[Kaeun/Yuki] Hauntology
 
      “อาจารย์ยังไม่กลับอีกเหรอคะ”

      คาชิวากิที่กำลังนั่งเตรียมสอนหลังขดหลังแข็งอยู่ในห้องพักอาจารย์ชั้นสิบเอ็ดโงหัวขึ้นมาจากกองหนังสือ หันมาตามเสียงเรียก ทีเอสาวน้อยอุ้มหนังสือและเอกสารไว้เต็มอ้อมอก ทุลักทุเลวางมันลงบนโต๊ะด้านหลัง ค่อยๆ จัดเรียงเข้าชั้นหนังสือของอาจารย์อย่างระมัดระวัง คนสูงอายุกว่าหมุนเก้าอี้ออกจากจอคอมพิวเตอร์ ถอดแว่นสายตา ใช้นิ้วแหวกมูลี่ดูแสงเดือนแสงตะวันจากด้านนอก… มืดสนิท อีกครั้งแล้วที่เธอทำงานจนลืมวันลืมคืน คราวก่อน แม่บ้านก็เกือบจะขังเธอไว้ในตึกเพราะเข้าใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว คาชิวากิ ยูกิเคยเป็นนักเรียนที่ออกจากห้องเป็นคนสุดท้ายยังไง ตอนเป็นอาจารย์ก็ยังเป็นอย่างนั้น เธอทุ่มเทให้กับงานมากกว่าสิ่งอื่นใดบนโลกใบนี้

      “คุณกลับไปก่อนได้เลยนะคะ” 
      “อาจารย์ทำงานจนตึกปิด เดี๋ยวก็เจอดีเข้าหรอกค่ะ” 
      “ค่ะ” เธอกลับไปเพ่งหน้าจอเหมือนเดิม พูดในลำคอเหมือนไม่ใส่ใจ — ก็ไม่ใส่ใจจริงๆ นั่นแหละ — สำหรับคนที่ทำงานใกล้ชิดรองศาสตราจารย์คาชิวากิมาตลอดย่อมเข้าใจตรงกันว่า ‘ค่ะ’ สำหรับอาจารย์ภาควิชาวรรณคดีอังกฤษผู้นี้ไม่ใช่คำตอบรับ ทว่าเป็นคำตัดบท เธอไม่ต้องการให้ใครก็ตามยื่นจมูกเข้ามาแส่เรื่องของเธออีก

      สิ้นเสียงปิดประตู คาชิวากิก็ถอนหายใจเฮือกโต ปล่อยมือจากเม้าส์ เอนตัวพิงไหล่และหลังที่เริ่มจะปวดเมื่อยลงกับพนักเก้าอี้นวม พักสายตาทั้งที่เรื่องแผนการสอนและข้อสอบยังเต็มหัว และในขณะที่เธอกำลังจะผ่อนคลายเต็มที่พร้อมทำงานต่อ มือคู่หนึ่งก็กดแนบที่เบ้าตาเธอ สัมผัสนั้นเย็นเฉียบและฉาบฉวย อาจารย์สาวสะดุ้งเฮือก ทะลึ่งพรวดขึ้นจากเก้าอี้ จับขอบตาตัวเอง ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ฝัน หรือกล้ามเนื้อส่วนเบ้าตาไม่ได้ผิดปกติจนประสาทสัมผัสเพี้ยนไปเอง ทันทีที่เธอกำลังจะวางใจ หย่อนตัวลงบนเก้าอี้ เสียงหัวเราะของผู้หญิงก็ดังแว่วที่ข้างหู ก่อนจะค่อยๆ ไกลออกไป เหมือนเสียงสะท้อนยามมนุษย์ตะโกนคุยกับหุบเขา

      ร้อยวันพันปีไม่เคยเจอผี จะมาเจออะไรวันนี้

      หล่อนคงจะเป็นผีที่พวกอาจารย์และทีเอในภาคพูดถึงบ่อยๆ ระยะหลังมานี้ — มาหัวเราะใส่บ้าง เลื่อนสลับข้าวของเองตามใจชอบบ้าง แกล้งล็อคประตูบ้าง บางทีก็มายืนข้างหลัง หรือนั่งแกว่งเท้าสบายใจเฉิบอยู่ตามหลังตู้ให้เห็นกันจะจะ ส่วนจะปรากฏตัวให้เห็นในสภาพไหนนั้นขึ้นอยู่กับบุญกับกรรมของผู้พบเห็น นักวิชาการโพสต์โมเดิร์นอย่างเธอไม่เชื่อเรื่องผี แต่ไม่ปฏิเสธเรื่องเล่า และไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง

      หญิงสาววัยกลางคนถอนหายใจเป็นครั้งที่ล้านของวัน — ในห้องเลคเชอร์รวมของนิสิตก็น่าจะเก้าแสนครั้งเข้าไปแล้ว — พลางนึกในใจว่าถ้าผีมีจริง ก็ขอให้ช่วยมาทุบไหล่ให้เส้นที่ยึดๆ อยู่คลายสักหน่อยจะเป็นพระคุณ 

      แล้วมือคู่เดิม (ไม่รู้ว่าคู่เดิมไหม แต่ขอให้เป็นคู่เดิมเถอะ ไม่งั้นคงอยู่ไม่ได้แล้ว) ก็ลงน้ำหนักตรงบ่า ไล่จากเบาไปหนักอย่างชำนาญ เธอหลับตาพริ้ม ครางในลำคอ เพลิดเพลินไปกับน้ำหนักมือปริศนา เลี้ยงผีไว้ในห้องสักตัวก็ดีเหมือนกัน ดีกว่าเลี้ยงผู้ช่วยสอนอีก ไม่ต้องเปลืองเงินจ่ายค่านู่นค่านี่ แล้วก็ไม่ต้องรำคาญหูเวลามันบ่นว่างานเยอะอย่างนั้นอย่างนี้ 

      เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้น ยูกิก็ได้เห็นเจ้าของมือประจันหน้ากับตนชัดเจน หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับยัยทีเอจอมจุ้นกำลังมองมาที่เธออย่างอยากรู้อยากเห็น ผมประบ่าสีน้ำตาลเข้มปรกใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก แทนที่เธอจะอกสั่นขวัญแขวน หรือโกยแน่บลงไปอยู่กับน้ายามและแม่บ้านของตึกที่ชั้นล่าง เธอกลับรู้สึกเอ็นดูเจ้าผีตนนี้อย่างบอกไม่ถูก

      หล่อนยิ้มกว้างจนตาปิด 
      คงเป็นวินาทีนั้นเองที่อาจารย์หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง 

      แต่แล้ววิญญาณสาวก็จางหายไปต่อหน้าต่อตา สาบานได้เลยว่าจางหายไปจริงๆ ไม่ได้วูบดับไปอย่างกับมีใครเอารีโมตมาปิด — ลับละลายไป ราวกับเป็นเพียงแค่ควันของวิญญาณ จนถึงตอนนี้ วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถอธิบายการมีตัวตนในทุกรูปแบบของสสารของวิญญาณได้เลย เรื่องราวเกี่ยวกับโลกวิญญาณที่เราต่างเคยได้ยินได้ฟัง ก็เล่าจากสายตาและความคิดของมนุษย์ทั้งนั้น 

      อันที่จริงแล้ว วิญญาณอาจจะไม่ต่างจากมนุษย์เลยก็ได้

      ผีตนนั้นโผล่มานวดหลังให้เธอทุกคืนที่เธอทำงานดึก บางครั้งก็มาเงียบๆ บางครั้งก็มาด้วยเสียงของหล่น บางครั้งก็ขยับของบนโต๊ะทำงานเธอเหมือนหาที่นั่ง บางครั้งก็แวบวับมาเป็นร่าง ทว่าไม่มีครั้งไหนที่เธอได้เห็นคุณผีชัดอย่างคราวแรกสุดอีกแล้ว

นักวิชาการโพสต์โมเดิร์นอย่างเธอไม่เชื่อเรื่องผี
แต่ไม่ปฏิเสธเรื่องเล่า และไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง 

      “ยูกิ ไม่สบายเหรอ”

      วาตานาเบะ มายุงัวเงียลุกขึ้นมาจากเตียง เมื่อคนรักของเธอผุดพรวดขึ้นมานั่งหัวโด่อยู่กลางดึก ดวงหน้าที่ถูกแสงจากโคมไฟโลมเลียดูหวาดวิตกและอึดอัด ท่านรองศาสตราจารย์มีปัญหาเรื่องการนอนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และต้องใช้ยานอนหลับอยู่เนืองๆ ถึงเธอจะไม่เคยบอกว่าเพราะอะไร แต่ก็เคยได้ยินอยู่บ้าง ที่ว่าลูกศิษย์หัวแก้วหัวแหวนของเธอดันมาป่วยหนักเสียก่อนจะทำวิทยานิพนธ์เสร็จ อาจารย์ก็เทียวไปเทียวมาโรงพยาบาลทุกวัน จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ว่ากันว่าเด็กคนนั้นจากไปอย่างสงบ ตอนที่อาจารย์ผล็อยหลับอยู่ข้างเตียง ไม่เคยได้เอ่ยแม้เพียงคำร่ำลา

      เป็นเหตุให้หลับตาลงคราใด อาจารย์สาวก็เหมือนถูกสาปให้เห็นแต่ฝันร้าย 

      “ยูกิ?”
      คาชิวากิไม่ตอบ เอาแต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มีผ้าม่านสีเบจคลุมอยู่ มายุไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่สบายตรงไหนกันแน่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยูกิล็อคประตูขังตัวเอง และเงียบไปเหมือนมีอะไรในใจ และไม่ว่าจะครั้งไหน ยูกิก็ไม่เคยปริปากบอกความรู้สึกนึกคิดของตัวเองกับเธอ เธอไม่เคยได้ก้าวเข้าไปในชีวิตของผู้หญิงคนนี้จริงๆ เลยสักครั้ง

      ถึงกระนั้น รักก็ยังดึงรั้งให้เธออยู่ตรงนี้ เชฟสาวค้นยานอนหลับจากลิ้นชักหัวเตียง ลุกไปเทน้ำใส่แก้วทั้งที่ยังเมาขี้ตา แล้วก็มานั่งคุกเข่าจ๋องหงองอยู่ตรงหน้าคนรัก

      “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็คงจะง่วงแล้ว” เธอกล่าวปัด ยังจับจ้องไปที่ช่องระหว่างผ้าม่านไม่ละสายตา “ถ้ากินยาตอนนี้ พรุ่งนี้คงตื่นไม่ทันสอนคาบเช้าแน่เลย” 
      “แต่ถ้าไม่นอนตอนนี้ก็จะเหนื่อยเอานะ”
      ยูกิยิ้มอ่อน พยายามรักษาน้ำใจคนฟัง “ถ้าหลับตาลงแล้วทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ฉันคงไม่ให้อภัยตัวเองอีกแน่ คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอคะ”

      มายุนิ่งเงียบ เม้มริมฝีปากแทนคำตอบเป็นร้อยเป็นพันในหัว 
      เพราะเธอไม่รู้ 
      ไม่รู้ว่านั่นหมายถึงเธอ หรือหมายถึงคนที่ไม่อยู่ตรงนี้แล้วกันแน่
      ไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร ถึงไม่ได้แทนที่คนคนนั้นเสียที 
      เธอไม่รู้อะไรเลย

      วันหนึ่ง คาชิวากิตั้งใจจะกลับบ้านเร็ว เพราะวันนี้เป็นวันศุกร์สิ้นเดือน คงไม่มีอะไรดีไปกว่าปล่อยผีด้วยไวน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากบอร์กโดซ์ คู่กับสเต็กรสเลิศฝีมือวาตานาเบะ มายุ เชฟมิชิลินคนสนิทจากโรงแรมหรู พอขนเอกสารและหนังสือที่จะเอากลับไปทำที่บ้านในวันสุดสัปดาห์เสร็จหมดแล้ว ความขี้หลงขี้ลืมก็ทำพิษ เธอต้องกระวีกระวาดกลับขึ้นมาที่ห้องเพื่อหยิบกุญแจรถที่ลืมไว้ 

      ถึงจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ที่เอาจริงเอาจังกับงานมากกว่าเพื่อนอาจารย์คนอื่นในรุ่นราวคราวเดียวกัน และยังครองตัวเป็นโสดบนคานลงรักปิดทองลายรดน้ำ ทั้งๆ ที่อายุกลางเลขสี่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะกามตายด้าน หรือไม่สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เสียเมื่อไร เวลาอยู่คนเดียว เธอก็มีไฟที่ต้องรีบดับก่อนจะลุกลามอยู่เหมือนกัน เธอไม่พยายาม และไม่เคยพยายามวิ่งหนี เพราะเธอรู้ว่าเปลวไฟนั้นเผาเธอได้ทั้งเป็น

      ป่านนี้คุณเชฟคงรอให้เธอไปชิมอาหารอยู่ที่คอนโดฯ แล้ว

      “อย่ามาแกล้งกันตอนนี้ได้มั้ย” เจ้าของห้องพูดลอยๆ เมื่อยัยผีตัวแสบล็อคประตูจากด้านนอก ไม่ยอมให้เธอออกไปได้โดยง่าย แล้วเสียงหัวเราะคิกคักก็ลอยมาตามลม แต่ใกล้ราวกับต้นเสียงอยู่ข้างหูนี่เอง 
      “ไม่ต้องมาหัวเราะเลย” 
      พลันสรรพสิ่งก็เงียบลงอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสะอื้นไห้ ยูกิหงุดหงิดสุดขีด ใครจะไปนึกล่ะว่าวันดีคืนดีจะโดนผียั่วโมโห 
      “ไม่ต้องร้องไห้ด้วย” เธอกระชากเสียง “เปิดประตูเดี๋ยวนี้”

      สิ้นคำสั่ง ประตูบานเลื่อนห้องพักอาจารย์ก็เปิดได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอเก็บกุญแจที่คล้องอยู่ด้านหน้า ล็อคประตูให้เรียบร้อย แต่ก่อนจะได้ก้าวเท้าไปไกลกว่าชั้นสิบเอ็ด เค้าร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความมืดมิดหน้าห้องพนักงานภาควิชาที่กลับกันไปหมดแล้ว ถึงจะยังเห็นหน้าไม่ชัด เพราะเงามัวที่พาดผ่านอยู่บนหน้า แต่เธอก็มั่นใจว่าเป็นเจ้าผีขี้แกล้งที่มานวดไหล่นวดหลังให้เธอทุกวันไม่ผิดแน่

      “ไหนอาจารย์บอกหนูว่า คนตายมีชีวิตอยู่ในความทรงจำไงคะ” 
      เสียงของวิญญาณตนนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณ… หรือทั่วทั้งหัวของเธอก็ไม่ทราบได้ วิญญาณบางพวกก็มีอิทธิฤทธิ์มากถึงขั้นเลือกเข้าไปในโสตประสาทของคู่สนทนาได้ 

      ก่อนที่คาชิวากิจะได้พูดอะไรต่อไป วิญญาณตนนั้นก็เดินออกมาจากความมืด เผยใบหน้าที่เธอคุ้นเคย… ลูกศิษย์ปริญญาโทรุ่นแรกของเธอคนหนึ่งเสียชีวิตจากโรคร้าย เธอคงจะเลิกอาลัยอาวรณ์ไปตั้งแต่ผ่านร้อยวัน ถ้าคำว่าลูกศิษย์และอาจารย์ของเราไม่สั้นเหลือเกิน 

      “...ไม่มีใครกล้าลืมรักแรกหรอกนะคะ คุณอี” เธอสงวนน้ำเสียงตัวเอง สอดมือทั้งสองข้างเข้าไปในเทรนช์โค้ต ลมหนาวเริ่มพัดมาอีกแล้ว คงเป็นลมหนาวเดียวกันกับเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เมื่อสิบปีก่อน ที่พัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้าของตึกผู้ป่วยในโรงพยาบาลกลางของมหาวิทยาลัย แห้ง รวดร้าวและหนาวเหน็บเกินทน 

      แล้วเธอก็ได้ยินอีกาอึนหัวเราะน้อยๆ “มีสิคะ อาจารย์ไง” 
      “ถ้าคุณหมายถึงฉันกับคุณวาตานาเบะ ฉันเรียกมันว่าการมูฟออนค่ะ” คนที่ยังมีเลือดมีเนื้อและลมหายใจตอบกลับฉะฉาน 

      เด็กสาวยิ้มหยันๆ กลบเกลื่อนรอยช้ำในอกที่ไม่มีหัวใจอยู่แล้ว ยูกิจะรู้มั้ยว่าเธอไม่เห็นตัวเองอยู่ในดวงตาคู่นั้นอีกแล้ว การเดินต่อไปกับคนอื่นทั้งที่ยังมีอีกคนในหัวใจและความทรงจำเป็นไปได้จริงเหรอ หรือก็แค่คำโกหกอันแสนจริงที่ทำให้เธอตายใจอีกครั้งหนึ่ง 

      “คุณขวางฉันด้วยสาเหตุนี้เหรอคะ” 
      กาอึนผงกหัวหงึกๆ ก้มหน้าหลบสายตาหญิงสาวที่ยืนจังก้าอยูตรงหน้า ปล่อยให้น้ำตาไหลบ่าท่วมพวงแก้ม เธอไม่อาจเก็บงำความเจ็บปวดจากการถูกหลงลืมจากคนที่ตัวเองรักจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้อีกต่อไป กาอึนต้องทนทรมานกับการถูกลืมมาตลอดทั้งชีวิต กว่าจะได้เจอกับคนที่ใส่ใจและดูแลรักเธอจริงๆ ก็เหมือนเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากถูกลืมไปอีก เธอก็คงไม่มีตัวตนอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในความทรงจำ หรือในโลกหลังความตายนี้  

      “...อาจารย์ไปเถอะค่ะ หนูคงจะวนเวียนอยู่แถวนี้อีกสักพัก แล้วก็คงไม่มาให้ใครเห็นแล้ว”
      ลูกศิษย์คนโปรดตลอดกาลพูดเสียงสั่นเครือ ทำเอาคาชิวากิใจอ่อนยวบ หากยังสงวนท่าที นอกจากจะเป็นปีศาจบ้างาน และผู้ลากมากดีที่ใช้สรรพนามห่างเหินกับทุกคน เธอก็ยังเป็นภูเขาน้ำแข็งไร้อารมณ์ — เยือกเย็นและไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า มีแต่อีกาอึนคนเดียวเท่านั้นแหละที่จัดการกะเทาะภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ได้ 

      “ตั้งแต่คุณไป” คุณภูเขาน้ำแข็งเปรย พลางขยับเข้ามาใกล้สารร่างนั้น ชิดชมใบหน้าสวยเปื้อนน้ำตาให้หายคิดถึง ไม่ว่ามันจะเป็นภาพจริงหรือภาพหลอนจากยานอนหลับที่เธอใช้บ่อยๆ ช่วงนี้ “ฉันไม่เคยคิดหาคนมาแทนที่คุณ ฉันไม่เคยให้ที่ของคุณกับใคร คุณยังอยู่ตรงนั้นเสมอ แต่วันนี้ มันถึงตาฉันที่ต้องไปบ้างแล้ว”

      “ฉันไม่เคยหลับสนิทตั้งแต่คุณไป เพราะทุกครั้งที่ฉันหลับตา ฉันกลัวว่าตัวคุณที่อยู่ในความทรงจำของฉันจะหายไปด้วย… เหมือนที่คุณจากไปวันนั้น” 
      กาอึนพยักหน้าหงึกหงัก ยูกิลอบยิ้มเหนื่อยใจ เอื้อมมือไปลูบผมวิญญาณ… ก็เหมือนกับผมของมนุษย์ทั่วไป ราวกับว่าที่ผ่านมา กาอึนไม่ได้ไปไหนจริงๆ เลย 
      “คุณอยากให้ฉันอยู่กับความกลัวเหรอคะ คุณอี นั่นมันไม่ใช่ความรักสักหน่อย คุณรักฉันได้ดีกว่านั้น ฉันรู้ค่ะ” 
      กาอึนยังไม่ตอบรับอะไรใดใดทั้งสิ้น แค่ก้มหน้าก้มตาร้องห่มร้องไห้เป็นเด็กเล็ก 
      “นะคะ กาอึน” รองศาสตราจารย์สาวเรียกชื่อตัวเสียงอ่อน เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับคำปลอบโยน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องโกหกมดเท็จ หรือเป็นแค่อีกหนึ่งเรื่องหลอกลวงให้ตายใจ เธอก็พร้อมจะเชื่อและยกโทษให้

      ...เพราะไม่มีทางที่อาจารย์คาชิวากิจะเล่นเกมบนความรู้สึกของเธออย่างคนอื่น ถึงอาจารย์จะไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง ไม่เคยพูดจาหวานซึ้ง หรือทำตัวโรแมนติกอย่างคนรักทั่วไปที่เธอเคยอยากมี แต่หลังม่านแห่งความสุขุมเยือกเย็นนั้นเต็มไปด้วยน้ำใสใจจริง เธอโผเข้ากอดคนผู้เป็นที่รัก รอให้อ้อมกอดนั้นโอบรับเหมือนอย่างเคย ไม่ว่าจะนานแค่ไหน รักแรกของเราก็ยังชัดและเป็นภาพสีในความทรงจำขาวดำ 

      “แต่ถ้าอาจารย์ลืมหนู...หนูจะหายไปนะคะ” 
      “แล้วสิบปีที่ผ่านมา คุณเคยหายไปสักวินาทีมั้ยล่ะคะ”

“...ไม่มีใครกล้าลืมรักแรกหรอกนะคะ คุณอี”
SHARE
Written in this book
An Anatomy of A Soul
Short femslash fictions collection on philosophical subjects I contemplate. 
Writer
Aommies
A Playing God
I do write things, but don't consider me as a writer. I'm not one.

Comments

309TIME
2 months ago
อ่านแล้วขมขื่นไปหมดค่ะ จะตายแล้ว ไหนบอกแต่งหวานๆไม่ถนัดไงคะ โกหกนี่นา 5555555 หวานๆขมๆก็นับว่าหวานนะคะพูดจิง งานดีงานละเอียดตลอดเลยคุณออมอ่า ขอบคุณตัวเองที่เกาะกราบเรือลำนี้ไว้อย่างแนบแน่นค่ะ ฮืออออออออ
Reply
dontfindmeagain
2 months ago
โอ้โห บอกเลยว่าเป็นคนกลัวผีมากค่ะ อ่านไปก็พยายามจินตนาการให้ไม่กลัวไป ตรงที่บรรยายว่าผีหลอกคนในคลาสยังไงก็อ่านแบบผ่านๆมากค่ะ ขอโทษนะคะ ;-; ยอมรับว่ากลัวมาก แต่หลังจากนั้นก็เริ่มโอเคแล้วค่ะ 5555 ถ้าการที่คุณอีไม่ยอมให้อาจารย์ไปกับใครก็เหมือนคุณอีเห็นแก่ตัวนะคะ แต่อาจารย์ก็ไม่เคยลืมคุณอีเลยตรงนี้คุณอีควรดีใจ ขอบคุณที่แต่งนะคะ ฟิคหายากมากๆ เราจะพายไปพร้อมๆกันค่ะ เลิ้บ

Reply