ
ฉันตื่นทุกชั่วโมง
และกว่าจะกล่อมให้ตัวเองหลับได้นั้น
ก็ใช้เวลานานพอสมควร
ทุกวันนี้แค่เรื่องการนอนที่เคยเป็นสิ่งที่ฉันชอบ
กลับเป็นสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด
ฉันกลัวตอนกลางคืน
ที่ต้องตื่นมาท่ามกลางความมืด
เพราะความเศร้ามันจะเข้ามาหาฉัน
อาเจียนเวียนศรีษะ
ช่วงที่ทานยาแรกๆนั้น
ฉันต้องปรับตัวกับยาเยอะมาก
ในทุกๆเช้า
สิ่งแรกที่ฉันทำคือการลุกไปอาเจียน
มันทรมาน
เหนื่อย
และเจ็บไปหมด
ยิ่งเพิ่มโดสยา
ยิ่งทำให้อาการมันหนักขึ้นๆ
แถมยังปวดหัว เวียนศรีษะ อยู่บ่อยๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
รู้แค่ว่ามันเหนื่อยมากๆเลย
กินไม่ได้
ฉันเป็นคนที่รักการกินบุฟเฟต์และของหวานเป็นชีวิตจิตใจ
แต่พอมาตอนนี้
ฉันกลับไม่มีความสุขเวลาที่กำลังกินของเหล่านั้นอยู่
ถึงแม้ฉันจะจ่ายบุฟเฟต์เต็มราคา
แต่ฉันก็กินได้แค่ผักเพียงไม่กี่ใบ
หมูไม่ถึงชิ้น
แค่นั้นฉันก็รู้สึกแน่นไปหมดแล้ว
อย่าว่าแต่ของหวานเลย
แค่น้ำเปล่า...
ฉันยังคิดแล้วคิดอีกเลยว่าจะกินดีไหม
ฆ่าตัวตาย
นี่คือสิ่งเดียวที่ยังคงอยู่ในความคิดฉันตลอดเวลา 4 เดือน
นับวัน...มันยิ่งเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ฉันหาวิธีการตายที่เหมาะที่สุด
ง่ายที่สุดไว้ให้ตัวเองอยู่หลายวิธี
จดหมายลาตายถูกเขียนขึ้นหลายฉบับ
และถูกซ่อนไว้ในที่ต่างๆ
ฉันเฝ้าถามตัวเองตลอดว่า
ฉันจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
ฉันจะต้องทนเป็นแบบนี้ทำไม
ในเมื่อสุดท้ายเราก็ต้องตายอยู่ดี
เมื่อก่อนฉันก็เคยคิดนะ
ว่าการฆ่าตัวตายมันคือการหนีปัญหา
แต่ตอนนี้
ฉันรู้สึกว่า
มันเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
คนเราคงไม่มีใครอยากเจ็บ
อยากตาย
อยากเศร้าหรอก
ถ้าเลือกได้
ฉันก็อยากมีความสุขเหมือนกัน
แต่มันช่างยากเหลือเกิน
ขนาดเรื่องการกินและการนอนที่แสนง่าย
มันยังเป็นเรื่องยากสำหรับฉันเลย
แล้วนับประสาอะไร
กับการทนต่อสู้กับความเศร้าในใจของฉัน

การที่คนคนหนึ่ง
จะปลิดชีพตัวเองได้นั้น
ฉันมองว่ามันเป็นความกล้าหาญ
มันเป็นการแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ
ในเมื่อความทุกข์มันเกิดจากเรา
เราก็ต้องเป็นฝ่ายที่จบทุกอย่างด้วยตัวเอง

และได้โปรดอย่าห้ามฉัน
หากวันนั้นมาถึง
จงปล่อยให้ฉันหายไป
และลืมเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับฉัน
จงจำไว้แค่ว่า
โลกนี้ไม่เคยมีฉันอยู่ก็พอแล้ว

หากรักฉัน
โปรดปล่อยฉันไป
มันอาจไม่ใช่เร็วๆนี้
มันอาจไม่ใช่ปีหน้า
หรือบางที
มันอาจจะเป็น
พรุ่งนี้ก็ได้

(:

SHARE
Written in this book
เมื่อฉันไม่รู้จักคนในกระจก
ด้วยความที่เป็นลูกคนโตเลยถูกตีกรอบและถูกกดดันรวมทั้งถูกคาดหวังมาตั้งแต่เด็กจนโตบวกกับความที่เป็นพวกที่ไม่ค่อยสมหวังกับอะไรสักอย่างแม้กระทั่งร้านข้าวที่อยากกินยังปิดถาวรซะยังงั้น ทุกๆอย่างมันเลยดลใจให้ฉันเป็นแบบนี้ อันนี้จะเป็นการรวบรวมตรรกะความคิดของฉันผ่านออกมาในมุมมองของฉัน อาจเป็นการระบายบ้าง การบ่นบ้าง ก็สุดแล้วแต่อารมณ์ในแต่ละวัน...หวังว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้เศร้าเพียงลำพังนะ :)
Writer
qmiisr
reader and sleeper
มนุษย์ปล.ผู้บิดเบี้ยวและเด๋อด๋า ชอบถ่ายรูปท้องฟ้า และรักโกโก้เป็นชีวิตจิตใจ อยากท่องเที่ยวรอบโลกแล้วเขียนหนังสือดีๆสักเล่ม🌻

Comments