อย่าหลงผิดทำงานกับ startup ที่ให้หุ้น ถ้าอยากก้าวหน้าในชีวิต
หลายคนเวลาสมัครงาน คงดีใจที่บริษัทให้หุ้นเป็นผลตอบแทน ให้พนักงานเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท แต่ดันไม่รู้ว่ามันคือกับดักทางจิตใจ ให้ทำงานถวายหัว คนที่สบายคือเจ้าของบริษัท ส่วนคุณเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ

ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมานั้นเพื่ออยากให้คนที่เพิ่งจบใหม่ หรือกำลังจะสมัครงาน ได้รู้ทันบริษัทที่ให้หุ้นเป็นผลตอบแทน จะได้ไม่ต้องเวลาเสียเวลาทำงานหลายปี โดยสิ่งที่ได้กลับมามันโครตไม่คุ้มค่าเลย

ทำไมบริษัทถึงให้หุ้น
บริษัท startup เป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นมา กำไรก็ไม่มี เงินจ่ายเงินเดือน และดำเนินการก็ต้องไปหาคนมาระดมทุนอีก เค้าจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ้างพนักงานและดึงดูดคนละครับ
เค้าก็ต้องจ่ายเงินเดือนถูกๆ โดยเอาหุ้นเข้าแลกไงจบ!! ไม่ได้ดีกว่าบริษัทอื่นหรอกครับ เค้าแค่แข่งขันเรื่องเงินเดือนไม่ได้ โดยเค้าจะบอกว่า นี่นะ ได้หุ้นไปแล้วก็เหมือนคุณได้เป็นส่วนนึงของบริษัทอ่ะแหละ บริษัทโต คุณก็โตด้วย หุ้นคุณก็มีมูลค่ามากขึ้น อนาคตคุณรวยแน่นอน
เหรอวะ!!
ความจริงแล้วคนที่สบายมันคือ Founder หรือเจ้าของบริษัทครับ เค้าได้เงินระดมทุนมาหลายล้านบาท เค้าจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเท่าไหรคุณรู้มั้ยครับ? แต่เค้าให้คุณไม่เยอะนะ พร้อมพูดกรอกหูว่า ทำงานวันนี้ สบายวันหน้า เพื่อบริษัทๆ คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนะ หรือบาง Founder เค้าก็ไม่ได้เดือนร้อนเรื่องเงินครับ บ้านมีตังนั่นแหละ จะลำบากช่วงแรกไปหลายๆ ปีก็ไม่ตาย แต่คนที่จะตายคือพนักงานแบบเราครับ

หุ้นคือเงื่อนไขมาล่อให้คนทำงานเฉยๆ ครับ เพราะ startup ส่วนใหญ่สมัยนี้ตายไปก่อนที่ stocks options จะมีมูลค่า หรือไม่พนักงานก็ลาออกก่อนเพราะรอไม่ไหว

ได้หุ้นยังไงเมื่อไหร
หุ้นเค้าไม่ได้ให้คุณทันทีนะครับ ไม่งั้นคุณทำแปปเดียวแล้วลาออก บริษัทก็แย่กันพอดี โดยปกติแล้วเวลาคุณเซ็นสัญญาการทำงาน เค้าจะมีบอกครับว่าทำงานต้องครบกี่ปีถึงจะได้หุ้น
ส่วนมากแล้วคุณจะต้องทำงานเป็นเวลา 3-5 ปีครับ ถึงจะได้หุ้น
ส่วนอัตราส่วนก็แล้วแต่ว่าคุณเข้ามาทำช่วงไหน ถ้าช่วงแรกๆ อาจจะสูงถึง 1% แต่ถ้าเข้ามาหลังๆ ก็อาจจะเหลือ 0.01-0.1% ครับ
ตัวอย่างสัญญาก็เช่น
บริษัทมีหุ้นทั้งหมด 10,00,000 หุ้น คุณจะได้หุ้นเมื่อทำงานปีที่ 3-5 ปี เป็นจำนวน 1% โดยจะทยอยจ่ายให้เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ปีละ 3.33%
หากคุณทำงานครบ 3 ปีแล้วลาออก จะได้หุ้น ~0.33%
หากคุณทำงานครบ 4 ปีแล้วลาออก จะได้หุ้น ~0.66%
หากคุณทำงานครบ 5 ปีแล้วลาออกหรืออยู่ต่อ จะได้หุ้น 1% คิดเป็นจำนวน 100,000 หุ้น

ซึ่งก็จะมีสัญญาอีกแบบนึงคุณจะได้เป็น "สิทธิที่จะซื้อหุ้นในราคาที่ถูกแทน" offer นี้ค่อนข้างจะมาจากทางบริษัทใหญ่ที่มีมูลค่าเยอะแล้ว เปิดมานาน เค้าจะให้คุณสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกมากๆ  ตอนทำสัญญาเค้าจะมีบอกเลยว่า คุณจะซื้อหุ้นได้ในราคากี่บาท ไม่ว่าตอนนั้นราคาต่อหุ้นเป็นเท่าไหร คุณก็จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก ข้อเสียคือคุณต้องมีเงินสดมาซื้อนะ และหากคุณลาออกก็อาจจะมีกำหนดเวลาว่าให้ซื้อภายใน 3-4 เดือน หรืออาจจะภายในกี่ปีก็ว่าไป ซึ่งบริษัทในไทย ไม่ค่อยใช้ offer นี้หรอกจะเป็นแบบแรกมากกว่า ถ้ามีคือมั่นหน้ามาก บริษัทยังไม่ได้กำไร พนักงานทำงานหนัก แล้วยังต้องซื้อหุ้นอีก

ถ้าบริษัทไหนไม่มีสัญญา ไม่แจกแจงให้ละเอียดแบบนี้ ไม่ตอบคำถามให้ชัดเจน ไม่ต้องไปทำมันครับ ตัวเจ้าของมันยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วพนักงานแบบเรา พอถึงเวลาจำเป็นต้องใช้หุ้นจริงๆ จะรอดมั้ย

ได้หุ้นมาแล้วยังไงต่อ ซื้อข้าวกินได้มั้ย
ไม่ว่าคุณจะได้หุ้นมาเยอะแค่ไหน บริษัทจะมีมูลค่าร้อยล้านหรือพันล้าน มันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณไม่สามารถเอาหุ้นไปแลกเป็นเงินสดได้ แล้วจะได้เงินมายังไงล่ะ?
1. บริษัทขอซื้อคืน เนื่องจากอยากได้สัดส่วนผู้ถือหุ้นเยอะขึ้น หรือนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น แต่ไม่ค่อยมีใครทำหรอกครับ เพราะว่าเราระดมทุนบริษัท ก็เพราะต้องการเอาเงินไปขยายกิจการ เพิ่มพนักงาน ทำให้เติบโตใช่ไหม ข้อนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อบริษัทเริ่มมีกำไร มีเงินเหลือเพียงพอที่เห็นว่าเอาเงินซื้อหุ้นมีประโยชน์กว่า เอาไปขยายกิจการ
2. Mergers and Acquisitions - ควบรวมกิจการกับบริษัทอื่นหรือโดนซื้อโดยบริษัทที่ใหญ่กว่า เวลามีการซื้อบริษัทที่คุณอยู่เค้าก็อาจจะซื้อหุ้นของพนักงานไปด้วยครับ ทำให้คุณได้เงินมาใช้ในส่วนนี้
3. ขายต่อให้ VC หรือนักลงทุนอื่น ถ้าคุณมี connection แล้วล่ะก็อาจจะขายหุ้นให้นักลงทุนที่สนใจก็ได้ครับ ในราคาที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ก็นั่นแหละ หุ้นของคุณมันมี % นิดเดียวเอง ปกติ VC เค้าก็คุยโดยตรงกับบริษัทมากกว่า หรือคุณอาจฝากบริษัทขายก็ได้นะครับ แต่เค้าก็ไม่ขายให้หรอก เพราะมันเป็นผลเสียต่อบริษัท ในการที่เห็นคนในทยอยขายหุ้นออกมา แสดงว่ามันมีสัญญานบางอย่างไม่ดีหรือเปล่า เลยไม่ได้ขายต่อ?
4. ได้เงินปันผลจากกำไรของบริษัท เมื่อบริษัทได้กำไรมาในแต่ละปี เค้าจะเอาไปทำอะไรล่ะครับ ก็มีลงทุนขยายกิจการหรือปันผลให้ผู้ถือหุ้น แล้วคุณคิดว่าเมื่อไหรบริษัทจะมีกำไรครับ แล้วกำไรที่ได้มามันคุ้มหรือป่าวกับที่ต้องรอ สมมุติได้กำไรปีละ 10 ล้าน คุณมีหุ้น 1% ปันผลแล้วได้ 1 แสน เอามาหาร 12 เดือน 100000/12 = 8,333 บาท คุณมีรายได้เพิ่มมาแค่เดือนละ 8 พันเองนะครับ แลกกับเวลาที่คุณเสียไป
5. เข้า IPO อันนี้เป็นความฝันของบริษัทในไทยเลยครับ คือสามารถเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ที่นี้หุ้นที่คุณมีก็จะสามารถขายให้กับคนได้ทั้งประเทศแล้ว ราคาก็ขึ้นอยู่กับตลาดเลย

แล้วต้องรอนานแค่ไหน?
Alibaba ก่อตั้งเมื่อไป 1999 IPO เมื่อ 2015
Uber ก่อตั้งเมื่อ 2009 ปัจจุบันยังไม่ IPO
Wongnai ก่อตั้งเมื่อ 2010 ปัจจุบันยังไม่ IPO

จะเห็นว่ากว่าจะได้ใช้เงินคุณอาจต้องรอถึง 10 ปี ขึ้นไป แล้วคุณมั่นใจบริษัทของคุณแค่ไหนว่าจะ IPO ได้ เป็นได้ของครึ่งที่ผมยกตัวอย่างมามั้ย ถ้ายัง คุณอาจจะต้องรอไปอีก.....

ถ้าคุณเรียนจบตอนอายุ 20 คุณต้องรอไปอีก 10 ปี นั่นคืออายุ 30 ปี กับการทุ่มเทการทำงานให้กับหนึ่งบริษัท กว่าจะได้เงินมาใช้ นอนนั้นคิดว่าเพื่อนๆ คุณไปถึงไหนกันแล้วล่ะ?


ตัวอย่างรายได้จากหุ้น
หากคุณเลือกหุ้นจากบริษัทแล้ว ผมแนะนำให้ทำสถานการณ์จำลองแบบตัวอย่างข้างล่างขึ้นมานะครับ จะได้รู้ว่าคุณทำงาน 5-10 ปี แล้วสิ่งที่ได้ในปลายทางมันคุ้มมั้ย

นาย A อยากเปิดร้านขายสุกี้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่นค่าที่ อุปกรณ์ จ้างพนักงาน และอีกหลายๆ อย่าง เป็นเงินมูลค่า 1,000,000 บาท แต่ว่าเค้ามีเงินติดตัวแค่ 500,000 บาท จะทำอย่างไรถึงจะเปิดร้านได้....หาหุ้นส่วนเพิ่มมานั้นเอง!
เค้าได้ชักชวนนาย B ที่เป็นเพื่อนสนิทมาร่วมหุ้นโดยนาย B จะออกเงินอีก 500,000 บาท โดยแบ่งหุ้นกันคนละครึ่ง โดยออกหุ้นมาจำนวน 1,000 หุ้น รายละเอียดเป็นดังนี้

หุ้นบริษัททั้งหมด 1,000 หุ้น
นาย A 500 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 50%
นาย B 500 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 50%
มูลค่าหุ้นทั้งหมด 1,000,000 บาท
ราคาต่อหุ้นคือ 1,000,000/100 = 10,000 บาท

ปีแรกกิจการดำเนินไปได้ด้วยดี หลักจากคำนวณรายรับ รายจ่ายต่างๆ แล้วเหลือเป็นกำไร 2,000,000 บาท เงินส่วนนี้ปันผลให้ผู้ถือหุ้น ก็คือกำไรไปหารหุ้นบริษัททั้งหมด 1,000 หุ้น
จะได้รู้ว่าแต่ละคนต้องได้เงินเท่าไหร นั่นคือ 2,000,000/1,000 = 2,000
ทุกๆ  1 หุ้นที่คุณถือจะได้เงินมา 2,000 บาท
ดังนั้นาย A และ B ถือคนละ 500 หุ้น
จะได้เงินมาคนละ 500 x 2,000 = 1,000,000 บาท
ง่ายมั้ยครับ? วิธีคิดผลตอบแทนจากหุ้น

ต่อมาเค้าสองคนคิดการใหญ่ อยากเพิ่มสาขาไปหลายๆ ที่ หลังจากคิดคำนวณแผนการตลาดมาแล้ว ต้องใช้เงินถึง 20,000,000 บาท เพื่อจะ scale ได้ แต่ลำพังตัวเค้าสองคนไม่มีเงินขนาดนั้น จึงต้องทำสิ่งที่เรียกว่า ระดมทุน  โดยเค้าออกหุ้นของบริษัทมาอีก 200 หุ้น (1,000->1,200) เพื่อรอให้นายทุนหรือใครซักคนมาซื้อหุ้นนี้เป็นมูลค่าเงิน 10 ล้านบาท
ต่อมาบริษัท CPALL เห็นว่าระยะยาวบริษัทน่าจะมีมูลค่าสูง ซื้อไว้ตอนนี้ราคายังถูกอยู่ อนาคตคงได้ผลกำไรตอบแทนมากมาย จึงเข้ามาลงทุน ซึ่งก็เปรียบเทียบได้เป็น VC หรือ Angel investor ในโลก startup นั่นเอง

ปัจจุบันบริษัทมี 1,200 หุ้น มูลค่า 11,000,000 บาท
นาย A และ B มี 500 เป็นสัดส่วน (500/1200) * 100 = 41.6%
บริษัท CPALL มี 200 หุ้น เป็นสัดส่วน (500/1200) * 100 = 16.6%

เข้าสู่ปีที่สองบริษัทเติบโตไปได้ดี ขยายสาขา สิ้นปีจึงมีกำไรถึง 4 ล้านบาท จึงทำการแจกจ่ายให้ผู้ถือหุ้นดังนี้

เอากำไรหารจำนวนหุ้น แต่ละหุ้นจะได้เงินปันผล 4,000,000/1,200 = 3,333 บาท
นาย A และ B ได้เงินคนละ 500 x 3,333 = 1,666,500 บาท
บริษัท CPALL ได้เงิน 200 x 3,333 = 666,600 บาท

มาถึงตรงนี้หลายคนจะคิดว่า CPALL ลงทุนไปตั้งสิบล้าน แต่ได้กลับมาแค่ปีละหกแสน โครตไม่คุ้มค่าเลย กว่าจะคุ้มทุนก็กินเวลาหลายสิบปี แต่ในความจริงแล้วถ้าบริษัทสามารถดำเนินกิจการไปด้วยดี กิจการก็จะเติบโตไปเรื่อยๆ เผลอๆ อาจจะกำไรมากขึ้นถึง 10 เท่าเลยทีเดียว !!!

เข้าสู่ปีที่สิบ จากวันแรกจนวันนี้บริษัทได้ขยายกินการไปอย่างมาก มีสาขาทั่วประเทศไทย และยังสามารถต่อยอดไปต่างประเทศได้ด้วย ทำให้มีกำไรถึง 100 ล้านบาทททท ทำให้เมื่อจ่ายกำไรให้ผู้ถือหุ้นแล้ว

แต่ละหุ้นจะได้เงินปันผล 100,000,000/1,200 = 83,333 บาท
นาย A และ B ได้เงินคนละ 500 x 83,333 = 41,666,500 บาท
บริษัท CPALL ได้เงิน 200 x 83,333 = 16,666,600 บาท

เป็นไงครับ จากบริษัทที่ใช้เงินก่อตั้งแค่ 1 ล้านบาท หลายปีผ่านไป จะมีใครคิดว่าจะเติบโตไปได้ไกล จนมีมูลค่าเป็น 100 ล้าน

แต่ แต่ แต่

ข้างบนเป็นตัวอย่างจาก SME หรือธุรกิจทั่วไปครับ แต่ในโลก startup เกือบทุกบริษัทกำไรติดลบทุกปี ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้กำไร อยู่ได้โดยอาศัยความเชื่อว่าโปรดักที่ทำมันจะสามารถทำให้มูลค่าเพิ่มจากวันแรกเป็นสิบๆ เท่า และมีเพียง 10% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอันที่รอดมาก็ไม่รู้จะโต 10 เท่าแบบที่เค้าชอบขี้โม้กันหรือป่าว ถ้าโตไม่เท่าไหร หุ้นของคุณก็คงจะไม่คุ้ม ถ้าต้องแลกกับหยาดเหงื่อ เวลาและแรงกายที่ต้องเสียไป

ถ้าคุณไม่ได้ศรัทธางานที่ทำ ไม่ได้เชื่อมั่นว่าบริษัทมีอนาคต ก็อย่าไปทำ การให้หุ้นคือการมอบความไว้วางใจให้ เพื่อให้ทุกคนทุ่มเทเพราะมีความเป็นเจ้าของ แต่ถ้ารู้สึกไม่ใช่ก็ปฏิเสธที่จะรับแล้วก็จากไปซะ ก่อนมันจะปิดตัว
สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่าหุ้นของบริษัทมันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น มันคุ้มหรือป่าวที่คุณต้องใช้เวลาหลายปี แลกกับสิ่งที่เลื่อนลอย ปลายทางแล้วมันอาจจะไม่มีอะไรเหลือเลย สิ่งที่คุณเสียไปคือเวลาที่ทุ่มเทและผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่าก็ได้ ถ้าคุณหวังประโยชน์จากหุ้น ผมแนะนำให้ทำบริษัทของตัวเอง หรือทำ startup กับคนที่รู้ใจ แล้วให้ตัวเองเป็น Founder เองดีกว่า คุณจะสามารถควบคุมอะไรด้วยตัวเองหลายๆ อย่าง ดีกว่ามานั่งรอคนอื่นตัดสินใจหรือเลือกเส้นทางให้ชีวิตคุณ

มีใครรอบตัวคุณบ้างที่รวยจากหุ้น ถ้าไม่ใช่ Founder?


SHARE

Comments

DreamTraveller
8 months ago
ขอบคุณสำหรับบทความนะ
Reply