ทบทวนชีวิตแบบผู้ใหญ่
ฉันทบทวนชีวิตแบบผู้ใหญ่โดยใช้สายตาของความเป็นเด็ก ..
ฉันไม่แน่ใจนักว่า ที่ผ่านมา เรียกว่า “โตพอ” หรือยัง
.
ฉันจำได้ว่า ตอนอยู่ประถม ฉันเฝ้าฝันที่จะเห็นตัวเองสวมชุดครุยและมีงานทำ แบบนี้เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ในสายตาฉันตอนนั้น
เห็นภาพตัวเองกำลังถือถุงพะรุงพะรัง
เดินช้อปปิ้ง ซื้ออะไรก็ได้ที่อยากจะซื้อ 
.
และเมื่อฉันเติบโตจนถึงจุดนั้น ภาพรับปริญญา การมีงานทำ และการมีอิสระทางการเงิน มันกลับไม่ใช่เรื่องว้าว เหมือนตอนเป็นเด็ก มันมาพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบอีกมากมาย
.
โลกของคนโตมีหลายมิติ และต้องผ่านแต่ละเรื่องราวไป ทีละนิดทีละหน่อย เหมือนกำลังนั่งปอกเปลือกหอมหัวใหญ่ ทีละเปลือก จนเห็นเนื้อในที่แท้ ของการมีชีวิตอยู่ แต่นั่นก็ทำให้น้ำตาไหลเพราะฤทธิ์บางอย่างในหัวหอม ชีวิตก็เช่นกัน บางทีก็ทำให้เราเสียน้ำตา แต่มันทำให้เราเติบโต และละทิ้งอัตตา ได้ทีละนิดทีละหน่อย 
.
ฉันอยากกลับไปเป็นเด็กอยู่เสมอ เวลาที่รู้สึกไม่ปลอดภัย กลับเข้าไปอยู่ใน safe zone ของตัวเอง 
ฉันจินตนาการถึง สถานที่หนึ่ง ฉันมักพาตัวเองไปอยู่ในนั้น สถานที่จำลองที่ไม่เคยมีจริง แต่มันทำให้ฉันปลอดภัยจากทุกสิ่ง 
.
โลกความเป็นจริงไม่ได้ปลอดภัยมากนัก 
เพราะเราต้องเผชิญบางสถานการณ์ที่เราควบคุมมันไม่ได้ แม้เราจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหนก็ตาม 
เราทำได้เพียงทำความเข้าใจ และยอมรับมัน เท่านั้นเอง
.
กับคนบางคน ก็ดูโหดร้ายจนน่าพิศวง 
บางคนก็ดูซับซ้อนเข้าใจยาก 
บางคนน่าสงสาร บางคนน่ารังเกียจ
บางคนก็มีโลกส่วนตัวที่ยากจะเข้าถึง
และอื่นๆอีกหลากหลายรูปแบบ
.
ทุกคนมีมิติชีวิตที่แตกต่างกันไป 
แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน คือ เกือบทุกคนต้องการความรักและการยอมรับจากใครสักคน 
ฉันโตพอที่จะรักความน่าพิศวง ความซับซ้อน ความน่าสงสาร น่ารังเกียจและอื่นๆ 
แบบนั้นหรือยัง  
ฉันจะยอมรับในความแตกต่างแบบนั้นได้ไหม
ฉันต้องรักทุกคนเลยหรือป่าว
.
ฉันกลายเป็น ผู้ใหญ่ในแบบที่ฉันไม่อยากเป็น 
เบื่อง่าย ขี้เกียจ เหงา เศร้า เหนื่อยล้า 
อ่อนไหว ทุกข์ง่าย และสุขได้ยากขึ้น 
เงื่อนไขความสุขซับซ้อนเกินไป....
ฉันกลายเป็นคนที่ฉันไม่ชอบ ได้ยังไงกัน
.
ฉันกลายเป็นผู้ใหญ่ ที่ไหลไปตามกระแส..
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

ตอนเป็นเด็ก ฉันถามผู้ใหญ่คนหนึ่งว่า 
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ผู้ใหญ่ตอบฉันว่า : เมื่อเราทำผิดแล้วไม่มีคนให้อภัย นั่นแปลว่า เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

ฉันที่เป็นเด็ก : การเป็นผู้ใหญ่ น่าสงสารจัง 
ผู้ใหญ่คนนั้น : ความจริงมันก็ไม่โหดร้ายนักหรอก 
มันทำให้เราระมัดระวัง และรับผิดชอบมากขึ้นต่างหาก ถ้าเราทำผิดในเรื่องเดิมซ้ำ นั่นเพราะเราไม่ได้เรียนรู้ เราไม่ได้เติบโต และไม่ได้อะไรจากการมีชีวิตอยู่

ฉันที่เป็นเด็ก : ไม่เข้าใจ เราไม่ได้โตขึ้น เพราะเวลาผ่านเราไป 
แต่เราโตขึ้น เพราะเราใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นต่างหาก

ช่วงเวลาที่เบื่อง่าย ชีวิตกำลังท้าทายให้เราหาอะไรแปลกใหม่เข้ามา 

ช่วงเวลาที่เราขี้เกียจ ขี้เกียจแม้กระทั่งเป็นตัวเอง อยากลอกคราบแล้วกลายเป็นบางสิ่ง เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง ช่วงเวลานี้ผลักดันให้เราได้หยุดนิ่ง ทบทวนตัวเอง 

ช่วงเวลาที่เหงา มันสอนให้เราได้อยู่กับตัวเอง ดีลกับตัวเองให้เป็น

ช่วงเวลาที่ เศร้า มันสอนให้เรารู้ว่า ความเจ็บปวดในใจแปลว่าเรายังหายใจอยู่ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง

ช่วงเวลาที่ เหนื่อยล้า เป็นเครื่องช่วยเตือนให้เราได้หยุดพัก และรักตัวเองซะบ้าง 

ช่วงเวลาที่ทุกข์ง่าย และสุขยาก มันสอนให้เราละทิ้งอัตตา ถ้าเรายืนยันที่จะเป็นหยดน้ำบนใบบัว เราก็จะกลิ้งๆวนไป 
และเหนื่อยกับการรักษาแรงตึงผิวของหยดน้ำ
ถ้าหยดน้ำยอมลดแรงตึงผิว หรืออัตตา 
ก็จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทร
ผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิต ดั่งมหาสมุทร 
มิใช่เป็นเพียงหยดน้ำหยดเดียว
ตอนเป็นเด็ก เราอาจเคยชินกับการเป็นหยดน้ำและคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
เมื่อโตขึ้น เราก็เรียนรู้ว่า 
ยังมีจักรวาลอื่นอีกมายมาย 
และเมื่อพบกับจักรวาลอื่นที่มันโหดร้าย
เราจะปกป้องตัวเอง..และสร้างอััตตาขึ้นมา
.
เราอาจปกป้องตัวเองเกินไปจนเหนื่อย 
เหมือนหยดน้ำที่ต้องรักษาสถานะภาพ แรงตึงผิว ให้ตนเองได้คงรูปร่างเป็นหยดน้ำอยู่อย่างนั้น

การปกป้องตัวเอง เพื่อคงสภาพการมีตัวตน
เพราะเรากลัวว่าเราจะหายไป 
เราจึงสร้างอัตตาขึ้นมาสินะ 


การลดอัตตา ไม่ได้ทำให้ตัวเราหายไป
แต่ทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทรต่างหาก
เช่นเดียวกับหยดน้ำที่ไม่หายไปไหน มันเพียงหลอมรวมกับมหาสมุทร
.
บางครั้งเราอาจคิดว่า 
การเป็นหยดน้ำบนใบบัวปลอดภัยแล้ว
ถ้าเราลดการปกป้องตนเอง และลดอัตตา
เราอาจได้มองเห็นเนื้อแท้ในตัวเรา
ว่าแท้จริงแล้ว...
มีเด็กบริสุทธิ์อยู่ในนั้น 
มีมหาสมุทร ที่ไร้ขอบเขตที่ไม่สิ้นสุดในตัวเรา 

แด่ผู้ใหญ่ที่มีหัวใจบริสุทธิ์เหมือนเด็ก
....ผู้ใหญ่ที่ฉันอยากเป็น



SHARE

Comments