Full-time Passion

การค้นหาความชอบสักอย่าง แล้วพร้อมที่จะลงมือทำด้วยใจรักมันช่างยากเย็น ต่อให้เจอแล้วก็ยังมีอุปสรรคหลายอย่างที่จะทำให้เราหลงลืมความชอบนั้นไป หรือไม่ก็หมดแรงที่จะทำในสิ่งที่รัก

คล้าย ๆ กับผมตอนนี้ ที่ลบสตอรี่ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เพราะไม่สามารถกลับมาบอกเล่าสิ่งที่อยู่ในหัวได้อย่างสมบูรณ์

ผมลืมรายละเอียดบางส่วนไป มันทิ้งช่วงไว้นานจนรู้สึกขี้เกียจจะเล่าต่อ แม้จะเขียนทิ้งไว้เต็มหน้า A4 แล้วก็ตามที
เมื่อตอนเด็ก ๆ ผมยังไม่มีความชอบที่แน่ชัดนัก ในสมัยที่บ้านยังมีอันจะกิน พ่อแม่จับเรียนเท่าที่จะให้เรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาการ หรือวิชาเสริม
เทควันโด ร้องเพลง คณิตคิดเร็ว วาดรูป ฯลฯ เรียกว่าผ่านมาเยอะอยู่เหมือนกัน

เทควันโดนั้นเป็นอะไรที่ผมทำได้ในระดับกลาง ๆ จนถึงแย่ ผมเป็นคนไม่สู้คน เพราะฉะนั้นเรื่องการต่อสู้จึงเป็นเรื่องยาก ต่อให้มีวิชาแล้วก็ตามที

คณิตคิดเร็ว ผมไม่ใช่คนหัวช้า แต่ก็ไม่ได้เปรื่องจนเรียกว่าจีเนียส ผมต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอยู่พอสมควร

สิ่งที่ถนัดที่สุดคงจะเป็นสายศิลปะ เรื่องการลอกเลียนถือว่าทำได้ดี ในคลาสแรกครูให้ผมวาดตัวการ์ตูนที่ชอบ ตอนนั้นรู้สึกจะเลือก Pikachu 

ผมวาดมันได้เหมือนต้นฉบับอยู่นะ ถึงเส้นจะยังไม่นิ่ง แต่ตอนนั้นก็มีคนชมไม่ขาดปากทีเดียวล่ะ

พ่อแม่ก็อยากให้ลูกเก่งรอบด้าน ความคาดหวังเริ่มพอกพูนขึ้นบนบ่าของเด็กตัวน้อย ๆ การค้นพบว่าลูกตัวเองเป็นอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่งถือเป็นสิ่งที่พ่อแม่แทบทุกคนปรารถนา เด็กเองก็รักในการที่จะถูกผู้ใหญ่ชมว่าเป็นคนเก่ง มีพรสวรรค์ ในวัยอยากได้อยากมี และมีเรี่ยวแรงเพื่อเอาชนะเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน

Passion ของเด็กนั้นไม่ซับซ้อนไปกว่าคำชมจากปากผู้ใหญ่ มันทำให้เด็กมีแรงผลักดัน ยกเว้นคนที่เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นโดยเฉพาะ คำชมจะเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย ที่ผู้ใหญ่ทำได้คือผลักดัน ไม่ก็ทำลายเขาเท่านั้น

เศรษฐกิจที่ย่ำแย่หลังวิกฤตปี 40 ความซบเซาเกิดขึ้นกับบ้านผมอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยเดินห้างแทบจะทุกวัน ก็เหลืออาทิตย์ละครั้ง หรือนานกว่านั้น กิจกรรมที่พ่อแม่เคยสนับสนุนแบบจริง ๆ จัง ๆ จึงเหลือแค่วิชาการ แต่โชคยังดีที่แถวบ้านผมมีโบสถ์มาสร้างใหม่ แล้วเปิดรับสมัครนักเรียนเปียโน โดยคิดค่าสอนแค่ชั่วโมงละ 100 บาทเท่านั้น

เปียโนเป็นหนึ่งใน Passion ใหม่ที่ต้องเรียนรู้

ครูคนแรกของผมเป็นมิชชั่นนารีชาวเกาหลี ชื่อครูจอห์น มาจากกรุงโซล มาสอนได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ต้องเดินทางกลับ แต่ผมรู้สึกถูกชะตากับครูอีกคนมากกว่า คนนี้ชื่อครูแช เป็นคนที่สวยมาก

เริ่มจากรู้จักกับการอ่านตัวโน้ตแบบ Solfege การไล่สเกลในบันไดเสียง C Major เริ่มจับ Hanon เล่น Etude บ้างอะไรบ้าง ตามที่ครูให้ แล้วเริ่มเรียนเพลงป๊อบอย่าง Ballade Pour Adeline, A lover's concerto ที่นำท่อนแรกใน Minuet in G Major ของ J.S.Bach มาใส่เนื้อร้อง หัดเล่น Ragtime ที่แปลงมาเป็นโน้ตง่าย ๆ อย่าง The Entertainer แล้วเพลงสุดท้ายที่ผมได้เรียนกับครูแชก็คือ Fur Elise เพลงชาติของมือใหม่หัดเล่นเปียโน ผลงานที่ดังข้ามยุคข้ามสมัยของ Beethoven

Recital ครั้งแรกของผมเป็นการแสดงชุดเล็ก ๆ ของเหล่านักเรียนในวันคริสมาสต์ มีทั้งโชว์เทควันโด ละครเกี่ยวกับพระเยซู และโชว์จากนักเรียนดนตรี

วันนั้นน่าจะเป็นวันที่เฉิดฉายที่สุดในชีวิต 1 วัน ผมเลือกเพลง The Entertainer เพราะน่าจะเป็นเพลงที่เล่นได้เข้ามือที่สุดในเวลานั้น ครูยื่นโน้ตเพลงมาให้ ซึ่งผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้มัน
แต่ไหนแต่ไรผมก็ไม่เคยฝึก Sightread อยู่แล้ว เอามาเปิดดูผมก็อ่านโน้ตไม่ทันอยู่ดี

การด้นสดเริ่มขึ้น The Entertainer ที่ถูกตัดมาเหลือแค่ท่อนเดียวถูกผมบรรเลงอย่างคล่องแคล่ว ไม่ต้องพูดถึง Articulation ตอนนั้นผมอ่านออกเสียงคำนี้ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

1 นาทีผ่านไปการบรรเลงก็จบลง พร้อมเสียงปรมมือและโห่ร้องที่ดังกระหึ่ม รู้สึกได้เลยว่าความเป็นสตาร์มันเริ่มก่อเกิดขึ้นในใจ

ผมมาได้ไกลกว่าที่ตัวเองคาดคิดไว้มาก ตอนนั้นรู้สึกได้เลยว่าพบกับ 1 ในสิ่งที่ตัวเองน่าจะทำได้ดีที่สุดในชีวิต


แต่กระนั้น ความฝันของผมก็ยังไม่ใช่การเป็นนักเปียโน เพราะผมชอบวิชาวิทยาศาสตร์มากกว่า

หนทางการเล่นเปียโนเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก อีกไม่กี่เดือนถัดมา ครูแชก็กลับเกาหลีตามไปอีกคน ตอนนั้นที่บ้านจับไปเรียนต่อที่สยามกลการ แต่ก็เรียนต่อได้ไม่นานนัก ผมขี้เกียจซ้อม การไปเรียนก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้ามาก เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบการอ่านโน้ตอย่างยิ่ง มันดูฝืน ๆ ที่จะเล่นแบบไม่มองมือ เรียนได้ไม่นานก็เลิก กลับมาฝึกเอง ตามยถากรรม
ส่วนหนึ่งคิดว่าที่บ้านเริ่มส่งไม่ไหวแล้ว บ้านผมไม่ได้ทำรับเหมาก่อสร้างเหมือนแต่ก่อน แต่เปลี่ยนมาเป็นขายอาหารตามสั่ง การเงินไม่ได้ดีเหมือนเดิม

แต่เหมือนฟ้าก็ยังไม่ทอดทิ้งผมเสียทีเดียว การซ้อมเปียโนในห้องของผมยังมีคนได้ยินไม่ขาดหูจากคนที่มาสั่งข้าว เด็กมัธยมที่ผ่านมาถึงกับเข้ามาถามแม่แล้วเริ่มทาบทามให้ไปฟอร์มวงดนตรีกับเขา แต่เรื่องที่ดีที่สุดก็คงจะเป็นเจ้าของโรงเรียนดนตรีได้ยินผมเล่น แล้วเสนอว่าจะหั่นราคาค่าเรียนให้ครึ่งหนึ่งถ้าไปเรียนที่โรงเรียนของเขา

จากชั่วโมงละ 800 เหลือ 400 ที่บ้านผมเริ่มมีแรงสู้ขึ้นมาบ้าง

ทว่าความไม่เอาอ่าวของผมก็เริ่มทำพิษอีกครั้ง ผมขี้เกียจซ้อม ซ้อมบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเอาจริงเอาจัง ครูที่โรงเรียนเริ่มแก้ Posture ไปจนถึงพื้นฐานที่ไม่แน่นของผมให้อยู่กับร่องกับรอย แน่นอนว่าความอวดดีมันทำให้ไม่อยากมานั่งฝึกพื้นฐาน รู้สึกว่ามันเสียเวลา และความไม่ชอบอ่านโน้ตอยู่เป็นทุนเดิมเริ่มทำให้รู้สึกอึดอัดกับการเล่นเปียโน

ที่บ้านเหมือนจะมองเห็นว่าเรียนไปก็คงไม่เก่งกาจไปมากกว่านี้ก็เลยให้เลิกเรียนอีกครั้ง เพราะมันเปลืองเงินด้วยส่วนหนึ่ง แล้วเอาเงินไปลงกับวิชาการน่าจะดีกว่า

ที่บ้านอยากให้ผมเป็นหมอมาแต่ไหนแต่ไร ดนตรีก็แค่งานอดิเรก

ในช่วงมัธยม ผมกลายเป็นคนธรรมดาโดยสมบูรณ์ การเรียนในระดับกลาง (จริง ๆ แล้วผมก็ยังยืนยันว่าตัวเองหัวดี แต่ขี้เกียจมาก ก่อนสอบผมไม่อ่านหนังสือเลยด้วยซ้ำ) และพรสวรรค์ที่ถูกฝังกลบไปกับการติดเกม ติดการ์ตูน เอาเป็นว่าผมสามารถอ่านการ์ตูน หรือเล่นเกมทั้งวันโดยที่ไม่ทำอย่างอื่นเลยได้แบบไม่รู้สึกเบื่อติดต่อกันเป็นปี ๆ 

Passion ของผมเปลี่ยนเป็นเพื่อความสุขของตัวเองล้วน ๆ และมีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับการเรียนทักษะเพิ่มเติม ลำพังค่าขนมในแต่ละวันก็เพียงพอสำหรับการสรรหา

ผมไม่ใช่นักสะสมการ์ตูน แต่ทุกครั้ง ถ้าเรื่องที่ชอบออกเล่มใหม่ ผมจะซื้อเก็บไว้เสมอ ไป ๆ มา ๆ มันก็เริ่มเก็บใส่ลังใหญ่ ๆ ใบเดียวไม่พอ

ในโลกที่เราไม่สามารถเป็นตัวเด่นได้ การเข้าหาโลกสองมิติก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เลวร้ายนัก ผมเริ่มจมอยู่ในโลกของจินตนาการของตัวเอง โลกออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิต

เกมออนไลน์ เว็บบอร์ด เริ่มกลืนกินตัวผมเข้าไปเรื่อย ๆ ตัวตนในโลกจริงผมอาจจะเป็นไอ้ห่วย อยู่เพื่ออ่านการ์ตูน โดนเพื่อนแกล้งเพื่อนแหย่ไปวัน ๆ แต่ในโลกออนไลน์ผมจะเป็นอะไรก็ได้ นักดนตรี นักบอล นักกอล์ฟ แล้วแดนสนธยาที่เชื่อมโลกสองใบก็คือ MSN

ผมรักแดนสนธยาแห่งนี้มาก ตัวจริงผมเป็นคนเงียบ ๆ ไม่กล้าคุย ไม่กล้าแสดงออก แต่ในนี้ เรียกได้ว่าผีเจาะปากมาพูดเลยดีกว่า

เกือบทุกคนที่ผมคอนแทคในเกม หรือในเว็บบอร์ด ผมจะดึงเข้าสู่ดินแดนสนธยาแห่งนี้ มันคุยกันสะดวกกว่า และผมก็ชอบความเป็นส่วนตัว

ตอนมัธยมปลายผมเริ่มหัดเขียน จุดเริ่มต้นมาจากการไปบ้านญาติ แล้วไม่มีอะไรทำเวลาที่เขาใช้คอม แล้วพอดีที่ลูกพี่ลูกน้องเริ่มสนใจนวนิยายไซไฟแฟนตาซี

โลกของนวนิยายมันช่างลึกล้ำกว่าที่ผมคาดไว้ ผมหลงรักในการมโนภาพของตัวละครแต่ละตัวจากการบรรยายของผู้แต่ง

นางเอกในจินตนาการเป็นคนที่สวยมาก ถ้าออกมาในชีวิตจริงคงเป็นที่จับจ้องจากทุกสายตาเป็นแน่แท้

ผมเริ่มอยากมีนางเอกเป็นของตัวเอง จึงเริ่มอ่านแล้วฝึกเขียนบรรยาย วาดฝันไปไกลว่าจะต้องแต่งนิยายให้ได้สักเรื่อง แต่ในความจริงผมประสบความสำเร็จแค่การแต่งเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งจบเท่านั้น

โลกของนักเขียนเป็นอีกโลกหนึ่งที่ผมย่างกรายเข้าไปแบบเต็มตัว สามปีในช่วงมัธยมปลายนี่เรียกได้ว่าหมกมุ่นอยู่กับนวนิยายอยู่พอสมควร ขนาดที่ว่าสามารถแยกผมออกจากการเล่นเกมได้นี่ถือว่าไม่ธรรมดา

นิยายทำให้ผมได้เพื่อนใหม่อีกกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นผู้หญิงล้วน ถึงจะไม่สนิทมาก แต่ก็ได้พูดคุยกันบ่อย ๆ มากสุดคือการออกไปทำเวิร์คช็อปด้วยกัน เพื่อนผมสองคนไปทำเกี่ยวกับนิยาย ส่วนผมน่ะเหรอ ดนตรีครับ เพราะวันนั้น แสตมป์ อภิวัชร์ เป็นคนมาเวิร์คช้อปเรื่องการแต่งเพลงให้ เรื่องนิยายเดี๋ยวผมมาถามเพื่อนเอาทีหลังก็ได้

การแต่งเพลงมันเริ่มจากการสร้างเรื่องขึ้นมาสักเรื่อง เชื่อมโยงกับความรู้สึกที่เราต้องการจะสื่อ หลักการคล้าย ๆ กับนิยายนั่นแหละ ต้องมีแบ็คกราวน์ ตัวละคร แล้วก็พล็อตเรื่องที่น่าสนใจ ให้พูดง่าย ๆ คือต้องมีสตอรี่บอร์ดนั่นเอง

จากนั้น นำทุกอย่างที่อยู่ในสตอรี่บอร์ดมาแบ่งเป็นช่วง ๆ ตามเพลง ซึ่งประกอบด้วยท่อน Verse, Pre-chorus , Chorus แล้วก็ท่อน Bridge ที่เหมือนจะเป็นจุดเชื่อมโยงทั้งหมด

เห้ย ! มันน่าสนใจมากนะสำหรับผมในตอนนั้น เหมือนเปิดอีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้ เป็นความรู้ใหม่ที่เอาไปคุยกับคนอื่นแบบไม่อายปาก หมดวันนั้นผมเห่อการแต่งเพลงไปพักใหญ่ ๆ ถึงขนาดแต่งเพลงประกวด แต่ก็ไม่ได้รับรางวัลอะไร เพราะเนื้อหาไม่สอดคล้องกับหัวข้อที่เขาให้ เนื้อหาเขาเกี่ยวกับรณรงค์เรื่องเพศศึกษา ผมแต่งเพลงให้แม่
คนละทางกันเลย

ขำตัวเองเหมือนกัน ไม่รู้ว่าแต่งมาได้ยังไง เนื้อหาที่ว่า contrast กับหัวข้อสุด ๆ แล้ว แต่ที่งงกว่านั้นคือดนตรี ผมไม่รู้จักกับ Relative key ,Chromatic Scale ด้วยซ้ำ หรือแม้แต่โน้ตนอกคอร์ดอย่าง Suspension ก็ยังไม่รู้จัก แต่ทั้งหมดที่ว่านั่นอยู่ในเพลงของเด็ก ม.6 ผู้ไม่เคยเรียนทฤษฎีดนตรีแบบจริงจัง


ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ผมได้จับเปียโนแบบจริงจังอีกครั้ง แต่เป็นการจริงจังแบบที่ต้องพึ่งพาตัวเองซะเป็นส่วนใหญ่ ตอนนั้นผมเข้าชมรมขับร้องฯ ถึงแม้ที่วงจะมีนักเปียโนอยู่แล้วผมก็ยังจะต้องไปเล่นให้เขาอยู่ดี เพราะอีกคนไม่ยอมเล่น และไม่ค่อยจะเข้าชมรมสักเท่าไร งานหนักจึงตกอยู่ที่ผม เพลงคอนเสิร์ตทุกเพลงถาโถมเข้ามา พร้อมกับโน้ตเพลง 1 แฟ้ม
เหมือนเป็นไฟล์ทบังคับ ผมต้องมาฝึกอ่านโน้ตนับตั้งแต่ตอนนั้น ยังโชคดีที่คอนดักท์เตอร์ไม่เขี้ยวให้ผมเล่นแบบคลาสสิค ขอแค่แอคคอมแม่น ๆ ให้คนฟังร้องตามได้ ส่วนเรื่องการซ้อมน่ะเหรอหมดปัญหาเรื่องการไม่มีเครื่องซ้อม จริง ๆ ที่บ้านผมมีคีย์บอร์ดของยามาฮ่าเก่า ๆ อยู่ตัวหนึ่ง เป็นของที่อายกให้มา เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว(ถ้านับรวมจนถึงตอนนี้อายุของมันก็คงเกิน 20 ปีอย่างไม่ต้องสงสัย) แต่ 61 คีย์ไม่เพียงพอสำหรับการฝึกเพลงคลาสสิค

เรียน - เข้าชมรม - กลับบ้าน ผมกล้าพูดได้เลยว่า 4 ปีที่ผ่านมา เวลาที่อยู่บ้านน้อยกว่าอยู่ที่มหาวิทยาลัย แม้จะไม่เคยค้างแรมเลยก็ตาม ตอนปิดเทอมเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ทุกคนต้องเข้ามาซ้อมทุกวัน คนไหนไม่มีเรียนซัมเมอร์คือซ้อมตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสาม

คอนดักท์เตอร์เป็นคนแนะนำให้ผมรู้จักหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับดนตรี แต่ก็ยังไม่ได้ลงเรื่องทฤษฎีมากเท่าไรนัก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการ Voicing แน่นอนล่ะ เพราะว่าเป็นวงขับร้อง

Passion ของผมกลับมาที่เปียโนอีกครั้ง แม้ว่าผมจะเข้าชมรมทำวารสารประจำมหาวิทยาลัย แต่มันก็เป็นการเขียนคอลัมน์ ไม่ใช่นวนิยาย แถมเวลาในการทำทั้งสองชมรมก็ดูดเวลาชีวิตของผมไปจนหมดสิ้น อีกอย่าง เปียโนทำให้ผมได้รู้จักกับความรักจริง ๆ เป็นครั้งแรก

มีคนเข้าหาผมเยอะมากตั้งแต่เป็นนักเปียโนประจำชมรม บางคนเข้ามาทักผม ถ้าไม่รู้จักกันนี่ผมจะหน้าตาเอ๋อใส่เลย นึกภาพตอนที่เจอน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาทักหน้าโรงอาหารแล้วสวัสดี ผมรับไหว้นะ แต่ตอนนั้นคือหันไปถามกับเพื่อนว่า "ใครอะ" น้องเขาหน้าเสียเลย ณ ตอนนั้น แอบรู้สึกผิดนิดหน่อยที่ไม่เออออไปว่ารู้จักกันมาก่อน

ตอนเรียนจบ ผมก็ยังเข้าชมรมอยู่บ้าง สังคมของผมส่วนใหญ่ก็มีแต่กับคนในชมรมนั่นแหละ กับเพื่อนที่ภาคก็มี แต่พูดถึงความแน่นแฟ้นคงสู้คนในชมรมไม่ได้ เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันมากทีเดียว
ผมยังคงเล่นเปียโนอยู่ อาจจะไม่ได้บ่อยเท่าเดิม แต่ถ้ามีงาน น้อง ๆ ก็จะชวนผมไปเล่นด้วยเสมอ กับน้อง ๆ คนอื่นผมอาจจะไม่มีปัญหา แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เดินทางไปจนถึงจุดแตกหักจนกู่ไม่กลับ เธอเป็นคนที่ผมคุยแบบเชิงชู้สาว อยู่ดี ๆ เธอก็หายไปจากชีวิตของผม ไม่อ่าน ไม่ตอบข้อความ แต่อัพเดททวิตเตอร์ทุกวัน จนผมทนไม่ไหวต้องถามไปตรง ๆ แล้วก็ได้คำตอบแบบที่ทำให้จุกอกกลับมา

เธอไม่ได้ชอบผมแล้ว ต่อให้ชอบ ก็ไม่รู้จะให้อยู่ในฐานะอะไรในชีวิตของเธอ เราชอบกัน แต่ไม่เคยแสดงออกกันอย่างเปิดเผย เธอไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้สักเท่าไรนัก

กว่าครึ่งปีที่ผมใช้เวลาทำใจ ทำไม่สำเร็จจนต้องดึงตัวเองไปทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เลิกคิดถึงเธอ แล้วในช่วงต้นปี 59 ผมก็ตัดสินใจที่จะเริ่มเล่นไวโอลินแบบจริงจัง

มันช่วยได้เยอะทีเดียว ตั้งแต่วันนั้นมาก็เรียกได้ว่าผม In relationship with violin แล้วก็ไม่ผิดนัก ผมซ้อมทุกวันแบบที่กะเอาให้เก่งแบบโชว์แล้วไม่อายใคร แต่ดูเหมือนผมจะถลำลึกไปมากกว่านั้น

เมื่มผมทำงาน ผมก็มีตังค์ พอมีตังค์ก็เริ่มซื้อหาในสิ่งที่อยากได้ ตอนแรกที่ผมกะแค่ยืมไวโอลินเพื่อนมาเล่นเฉย ๆ แล้วซื้อตัวถูก ๆ มาไว้สักตัว ตอนนี้กลายเป็นผมซื้อตัวของเพื่อนมาเลยหลังจากยืมมาสองปี สายไวโอลินที่ตอนแรกกะใช้สายราคาถูก พอครูชี้นำของดีผมก็เริ่มเห็นดีเห็นงาม เริ่มจาก Pirastro Tonica ชุดละ 1,500 บาท จนถึงตอนนี้แพงสุดที่ผมเคยใช้คือเกือบ 4,000 บาทต่อชุด และคงจะไม่สรรหาสายแพงไปกว่านี้อีกแล้ว หย่องที่ใช้ก็เปลี่ยนเป็นของอย่างดี ไม้เก่าเกิน 20 ปีจากฝรั่งเศส แถมซื้อมาแล้วมานั่งเหลาเองอีกด้วย กล่องไวโอลินเก่าพังก็หาซื้อกล่องเกรดพรีเมี่ยมมาใช้ ผมไม่เคยทุ่มทุนกับ Passion ไหน ๆ ขนาดนี้มาก่อน

ลองนึกภาพไวโอลินเป็นผู้หญิงสักคน ก็คงจะเป็นคนที่ผมหลงใหลชนิดที่เรียกว่าโงหัวไม่ขึ้น

ผมเขียนบทความในวันที่ผมถูกริดรอน Passion ไปมากกว่าครึ่ง เป้าหมายในการใช้ชีวิตของผมเหมือนถูกดูดไปจนแห้งเหือด แต่มันก็ยังไม่หมดซะทีเดียว เพราะผมยังไม่อยากยอมแพ้ และไม่อยากให้ความรำคาญคนสักคนหนึ่งแบบเท่าที่ชีวิตนี้จะรู้สึกรำคาญได้มากำหนดชีวิตผมว่าจะต้องล้มเหลวในเส้นทางนี้
ผมยอมรับว่าตอนนี้เริ่มเหนื่อยจนไม่อยากจะเดินต่อ แต่ผมว่าผมเจอกับ Passion ที่เป็นคู่แท้แล้ว คงจะเลิกไปไม่ได้ง่าย ๆ หรอก

มาถึงขนาดนี้แล้วคงถอดใจไม่ได้
SHARE
Writer
prestkt
Dreamcatcher
ผู้แสวงหาวิถีชีวิต

Comments

Teddybear1998
2 months ago
ยินดีด้วยนะคะที่คุณรู้ว่าจิตใจของคุณต้องการจะทำอะไรต่อ ต่างกับฉันที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ลองเริ่มค้นหาสิ่งที่ตนต้องการมามาก แต่ก็ยังไม่พบ เคยลองมาหลายอย่างแต่ก็ไปไหนได้ไม่ไกลเพราะหมด Passion เสียก่อน พอจะทวนคืนกลับไปหาสิ่งที่รักมากที่สุดก็กลับไปไม่ได้แล้ว เพราะยังมีพันธะบางอย่างผูกติดไว้…
Reply
prestkt
2 months ago
ผมว่ามันก็ไม่เกินใจหรอก ถ้าเราปรารถนาที่จะทำจริง ๆ มันต้องมีสักทางให้เราได้ทำแหละ ถึงจะบอกว่าผมเจอ Passion แล้ว แต่เอาจริง ๆ ผมไม่ได้จับเครื่องเลย หลายวันแล้ว รู้สึกหมดแรงมากครับ ฮ่าา ๆ
just_girl
2 months ago
ชอบการเขียนมากเลย บางช่วงก็เป็นการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราเคยรู้สึกแต่นึกเป็นคำพูดที่เข้าใจง่ายไม่ออกแต่พอได้อ่านแล้ว ก็รู้อ้อ ใช่ในบางประโยค ขอบคุณสำหรับการเขียนแบ่งบันบทความดีๆให้ได้อ่านนะคะ
Reply
prestkt
2 months ago
ขอบคุณสำหรับคำชมครับ :)
glimmer
2 months ago
อ่านแล้วเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมจริงๆค่ะ ใช้ชีวิตให้คุ้มสำหรับคนที่ไม่มีพรสวรรค์อย่างเราคงต้องค้นหาความเป็นตัวเองด้วยการลองผิดลองถูกจนกว่าจะเจอ ;-;
Reply
prestkt
2 months ago
พรสวรรค์มันมีอยู่ทุกคนแหละครับ แค่จะเจอช้าหรือเร็ว กีฬาบางอย่างในสมัยก่อนไม่มี แต่สมัยนี้มีเราก็พบผู้ที่มีพรสวรรค์มากขึ้น บางทีเราก็ต้องเป็นคนบุกเบิกพรสวรรค์นั้น สู้ ๆ ครับ
Nu_Bell
2 months ago
เขียนและเรียบเรียงได้ดีมากเลยนะคะ ^_^
Reply