My 2nd Surgery Diary(2) : “ชิบหาย(แม่ง)จิ้มคอกู ”
 มากันที่ตอน 2 กับการเข้าผ่าตัดครั้งที่ 2 ในชีวิตของนายพรรษิษฐ์ คราวที่แล้วผมย้อนถึงการผ่าครั้งแรก การเลือก โรงพยาบาล เอาละเจอหมอวินิจฉัยกันเสียที

ก่อนจะเข้าเรื่องการรักษาขอใช้เวลาถึงรามาพรีเมียมสักนิด เชื่อว่ามีหลายคนจินตนาการถึงรูปแบบที่นี่คำว่า “โรงพยาบาลรามาธิบดี” แตกต่างออกไป รพ นี้ที่ผมรู้จักให้อารมณ์ความรู้สึก Reality สัดๆไม่ต่างอะไรกับ วชิระ ศิริราช หรือโรงพยาบาลรัฐทั่วไปภาพคนแน่นๆตั้งแต่เช้ามืด คนป่วยนอนเตียงรอคิวเต็มพื้นที่หน้าห้องฉุกเฉิน หรือแม้แต่รอคิวเรียก หลับบ้าง ตื่นบ้างคือความเคยชินเป็นภาพจำที่นึกถึง

ก่อนหน้านี้ผมเคยมาใช้บริการ รามา แบบอ้อมๆ การนอนให้เลือดอย่างเร่งด่วนแก่คุณอาที่เจ็บหนัก การบริจาคเลือดตึกเก่าซึ่งต้องผ่านแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือมาส่งพ่อแม่ตั้งแต่ ตีห้าหกโมงเพื่อต่อคิวเจาะเลือดก่อนพบหมอสายๆ อ้อ มาเฝ้าพ่อที่ตัดมะเร็งลำไส้

ถือเป็นเรื่องปกติ ทุกครั้งที่ไป รพ สามชื่อที่กล่าวอ้างกลับมาแล้วผมจะรู้สึกตัวเล็กลงเสมอ เท้าติดดินมากกว่าเดิมรับรู้ได้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิตที่แม่งใกล้เราแค่เอื้อมมือ

เท่าทีทราบเหตุผลที่โรงพยาบาลลักษณะนี้คนเยอะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหรอกคุณ คนมีเงินฐานะระดับกลางค่อนบนมากมายก็มาที่นี่เพราะเชื่อในความพร้อมของโรงพยาบาลที่เก่าแก่ เป็นสถาบันแพทย์ คำว่าอาจารย์หมอ หรือไอ้หมอที่เราเรียกแม่งแบบกวนตีนตอนไม่ป่วยมีน้ำหนักมากเมื่อชีวิตต้องพิจารณาความเสี่ยงขั้นสิ้นใจ ไหนจะเป็นสถานรับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดรับมือม่ได้อีกดังนั้นคุณต้องทำใจรับให้ได้ก่อนมาที่นี่ไม่งั้นก็หาเงินเสียเพื่อความสะดวก

อ้อ เรื่องที่เขียนอย่าโยงนะการเมือง กูขอ

ต่อที่ “รามา” พอเติมคำว่าพรีเมียมไปหลังรามา ผมเดาไม่ถูกจริงๆว่าความสะดวกสบายอยู่ที่ระดับไหน คิวละยาวมากน้อยเพียงใด เราควบคุมบริหารเวลาได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนความคาดหวังลึกๆแล้วออกกั๊กหน่อยด้วยความสัตย์ขึ้นชื่อว่า “รามา” ยังไงก็คงไม่ว่างโล่งหรือดูแลใกล้ชิดแทบอุ้มเหมือนที่เคยเจอตาม รพ ราคาหฤโหดกลางเมือง

ได้แต่หวังใจลึกๆว่าคงไม่ยาวเหยียดแบบที่เห็นมาจากที่เจอเองเรื่องที่ต้องประกาศย้ำกันไว้ก็คือที่จอดรถ ยังไงก็ไม่แนะนำเพราะหายากชิบหายใน รพ ลืมๆไปเถอะว่ามันมีนอกจากคุณจะมาสักทุ่มกว่าๆ เช่นกันกับที่จอดตรงซอยสวนเงิน ผมเคยไปจอดอยู่ครั้งตอนตีห้า ช่วงมารอเจาะเลือดแล้วกลับไปอ่านข่าว โอเคโล่งประมาณหนึ่งแต่ก็สักล็อกสามแล้วที่ต้องวนไป ขากลับนี่สิคุณต้องทนกับเหล่ากองทัพรถขวาง มารยาทไม่ต้องถามหาจอดไม่เผื่อเข็นอยู่แล้วแปะได้ตรงไหนก็ตรงนั้นไม่คิดมาก แต่อย่างน้อยก็ไม่เจอพวกล็อกเกียร์ใส่เบรกมือนะ

ยืนเซ็งอยู่พักใหญ่ก็เอาวะมองบวก การจอดแบบนี้ก็ดีไปอย่างในเมื่อกล้าจอดชนิดไม่ห่วงสวัสดิภาพรถตัวเองจอดห่างหน้าหลังราว หนึ่งฝ่ามือเป็นค่าเฉลี่ยจะเข็นให้รถในซองออกได้โดยเลี่ยงการปะทะของรถที่ขวางคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งรถซองในที่ต้องเข็นสุดซอยรวมแล้วไม่น้อยกว่า 20 คัน ยามพระอาทิตย์ตรงกบาลหากเจอคนเข็นใช้ตีนถีบ ตูดถัดผลักให้พ้นๆก็คงไม่แปลก ซึ่งสบายใจได้ไม่มีพี่ยามคนไหนมาเอาเรื่องคุณคนเข็ณหรอกเชื่อสิ

ส่วนตัวพวกที่น่าด่าก็คงพวกที่รอออกเหมือนกันแต่แม่งไม่ช่วยกันเข็นแต่เปิดแอร์นั่งรอในรถนี่สิช้ำโคตรแทนที่จะช่วยๆกันหนักเป็นเบาแน่นอนข้าพเจ้าเจอมาแล้วด้วยประสบการณ์ตรงเข็นไปถึงกำลังจะถึงหน้าเขาซึ่งเป็นคันที่จอดก่อนเราสักสองล็อกเพื่อนโผล่หน้ามาถามว่าขอออกก่อนได้ไหม 555

ผมพยักหน้าแล้วเข็นอีกคันขวางรถเขาเป็นการปิดบทสนทนา

ดังนั้นไป “รามา” หรือ รพ รัฐอันขาดแคลนที่จอด หากไม่แน่จริงขั้นมีที่จอดส่วนตัวในละแวกใกล้ๆ หากไม่พร้อมเข็นแบบก้มหน้าท้าดินรวมทั้งใจเย็นกับความเห็นแก่ตัวที่ไม่น่ามองในลานจอดรถ หากไม่พร้อมขนาดมีคนเอารถไปจอดให้ หากไม่พร้อมจ่ายหลักชั่วโมงละร้อยแบบปิยะการุณ เสี่ยงดวงกับรถสาธารณะเถอะ

จบกันไปเรื่อง Parking

ในความเป็นจริงโดยรวมก็ไม่ต่างไปจากที่คาดเท่าไหร่ รามาพรีเมียมอยู่ตึกที่คนใช้บริการ รพ รามาติดปากคือตึกพระเทพ นั่นแหละครับอยู่ตรงแยกตึกชัยพอดีครั้งแรกที่ไปคุณต้องไปลงทะเบียนทำประวัติเสียก่อนก่อนหากไปช้าจุดออกสตาร์ทตรงนี้จะเสียเวลานานมาก

โชคดีที่ออฟชั่นของ SCG จัดการเรื่องระเบียนคนไข้แบบออนไลน์มาให้ประหยัดเวลาไปได้เยอะเอาการซึ่งคนทั่วไปก็ลงทะเบียนออนไลน์ได้ เรื่องเจ้าหน้าที่ไม่ต้องห่วงเห็นใครห้อยป้ายถามเลยเว้นแต่ชุดพยาบาลทื่อแฟ้มกำลังวิ่งหรือทำงาน แกงค์เสื้อโปโลม่วง ชุดสูทพร้อมตอบคุณทุกคน ถามเขาเบาๆมีหางเสียงคุณก็จะได้สำเนียงแบบเดียวกันกลับมา

ทุกครั้งที่มา “รามา”สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนไปพบคุณหมอนั่นคือการตรวจวัดความดันทั่วๆไป โดยของแผนกพรีเมียมจะอยู่ชั้น 4 นัดแรกผมไปถึงราว 10 โมงนิดๆรับจ๊อบอ่านข่าวก่อนค่อยไปด้วยเหตุผลความงก คนแน่นสมคำร่ำลือตั้งแต่ชั้นแรกประตูแรก เตียงคนไข้ที่นอนรอคิวเรียกมีให้เห็นไม่น้อยกว่า 20 เตียงเป็นปกติ เก้าอี้รอคิวที่เต็มเกือบล้น แถวยาวๆรองานเอกสารหรือตรวจอาการคือภาพติดตาที่เห็นในทุกการมาเยือน ร้านกาแฟคนแน่นราวแจก เช่นกันกับตู้ทำบุญต้องมีคนอยู่ใกล้ๆตลอด

ทว่าทุกอย่างจะค่อยๆบางตาลงเมื่อเขาขึ้นบันไดเลื่อนไปทีละชั้น จุดนัดหมายของผมคือชั้น 4 เทียบกับชั้นล่างๆที่ผ่านมาถือว่าบางตาเลยแต่ก็ไม่น้อยเมื่อหันหาเอกชนที่อื่น

การตรวจเริ่มต้นจากวัดความดันเช็คไข้ ซึ่งปกติไม่เกิน 10 นาทีเสร็จไม่มีปัญหารวมรอคิว จากนั้นก็เป็นครั้งแรกที่พบหมอซึ่งสถานีแหละตอบโจทย์ที่สงสัยทุกอย่าง ว่ารามาพรีเมียมนั่นเป็น รพ เอกชน หรือรัฐกันแน่ ในการมาหาหมอพี่เบิร์ดแต่ละครั้งหากมาสายๆสิบโมงแบบนี้ เวลาที่ใช้ในการรอคิวเท่าที่เฉลี่ยดูคงมีสักพักใหญ่ไม่เกินชั่วโมง ซึ่งก็โอเครับผมรับได้ ใช้มันไปกับกาแฟสักแก้วขนมสักชิ้นแล้วก็หนังสือติดมือถือว่าไม่นานเกินทานไหวนอกจากหนังสือแล้วทั้งหมดที่พูดไปบริเวณรอคิวมีให้คุณซัดได้จนเบาหวานทะลุในเที่ยงเดียว

รอจนได้ที่โลกแห่งความจริงก็เดินมาถึงห้องเบอร์ 3 ช่องกลางด้านขวามือ คุณพรรษิษฐ์ เชิญพบแพทย์ หย่อนก้นกรอกตาเออก็ห้องตรวจธรรมดานี่แหละ หมอผิวขาวหน้าใสผมออกสีดอกเลาตัวใหญ่ใช่ได้สักร้อยเจ็ดสิบกว่าๆอายุเป็นอาจารย์ได้สบายเดินมาจากประตูหลังพร้อมผ้าปิดปาก ถือแว่น นั่งคุยกับพยาบาลยิ้มให้ผมผ่านตาคู่ไม่ใหญ่อะไรนักเธอดูคอมพ์เพื่อรวบรวมข้อมูลในมือ

“นิ่งๆนะอย่ากลืนน้ำลาย”

ด้วยความไม่แน่ใจว่าต้องเปิดฉากมากขนาดไหนใน “รามาพรีเมียม” ผมเลือกดูเชิงรอคุณหมอถามตั้งรับพร้อมตอบอย่างเต็มที่ แต่ก็แปลกผมไม่ค่อยได้ตอบนักเวลาส่วนมากคุณหมอใช้ไปกับหน้าจอคอม ข้อมูลที่มี รวมทั้งภาพถ่ายและผลวินิจฉัยจากโรงพยาบาลแรกคำถามเริ่มมีมานิดหน่อยส่วนมากคือไอ้คอบวมๆนี้มีมานานหรือยังเอาจริงๆไม่ต้องเกรงใจ

จากการป่วยมาตลอดชีวิตสิ่งที่กะโหลกหนาๆของผมเรียนรู้ก็คือ “มึงอย่ากั๊กหมอ” บางคนแม่งฟอร์มไงเจ็บมากบอกพอทน เจ็บนะบอกทนได้ เจ็บนิดๆบอกไม่เจ็บ กลัวอ่อนแอมั้ง อะช่างมันเรื่องนั้นแล้วแต่ความรู้สึกข้อจำกัดคนไม่เท่ากัน

แต่ถ้าหมอว่ามันเกิดมานานไหมมึงนึกย้อนแต่ท้องแม่เท่าที่จำได้เลยมันสำคัญวะ

ทั้งนี้จำนวนเวลาที่บอกไปในครั้งนั้นแม่งเรื่องเล็กชิบหายเพราะหมอก็ไม่ได้ตระหนกตื่นเต้นอะไรซึ่งสวนทางกับหัวใจคนไข้เต้นดังตูมตาม กูนี่อ่านเจอมาคิดไปสารพัดจะโดนอะไรบ้างเนื้อแม่งเป็นพิษไหม กูต้องปลอบตัวเองว่าไงเวลาหมอบอกแล้วจะบอกที่บ้านว่าไงร้อยแปด จนคำถามที่สวนกลับมานี่สิ

“กลัวเข็มไหมอาการดูแปลกๆ” เขาถามแบบนี้ด้วยส่วนตัวก็ไม่ได้กลัวอะไรนะเข็ม เจอมาเยอะละทั้งรักษาทั้งบริจาค(แต่ไม่กล้าเจาะหูกูกลัวเจ็บ เพราะพ่อบอกไว้หากเจาะมาก็หาเงินใช้เอง ไม่ก็นั่งให้ตบจนต่างหูหลุด)

“ไม่กลัวครับ”ผมตอบสั้นๆ

เท่านั้นแหละหมอสั่งผมย้ายที่พยาบาลทำงานอย่างไม่ต้องสั่งการเขาเดินแซวกับชื่อแปลกและนามสกุลไม่คุ้นตาของผมพร้อมบอกเสียงเพราะดีนะ คุยกำลังเพลินเห็นไวๆหมอท่านหันไปหยิบอะไรสักอย่างคล้ายๆเข็มแต่แม่งใหญ่กว่าที่เคยเจอเยอะเลย ย้อนไปหนังเสียงพากย์ไทยตอนเด็กนี่เข็มฉีดควายแน่นอน

แต่เอาวะเขาหมอเขาเรียนมาผมพิงเก้าอี้หายใจลึกๆไม่กังวลอะไรปลดกระดุมแขนเสื้อพับแขนเตรียมพร้อม ยังไม่ทันจะหันไปบอกพยาบาลว่าแขนซ้ายหรือขวาดี เสียงเล็กหวานลอดผ่านหน้ากอก “นิ่งๆนะคะ” มือเย็นจับแก้มสองข้างรวมทั้งใต้คาง ไม่ทันถอนหายใจยาชาฉีดพ่นเข้าใต้เครา

เสียงน่าเกรงขามดังอีกครั้ง

“เจาะแล้วนะ” ชิบหายไอ้สัดแม่งจิ้มคอกู

ใช่ครับเข็มแทงควายที่เห็นหายเข้าไปในคอผมมันเย็นวาบในทีแรกที่เสียดเข้าเนื้อและแน่นจุกจนรู้สึกได้เมื่อเข็มขยับลึก เหี้ย กูเสียว นั่นคือสิ่งที่อยากบอกหมอแต่ความจุกแน่นที่เพิ่มขึ้นทำให้ความรู้สึกอยากพูดหมดไป

ภาพที่พอนึกตามได้ผมคงไม่ต่างจากโชว์หรือเหล่าภาพคุ้นตาที่เห็นตามเทศกาลเจ ชายฉกรรจ์ที่เอาเหล็กแหลมทิ่มแทงตัวเอง เพียงแต่พวกเขารู้ตัวมาก่อนซึ่งผมไม่ทันคิดและสาบานเลยผมนึกหน้าตัวเองไม่ออก

บรรยากาศที่เกิดขึ้นดูเป็นปกติไม่มีใครตกใจไม่มีคำถามใดๆตามมา มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ยืนยาว เงียบสงบจนผมรู้สึกไม่ได้การ คำถามที่ยิงออกไปคือ “นี่มันคืออะไรครับ เราทำอะไรกัน” แต่ก็นั่นนะแหละเรื่องทั้งหมดทำได้แค่คิดเพราะแค่เกร็งคอเสียงทุ้มเดิมกลับมาอีกครั้ง “อย่าเพิ่งพูดสิเข็มอยู่ในคอ ติดคอเลยเนี่ย นิ่งไว้อย่ากลืนน้ำลายด้วย”เป็นเสียงไม่ดังนักแต่เข้าข้างหูเต็มประตูทัดดอกไม้

ห่ารากกูโดนอะไรว่าเนี่ย ไม่กี่อึดใจจากนั้นเข็มที่คาขั้นข้างกระเดือกก็ออกไป คอกลับมาโล่งอีกครั้ง พร้อมเสียงสั่งการพยาบาลอีกนิดหน่อย คุณหมอคนเดิมเดินมาแตะไหล่

“โอเค แล้วเจอกันนะไปทำนัดข้างหน้าเลย” ผมนั่งงงอีกสักพัก สะดุ้งกับคำถามเสียงสวยของคุณพยาบาล

“ไหวไหมคะเจ็บนิดนึง” พร้อมเช็คผ้าปิดแผลอีกครั้งก่อนแจกแจงให้ผมเดินไปที่ห้องไหนต่อ ภายมือ พร้อมแง้มประตูให้มองลองไปเห็นคนอีกเยอะที่ต่อแถว

เท่านั้นแหละผมได้สติถามกลับไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลาราว 5-6 นาทีเมื่อสักครู่ ก่อนได้คำอธิบายกระชับคุณหมอเจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจว่าคืออะไรกันแน่จากนี้รอผลแล็บราวสัปดาห์มาเจอกัน

แล้วหลังจากนั้นละครับคุณพยาบาลละครับก็เจอกันคราวหน้าราว 7 วันไงคะเธอส่งผมอย่างนอบน้อมพร้อมเรียกชื่อ “คุณประธิปไตย เชิญห้อง 3” เข้าใจว่าคิวต่อไปแล้วแหละ

ผมเดินออกมารอทำนัดใบเสร็จไปจ่ายตังค์ พร้อมคำถามว่าอีก 7 วันข้างหน้าข้าจะเจอคำตอบแบบไหนกัน แต่ก่อนอื่นคือชีวิตแม่งต้องเดินต่อแบบไม่มีอะไรช่ไหม

ปล เรื่องทั้งหมดมาจากความทรงจำอาจมีช่วงเวลาคลาดเคลื่อนบ้างอย่าดักจับล่อซื้อเลย เพราะดักถูกผิดก็ไม่เถียงแค่เขียนเพราะอยากเก็บไว้อ่าน
SHARE
Writer
Tocktum
Fat-Daddy
ผม ต็อกตั้ม ผมชอบกีฬา สังคม วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความเห็น ชอบสังเกตไปกับมันเช่นกัน เพราะเชื่อว่าการได้ฟังความต่างก็อาจเกิดปัญาได้ไม่ยาก มามะเพิ่มเติมมุมมุกความคิดกัน

Comments