การตายทั้งสองครั้ง
คุณเคยอยากตายแล้วลงมือฆาตกรรมตัวเองไหม?

การฆ่าตัวตายถือเป็นบาป แต่ถ้าถามฉันผู้ที่ไม่ได้คิดถึงผลกรรมที่คนเฒ่าคนแก่เชื่อ หรืองมงายมากนัก อย่างเช่น
ชีวิตหลังความตาย
ฉันไม่ค่อยมีศรัทธาในชีวิตหลังความตายเลย และหากใครมาพูดเรื่องชีวิตหลังความตายกับฉันแน่นอนว่า 'ฉันหงุดหงิด' ทุกครั้งที่ได้ฟัง

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะไม่รับฟังเลย แต่ฉันก็ฟังทั้งๆที่อคติแบบนั้นต่อไปจนจบ แม้ว่าในใจจะร้อนมากมายขนาดไหนก็ตาม

ถึงจะเกริ่นมาแบบนี้แต่ฉันก็ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องที่พอตัวเองตายแล้วกลับมาจะมาบอกเรื่องที่ว่า 'ตายแล้วไปไหน' หรอกนะ

แต่จะมาเล่าตอนที่ฟื้นแล้วต่างหาก
หลายคนอาจจะรู้ว่าฉันป่วยทางจิต
การป่วยทางจิตหรือการเป็นโรคซึมเศร้ามันไม่ได้ร้ายแรง แต่ก็ไม่ได้ไม่อันตราย และหลายคนอาจจะรู้ว่าฉันป่วยทางจิต อย่างโรคซึมเศร้าเพราะฉันได้บอกเอาไว้แล้ว

อาการของฉันในตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองน่าจะไปไหว แต่นั้นเป็นแค่อาการของฟ้าสงบก่อนพายุเข้าเพียงเท่านั้น
อาการที่ทรุดหนักจนทำฉันไร้สติ
การที่ต้องมาป่วยและเรียนนานาชาติ มันค่อนข้างจะหินเกินไปหน่อยสำหรับสายเทคโนโลยีจ๋าแบบฉัน

การไปเรียนบริหาร ทั้งที่ตัวเองมีความฝันจะเป็นโปรแกรมเมอร์ มันสวนทางกันจนฉันเริ่มรู้สึกตัวทีละนิดว่าคงไม่เหมาะ

แต่สุดท้ายก็พยายามใจดีสู้เสือ ค่อยๆหาอะไรอย่างอื่นทำไปเรื่อยๆ เพื่อให้ช่วยพัฒนาตัวเองให้ตรงสาย ทั้งการออกรับจ็อบจัดอีเวนท์ หรือการเดินแจกใบปลิว แม้แต่การแจกงานวิเคราะห์ของการวิจัยการบริหารส่วนท้องถิ่น ก็ทำมาหมด แม้แต่การขายเครื่องอุปโภคด้านสุขภาพก็ลงมือไปทำมาแล้ว

แต่ผลที่ออกมากลับทำฉันผิดหวังมาก เพราะไม่ประสบความสำเร็จเลย จนในที่สุดความมืดและความผิดหวังก็กัดกินจิตใจฉันทีละนิดจนสุดท้าย
ตัดทุกสิ่งแล้วตายไปน่่าจะง่ายกว่า
นั่นคือความคิดที่แสนชั่วร้ายที่สุด แน่นอนว่าคนที่มีแนวคิดที่ฉันอ้างไปข้างต้นคงจะบ่นจนหูดับในแบบที่ตนคิดแน่

แต่ถามว่าฉันแคร์ไหม? ก็ไม่นะ สุดท้ายก่อนการลงมือ ฉันได้ไปไหว้พระ เดินชมนู้นนี่แบบปิดโลก ใครโทรมาก็ไม่รับ จนในที่สุดก็กลับมาปลิดชีวิตตัวเองที่ห้อง โดยการกินยาไปกว่า 20 เม็ด

แน่นอนผู้เป็นพ่อแม่ที่ห่วงฉันก็มาถึงห้องพัก และนำฉันไปโรงพยาบาล พอรู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แถมมีอาการมึนแทบไร้สติ

ในตอนที่ไปลาออกจากมหาลัย เพราะที่บ้านตัดสินใจให้ออก ฉันก็จำได้ลางๆว่าได้กอดลาอาจารย์ที่เคารพรักครั้งหนึ่งก่อนไป

และมารู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่บ้านแล้ว

ในวินาทีที่ได้สบตากับป้า ฉันก็ได้เห็นแววตาผิดหวังจากเขา และนั่นก็ทำให้เกิดชนวนเพลิงอีกครั้ง

อีกครั้งที่กินยานอนหลับไปกว่า 50 เม็ด
ครั้งนั้นทำให้ฉันรู้รสของความผิดหวังและแตกสลายอย่างเต็มพิกัด ตกกลางคืนในคืนนั้น ยานอนหลับกว่า 50 เม็ดได้ถูกกลืนลงท้องภายในรวดเดียว

และทุกอย่างก็ดับวูบไป

เมื่อเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งก็คือ ตอนที่มาอาศัยบ้านพ่อในอีกอำเภอแล้ว

ในครั้งที่สติกลับมา ฉันเริ่มหันมาใช้ชีวิตอีกครั้ง ความพยายามที่จะดันตัวเองออกจากหลุมแห่งความสิ้นหวังก็เริ่มมีแสงส่องมาเรื่อยๆ

จนฉันคิดขึ้นมาได้ว่า นี่อาจจะเป็นโอกาสอีกครั้งที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตใหม่

แต่แน่นอนว่าโชคชะตาไม่ได้ให้มาง่ายขนาดนั้น
หลังจากผ่านการไร้สติอันยาวนานเกือบสองเดือน ฉันก็เริ่มหางานและเปลี่ยนง่านไปเรื่อย แม้ว่าจะยากสำหรับครอบครัวที่มีทุนน้อยมากก็ตาม
ในชีวิตฉันคิดเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น และสองสิ่งที่ปรารถนาก็ได้สำเร็จไปแล้ว และอีกสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไรก็เคลื่อนตัวมาอย่างเงียบงัน

ฉันทำงานได้เกือบเดือนก็ย้ายไปงานใหม่ และพอทำงานใหม่ได้เกือบสองเดือนก็ลาออกอีกครั้ง

น้ำเสียงที่เศร้าหมองของครอบครัวทำให้ฉันเริ่มกลืนไปกับความสิ้นหวังอีกครั้ง

ฉันเริ่มสิ้นหวัง และบางอย่างที่มาก็ทำให้ฉันรู้ตัว

ความสิ้นหวังไม่ได้เป็นเพียงความมืด แต่ใครอีกคนก็เข้ามาเช่นกัน
แววตาไร้เป้าหมายเหม่อมองฟ้าไกล แม้หลับตาลงหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถหลับลงได้ 

แม้จะรู้ว่าในวันพรุ่งนี้จะมีงานรอให้ทำอยู่ก็ตาม

จนสุดท้ายหัวใจที่แสนบอบช้ำก็โดนความว่างเปล่ากลืนกินไปจนหมดสิ้น หลงเหลือเพียงความยับยั้งชั่งใจเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ในขณะนั้นเสียงของใครอีกคนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จากเสียงแผ่วกระซิบ ขยับมาเรื่อยๆจนได้ยินชัดสองหู
ความตายอยู่ข้างกายเราเสมอ


SHARE
Writer
Petoosan
Petoosan
Depression

Comments