ฉันเหนื่อย พี่จ๋า
เหตุเกิดเมื่อวาน 19.00 น.

ฉันในบทบาทของลูกพ่อค้าขายน้ำหวาน
ขณะที่ฉันกำลังยกอุปกรณ์ขายของที่ล้างสะอาดแล้วในจุดล้างจาน ไปเก็บที่รถของฉัน ณ ห้างเล็กๆแห่งหนึ่ง 

คุณลุงเข็นรถเข็น นำขยะมาทิ้งในจุดทิ้งขยะที่ไม่ไกลจากฉัน ซึ่งถ้าให้เดาจากตะกร้าที่ใส่ถุงขยะมาทิ้งก็พอมองออกว่าร้านคุณลุงนั้นขายผลไม้

‘อ้าวหนู จะยกของไปตรงไหน มาๆ มาฝากรถลุง เดี๋ยวลุงช่วย’ 

คุณลุงทักฉัน พร้อมกับขยับตะกร้าว่างๆของแกออกไปพอจะมองเห็นว่ารถเข็นของแกมีพื้นที่เหลืออยู่อีกครั้งหนึ่ง 

‘ไม่เป็นไรค่ะ หนูยกแบบนี้ทุกวันปกติค่ะ ขอบคุณนะคะ’ ฉันพูด พร้อมมอบรอยยิ้มจากหัวใจให้คุณลุงคนนั้น

จนเราเดินตามกันไปไม่ถึง สองนาที

‘ไม่เป็นไรๆ ทางผ่านอยู่แล้ว มาๆ เอามาเถอะ ไม่คิดตังหรอกน่า’

คำพูดครั้งนี้ของคุณลุงบวกกับความหนักของอุปกรณ์ที่ฉันล้างเสร็จแล้วนั้น เอาชนะความเกรงใจของฉัน รู้ตัวอีกทีฉันก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเปิดประตูรถตัวเองให้พร้อมสำหรับขนย้ายของเรียบร้อยแล้ว

‘ขอบคุณมากๆเลยนะคะ’ ฉันขอบคุณพร้อมยกมือไหว้ 

หัวใจพองโต รู้สึกดีมาก //ยิ้ม


.......

เหตุการณ์วันนี้ 15.30 น.

ฉันที่อยู่ในบทบาทงานประจำ ถูกมอบหมายงานให้ไปรับเช็ค ณ บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่งานที่ทำประจำนัก แต่จะถูกมอบหมายให้ทำ ในกรณีที่งานเยอะและคนไม่พอทำงานนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขับรถถึงบริษัทลูกค้า ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ ย่านดอนเมือง

ฉันเดินขึ้นไปรับเช็คตามป้ายบริษัท ทันทีที่เข้าไปในออฟฟิศ ฉันรู้สึกว่ามีสายตาแทบทุกคู่เงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ จับจ้องมาที่ฉัน และทั้งห้องเงียบกริบ

ไม่มีพื้นที่สำหรับรับเช็ค ฉันรู้สึกได้จากการอ่านสถานที่นี้

‘เอ่อ.. มารับเช็คค่ะ’ ฉันสบตาและถือโอกาสเปล่งเสียงถามคนที่อยู่ใกล้ตัวฉันมากที่สุด

‘ห้องด้านในเลยค่ะ’ ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมา

ฉันจึงเดินเบาๆเข้าไปตามมือที่ผายไปด้านใน อนุมานเอาเองว่าคงเป็นห้องนั้น

ในห้องเล็กๆนั่น มีผู้หญิง3คน โดยนั่งหันข้างๆให้ประตู 2 คนและอีกหนึ่งคนนั่งหันหน้าตรงประตูพอดี 

‘มารับเช็คค่ะ’ สเต็ปเดิมคือสบตาคนที่ใกล้ที่สุด

แต่คราวนี้ไม่เหมือนเมื่อกี้ 

ผู้หญิงผมสั้นที่สายตามองฉัน เอ่ยว่า 
‘ด้านนี้ค่ะ’พร้อมส่งสัญญาณว่าเป็นโต๊ะของคนอีกคนที่นั่งหันหน้าตรงกับประตูที่ฉันยืนอยู่

ฉันจึงเดินตรงเข้าไปหาโต๊ะนั้นทันที

‘ก็บอกว่าด้านนี้ๆไง!!’ หล่อนคนนั้นตะคอกเสียงดังพร้อมกับชี้ทางด้านข้างๆโต๊ะของหล่อน


น้ำเสียงเหวี่ยงระดับเบอร์สุด ฉันตกใจมาก แต่ปากเจ้ากรรมฉันดันรวดเร็วเบอร์สุดเช่นกัน



‘ไม่ทราบค่ะ ขอโทษค่ะ!!!’ ฉันพูดเสียงดังเกือบจะเท่ากับเสียงที่ได้รับมา


อาการหลังจากนั้นเป็นไปด้วยการประชดกันไปมาเล็กน้อย จบพิธีกรรมรับเช็คด้วยการที่ฉันรับเช็คและสะบัดก้นออกจากบริษัทนั้นโดยไร้เสียงกล่าวขอบคุณเหมือนปกติวิสัย



ฉันหงุดหงิดมาก...ฉันโกรธและฉันเสียใจ เสียใจที่ฉันไม่เข้าใจว่าฉันทำอะไรผิดถึงขนาดที่ฉันต้องได้รับการกระทำที่รุนแรงขนาดนี้


สิ่งที่เสียใจที่สุดคือ ฉันไม่มีสติ ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้จนพลั้งพลาดทำปฏิกิริยาที่ไม่ควรกระทำกับลูกค้าของฉันเอง


ตอนนี้ความรู้สึกนั้นมันช่างต่างกับความรู้สึกเมื่อวานเลย 

วันนี้มันเป็น Bad day ของฉันสินะ 
หรือไม่ Bad day ของฉันมันอาจจะอยู่วันที่เจ้านายเรียกฉันคุยก็เป็นได้ 

ตอนที่เป็นแบบนี้ ฉันรู้สึกเหมือนกลายเป็นเด็กที่โดนรังแกแล้วอยากให้ใครสักคนมาปลอบโยนฉัน เข้าใจฉันสักคนก็ยังดี 

หัวใจเฉามาก
 ใครก็ได้เอาความรู้สึกนี้ออกไปจากหัวฉันที ~












SHARE

Comments

Sansastarkzz
2 months ago
เราเคยมีวันที่โดนด่า แต่ตอนหลังคนนั้นก็มาทำดีกับเรา เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น ในเมื่อเค้ายังไม่จำ แล้วทำไมเหตุการณ์แย่ๆที่เกิดขึ้นเราต้องจำมาทำร้ายตัวเองอีก ในเมื่อเราไม่ได้ทำผิดอะไร เป็นกำลังใจให้น้า:)
Reply
BlueStones
2 months ago
T.T ขอบคุณมากๆน้า ขอบคุณที่ปลอบ ขอบคุณที่ให้กำลังใจกันนะคะ //กอดๆ 🙏🥺
Thecircle
2 months ago
มาๆ กอด
Reply
BlueStones
2 months ago
กอดดดดดดดดดด ขอบคุณนะคะ 🙏🥺
natthecat
2 months ago
กอด ๆ นะคะ ไม่น่าต้องมาเจอคนแบบนี้เลย เราเคยทำงานในร้านอาหารไทยที่อเมริกา คนทั้งครัวเป็นแบบนี้หมดเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะสุภาพอ่อนน้อมขนาดไหน โดนเหวี่ยงตลอดเวลา หายใจยังผิด 555 ดีแล้วค่ะที่ออกมาจากที่แบบนั้นได้
Reply
BlueStones
2 months ago
ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ เป็นประสบการณ์เลยค่ะ ชอบพื้นที่ตรงนี้เพราะคนแบบคุณ ขอบคุณมากๆค่ะ ขอกอดดดดแน่นๆเลยนะคะ☺️