[Mayu/Yuki] Achlys
[Rewritten: "Poisonous", Fictober 2018.] 

      วาตานาเบะ มายุถือกำเนิดมาในครอบครัวยากจนข้นแค้น ของป่าและข้าวขาวหุงสุกที่มือเปลือกติดมาด้วยถือเป็นอาหารชั้นเลิศ วันสารทก็ไม่มีเบค่อนแช่น้ำส้มสายชูพันปลาเรดเฮอริ่งอย่างบ้านอื่น มิหนำซ้ำยังเป็นลูกสาวคนเดียวจากบรรดากระทาชายทั้งเจ็ดคนของบ้าน ทำให้มายุต้องใช้ชีวิตโลดโผนทะโมนอย่างเด็กชาย ความเป็นหญิงของเธอถูกกดทับด้วยผมที่ถูกกล้อนจนสั้น เสื้อผ้าที่พี่ชายคนก่อนๆ ใส่ไม่ได้แล้ว การละเล่นยิงนกตกปลาแบบผู้ชาย รวมถึงคำพูดคำจา และพออายุครบเจ็ดขวบ พ่อแม่ก็ฝากฝังให้เธอเป็นข้าพระเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปในสมัยนั้น หลายคนจึงลืมไปสนิทแล้วว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิง

      แต่ถึงจะหลงใหลได้ปลื้มกับวิถีเด็กชาย มายุก็ไม่เคยลืมความเป็นหญิงแท้ของตนเลยแม้แต่ชั่วขณะหนึ่งของลมหายใจ

      อย่างไรก็ตาม มายุชอบช่วงที่ตัวเองเป็นข้าพระในศาลเจ้าประจำเมืองมากที่สุด พระอาจารย์สอนให้เธอรู้หนังสือ นั่งสมาธิ อ่านกวีนิพนธ์ เขียนพู่กัน วาดภาพสุมิเอะ จัดดอกไม้ และทำอาหารมังสวิรัติแบบพุทธสำหรับถวายพระ ยิ่งโตขึ้น เธอจึงยิ่งตระหนักถึงความเป็นหญิงที่ถูกลบเลือนของตัวเอง และตั้งปณิธานจะชิงมันกลับคืนมา แต่วาตานาเบะตอนแปดขวบก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก นอกจากตั้งใจร่ำเรียนโดยพึ่งใบบุญพระอาจารย์

      ครั้งหนึ่ง ตอนอายุประมาณสิบขวบ ระหว่างที่กำลังคัดลายมือด้วยพู่กันจีน ท่านก็เปรยขึ้น
      “เอ็งเคยได้ยินตำนานมักกะลีผลหรือไม่” 
      “ไม่เคยขอรับ พระอาจารย์”

      พระอาจารย์จึงเล่าเรื่องนางมักกะลีผลให้ฟัง มายุจำรายละเอียดได้แต่เพียงว่าเป็นต้นไม้ที่ออกผลเป็นสาวงาม ครั้นพอไปเล่าให้เพื่อนฟังต่ออีกทอด หนุ่มน้อยวัยอยากรู้อยากลองจำนวนเกือบสิบคนก็พากันเฮโลเข้าไปในป่า ตามหามักกะลีผลที่พระอาจารย์ว่า มายุเพิ่งมารู้เอาทีหลังว่าเป็นความกำหนัดตามอย่างชาย แต่ก็ดังคาด ต้นไม้ที่ออกลูกเป็นหญิงสาวเห็นทีจะเป็นเรื่องแหกตา และถึงจะมีอยู่จริง ก็ใช่ว่าจะพบได้ทั่วไป นอกจากเราจะคว้าน้ำเหลวแล้ว ยังโดนพระอาจารย์ตีจนก้นลาย โทษฐานออกจากอารามยามวิกาล มายุก้มหน้าหลบสายตาท่านตลอดการลงโทษในห้องแดง ความรู้สึกผิดท่วมท้นล้นถึงคอหอย ถ้าอาเจียนออกมาได้ก็คงจะเป็นตะปูเป็นเข็มเหมือนคนต้องคุณไสย

      “ไม่ว่าจะชาย หรือหญิง อย่าได้หลงระเริงไปกับกามคุณ เพราะแค่จูบเดียว ก็อาจฆ่าพวกเอ็งได้ทั้งเป็น” 

      มายุยึดถือคำของพระอาจารย์ไว้ในใจเสมอมา และเมื่ออายุสิบห้า เพื่อนชายคนหนึ่งต้องถูกอัปเปหิจากแคว้น เพราะริอาจเล่นชู้กับลูกสาวของขุนนางฝ่ายโยธาธิการของเมืองที่มาพำนักที่วัดชั่วคราว คำสอนของพระอาจารย์ก็ยิ่งชัดแจ้งขึ้นอีก

      ถวายตัวเป็นข้าพระจนอายุย่างสิบเจ็ด มายุมีความเป็นหญิงอย่างที่หญิงสาวพรหมจารีควรจะมีทุกอย่างแล้ว พระอาจารย์จึงให้เธอออกมาอยู่ที่เรือนปีกขวาร่วมกับอุบาสิกาที่เป็นหญิง พี่น้องชายที่ได้รับการฝากฝังมาให้เป็นข้าพระพร้อมกันต่างก็ตระหนกตกใจที่ ‘น้อง’ ของตัวเองเปลี่ยนไป ผมซอยสั้นยาวสลวย สะโพกผาย เอวคอด มีหน้าอกหน้าใจอย่างผู้หญิง ส่วนเพื่อนผู้ชายที่เคยเล่นหัวมาด้วยกัน บางคนก็ยังเล่นปีนป่ายด้วยกันเหมือนเดิม บางคนเห็นเธอเข้าก็หลบหน้าหลบตา ไม่ขึ้นกูมึงอย่างสนิทใจเหมือนแต่ก่อน มายุกลายเป็นเด็กหญิงคนเดียวในหมู่เด็กชาย แม้จะรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย แต่ตัวตนไร้กาลเวลาที่ตัวเองเฝ้าฝันหาก็เป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว

      ด้วยความที่มายุเป็นเด็กใฝ่รู้ อ่านและเขียนหนังสือได้มากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน พระอาจารย์จึงวานให้จดบันทึกคำเทศนาต่อศิษยานุศิษย์ รวมถึงเขียนกาลานุกรมของศาลเจ้าอยู่เนืองนิตย์ กาลานุกรมเล่มนี้เองที่เป็นเหตุให้ชื่อวาตานาเบะ มายุขจรขจายไปถึงหูท่านเจ้าเมือง ท่านโชกุน อำมาตย์วังหลวง และเหล่าศาสนาจารย์ในแคว้นต่างๆ ผู้คนมากมายหลั่งไหลมาแสวงบุญกับอนุสาวรีย์แห่งความฉลาดเฉลียว บ้างก็ตกใจที่เธอเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงสมัยก่อนยังไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนหนังสือ บ้างก็หันไปชื่นชมสำนวนเขียนแทนที่จะพูดเรื่องเพศวิถีหรือเพศสภาพของเธอ เป็นอยู่อย่างนี้จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้ากรมพระอาลักษณ์เดินทางลงมาจากเมืองหลวง เพื่อเสนอตำแหน่งในกรมฯ ให้ด้วยตัวเอง มายุจึงต้องกราบลาพระอาจารย์ และเข้าทำงานในกรมพระอาลักษณ์นับแต่นั้น 

      ตอนนั้นเองที่ความปรารถนาอันน่าหวั่นเกรงปรากฎอยู่ตรงหน้า

      แม้จะแวดล้อมด้วยผู้ชายไม่ต่างจากตอนเป็นข้าพระ ในวังหลวงก็นับว่ามีหญิงสาวมากหน้าหลายตาทีเดียว ติดตรงที่ว่าส่วนมากก็จะเป็นบาทบทจาริกาของขุนนางและเชื้อพระวงศ์เสียมากกว่า สาวเจ้าเหล่านั้นพอได้ยลโฉมคุณมายุแห่งกรมพระอาลักษณ์แล้วก็เอ็นดูเป็นกำลัง เพราะหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก สุภาพเรียบร้อยทั้งกิริยาและวาจา ไม่เหมือนพวกขุนนางผู้ชายที่ชอบเอะอะมะเทิ่ง เมาหัวราน้ำไปวันๆ เรือนหลังเล็กท้ายวังจึงมีกลอนเพลงยาวและผลหมากรากไม้แวะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย

     ทีแรก มายุไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกหล่อนมีจุดประสงค์อะไร คิดแต่เพียงว่าเป็นสินน้ำใจเล็กน้อยเท่านั้น กระทั่งวันหนึ่ง ต้นท้อหน้าเรือนออกดอกตูมจิ๋วจ้อย คงจวนจะฤดูใบไม้ผลิอีกหนแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งก็มอบจูบแรกให้เธอ ตอกตรึงเธอลงกับพื้นเสื่อ ขยำขยี้บดเบียดจนร่างกายร้อนฉ่า มายุไม่ประสาการกระทำแบบนี้ แต่ก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคงจะกระเหี้ยนกระหือรือพอสมควร เมื่อริมฝีปากเล็กซอกแซกไปตามร่างเธอจนสาแก่ก็หยุด เหมือนฟ้าผ่าลงกลางกบาล 

      เหมือนกับหยั่งรู้ว่าเธอไม่มีอารมณ์ร่วมใด

      อันที่จริง เธอกับองค์หญิงชิมาซากิรู้จักกันมานานเกินกว่าผู้หญิงคนหนึ่ง เธอไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในระดับเดียวกับอิสตรีที่ทรงศักดิ์เช่นนั้น และไม่กล้าตีตนเสมอท่าน เป็นพระกรุณายิ่งแล้วที่อนุญาตให้มายุประทานพระอักษรเกือบทุกวัน ทว่าพายุแห่งปรารถนาเมื่อครู่นี้ทำให้เธอตาสว่าง องค์หญิงคงไม่เคยอยากเป็นพระสหาย และไม่เคยอยากเป็นอะไรทั้งนั้น นอกจากตัวสนองตัณหาราคะ
     “ไม่ว่าจะชาย หรือหญิง อย่าได้หลงระเริงไปกับกามคุณ
เพราะแค่จูบเดียว ก็อาจฆ่าพวกเอ็งได้ทั้งเป็น” 

      คำเตือนของพระอาจารย์แล่นเข้าเสียบอยู่กลางกล่องดวงใจ ราวกับศรอาบยาพิษจากพลแม่นธนู มายุละตัวออกจากการควบคุมของพระองค์หญิง ความหวาดกลัวต่ออาญาบ้านเมืองเกาะกุมดวงใจ ซาบซ่านไปทั่วดั่งพิษจากศร หากไม่มีสติยับยั้งชั่งใจเสียอย่าง คงจะถูกเนรเทศเหมือนเพื่อนชายที่ลอบเป็นชู้กับธิดาขุนนางเป็นแน่แท้

      วาตานาเบะรู้สึกตัวเองเป็นคนโง่เง่าเหลือเกินเมื่อมาถึงเรื่องหัวใจ ยิ่งสบสายพระเนตรของพระองค์หญิงก็ยิ่งรู้สึกอ่านไม่ออก มองไม่เห็น มายุเม้มริมฝีปาก กักเก็บความสับสนไว้ในอกเพียงลำพัง

      ช่วงนั้น ข้าราชบริพารชายในวังหลวงนิยมชมชอบการเข้าป่า มายุจึงได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย ส่วนมากก็เพื่อยิงนกตกปลา ล่าสัตว์ เก็บวากานะ ร่ำสุรา หรือทำเรื่องอุตริ... ส่วนมายุน่ะหรือ ยิงนกตกปลาก็เลิกตั้งแต่เจ็ดขวบ จะร่ำสุรา อายุก็ยังไม่ถึง อย่างหลังสุดยิ่งแล้วใหญ่ -- คิดแล้วก็ยังแสบร้อนตามรอยจูบ -- การเที่ยวป่าของเธอจึงแค่เพื่อแสวงหาความสงบ และทำงานนอกสถานที่เท่านั้น

      ทว่าช่วงเย็นวันนั้นเอง พระสูตรมียานอนหลับแทรกไว้แทบทุกจะบรรทัด มายุจึงตัดสินใจเดินเตร็ดเตร่เข้าไปในป่า พักสายตาและสมองที่เหนื่อยล้า วักน้ำเย็นสดชื่นจากลำธารลูบใบหน้า เอารากต้นม่านบาหลีที่ขึ้นครึ้มอยู่เหนือหัวมาถักเป็นกำไล พลันสายตาก็สะดุดกับต้นไม้ต้นหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในดงต้นม่านบาหลี มายุแหวกม่านขึ้น ขอมองสิ่งนั้นให้ชัดแก่ตา 

      ต้นไม้นั้นดูราวมักกะลีผลจากคำบอกเล่าของพระอาจารย์ เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชรมีสีเขียวอ่อน ไม่เว้นแม้กระทั่งทรวงอกที่ตูมเต่ง หรือพลับพลาแห่งความเป็นหญิงที่ซุกซ่อนใต้ขาหนีบ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกจากแขนทั้งสองของหล่อน เถาวัลย์ลดเลี้ยวเลื้อยเกี่ยวตามเนื้อตัว นัยน์ตาหลับพริ้ม วิเวกตัวเองออกจากความเป็นหนึ่งเดียวของพงพนา มายุถึงกับตกตะลึงในความงามหยาดเยิ้มของธรรมชาติ ใจเต้นระส่ำ ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว มันยิ่งกว่าตอนที่องค์หญิงซอกแซกซุกซนกับร่างกายของเธอเสียอีก ต่อให้ไม่ประสีประสากับเรื่องทางโลก ก็พอจะรู้อยู่บ้างว่านี่คือความลุ่มหลง

      เสน่ห์ของสตรีมีมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ

      เรือนร่างของหญิงสาวที่ประจักษ์อยู่แก่ตาคือความเป็นหญิงต้นแบบที่มายุใฝ่ฝันจะมีมาโดยตลอด ความเป็นหญิงที่ไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่ ความเป็นหญิงที่สามารถเปิดเปลือยอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง ไม่ต้องขึ้นกับผู้ชาย ไม่ต้องทนกับการถูกกดทับจากความคาดหวังของสังคมเฮงซวย ในทางกลับกัน การมีตัวตนของหล่อนช่างก่อกวนให้จิตใจวอกแวกไม่เป็นสุขเสียเหลือเกิน วาตานาเบะกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ความอดทนอดกลั้นกำลังจะหมดลงในไม่ช้า

      แม้พยายามเข้าสมาธิ หรือถามตอบโควอันกับตัวเอง มายุก็พบว่าตัวเองเอาใจออกห่างความงามวิลาศนั้นไม่ได้เลย รู้เต็มอกว่าคงต้องมนต์เสน่ห์นางเข้าให้เสียแล้ว เธอก้าวเข้าไปใกล้ต้นไม้ต้นนั้น — ใกล้หญิงสาวผู้นั้น — ราวกับมีคนดึงตะขอที่เกี่ยวกล่องดวงใจอยู่ทีละนิด ทีละนิด ม่านหมอกแห่งความหลงใหลปกคลุมดวงตาของผู้ปฏิเสธมันมาโดยตลอด มายุยื่นมือออกไป หมายจะสัมผัสเนื้อนาบุญนั้น สำนึกด้านดีก็ยังพะว้าพะวังด้วยคำสอนของพระอาจารย์ ทว่าสำนึกด้านชั่วกรรโชกรุนแรง เยี่ยงหมาป่าโคโยตี้หิวโหย เร้นกายรอเหยื่อในคืนเดือนดับ

      ทันทีที่ปลายนิ้วของมายุแตะริมฝีปากของเจ้าหล่อน ความปั่นป่วนรุกเร้ารุนแรงขึ้น ความคันคะเยอก็ผุดมาจากนรกขุมที่ชื่อกระหาย มายุชักมือตัวเองหนีด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง เสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้า ความคันลุกลามจากปลายนิ้วลงมาสู่แกนร่าง ไหลหลั่งเข้าไปใต้ผิวหนัง ความรุ่มร้อนที่เคยกระจัดกระจายจุกตัวรวมกันอยู่ในที่เดียว มายุคันจนทนไม่ไหว แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องเกาตรงไหนถึงจะหายคัน ครั้นจะถามหญิงสาวตรงหน้าก็ไม่รู้จะได้คำตอบหรือความตายก่อนกัน เธอจึงกลั้นใจฝืนทนอาการคัน โซซัดโซเซกลับมาที่ริมแม่น้ำ พวกผู้ชายกำลังจุดไฟทำอาหารกันแล้ว เธอจึงรีบข่มความคิดฟุ้งซ่าน แล้วกระโจนเข้าไปร่วมวงด้วย 

      ตอนกลางวัน ป่าก็สงัดเงียบมากพออยู่แล้ว ตอนกลางคืนยิ่งเงียบเป็นเป่าสาก ป่าหน้านี้ไม่มีเสียงจิ้งหรีด ไม่มีเสียงสัตว์ป่าชนิดที่ต้องจำศีล แค่เสียงขยับตัวของพวกผู้ชายที่นอนตากน้ำค้างอยู่ข้างนอกก็ดูเหมือนจะดังลั่นไปทั่วทั้งป่าแล้ว วาตานาเบะนั่งอยู่ในโดมคล้ายกลดธุดงค์ของพระเถรวาทสายอรัญวาสี แสงจากตะเกียงเรืองรอง มือพลิกอ่านลังกาวตารสูตรด้วยจิตใจแน่วแน่มั่นคง ลมหายใจเป็นหนึ่งเดียวกับจิต แต่แล้ว เมื่อลมวูบหนึ่งหวนมา พายอดไม้ใบหญ้ากรีดร้องดังแซ่กๆ อาการคันก็กลับมาจู่โจมเธออีกครั้ง

      เป็นอีกคราแล้วที่มายุพ่ายแพ้ภาพโป๊เปลือยในจินตนาการราบคาบ ใจทั้งดวงร้อนรน อยากจะรู้ว่าหล่อนเป็นใคร หรืออะไรกันแน่ ครั้นมากล้นจนทนไม่ได้ เธอก็ปิดพระสูตร ดับตะเกียงเจ้าพายุ ล้มตัวลงนอน ล้มเลิกความตั้งใจจะรบราฆ่าฟันกับความคัน เห็นทีจะต้องแก้กันที่ปลายเหตุไปพลางก่อน เธอถอดเสื้อผ้า ระมัดระวังไม่ให้ผู้ชายข้างนอกเห็น ลมหนาวระลอกแรกกอดกระหวัดรัดเหนี่ยวลำตัวเธอไว้ มายุไล้ผิวกายตัวเอง แสวงหาผื่นคันจากพิษเสน่ห์ของหญิงผู้นั้น เพื่อที่จะได้เกาให้ถูกจุด

      เกาทีแรกก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรนอกจากประหลาดและขยะแขยง ความคันเร่งรัดให้เกาอีก เธอจึงค่อยๆ ถูไถไปตามจุดที่คัน เผื่ออาการจะเบาลงบ้าง แต่ไม่เลย พิษเสน่ห์ของหญิงสาวผู้นั้น ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา ยิ่งเกายิ่งรู้สึกดี มายุแอ่นตัวขึ้นเล็กน้อย ให้นิ้วมอบสัมผัสหฤหรรษ์ให้กับตำแหน่งคัน สรรพางค์เธอสะท้านเทือน พวกผู้ชายที่อยู่ข้างนอกอาจได้ยินเสียงเธอแล้ว แต่พิษร้ายนั้นก็ไม่ยอมให้เธอลดราวาศอกจนกว่าจะเห็นสวรรค์

      วาตานาเบะหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่าไม่ได้สวมเสื้อผ้านอน จึงรีบกุลีกุจอสวมคืนอย่างเดิม แล้วเริ่มท่องพระสูตรเช้า ก่อนจะออกไปรวมตัวกับสหายชายที่กำลังเล่นโหวกเหวก ได้ความว่าเธอตื่นสายโด่ง เลยเหลือแต่กับข้าวก้นหม้อให้ มายุพยายามกลบเกลื่อนและปิดบังอารมณ์สับสนของตัวเอง ไม่ได้ปริปากถามใคร ทั้งเป็นผู้หญิง และอายุน้อยที่สุดในบรรดาขุนน้ำขุนนางกรมพระอาลักษณ์ กว่าคำพูดคำจาจะร่วงหล่นออกมาจากปากได้แต่ละคำ นึกว่าดอกพิกุลจะร่วงลงมาแทน

      หักสารพัดยังหักได้ แต่หักใจไม่ให้หวนคิดถึงนั้นยากยิ่ง -- หลังออกป่า อาการคันยุบยิบก็กลับเหิมเกริมเหมือนรู้ว่ามายุไร้แรงต้านทาน เธอกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้ มือไม้อ่อน ใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พวกพระครูเห็นเข้าก็พากันทักว่าสายตาเหมือนคนโดนของ มายุเชื่อว่าตัวเองคงถูกไสยดำเข้าจริงๆ จึงขอลากลับภูมิลำเนา เห็นทีเรื่องนี้จะเก็บไว้กับตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

      ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะหอพระกลาง พระอาจารย์ที่เข้าสมาธิอยู่ก็ลืมตา กล่าวขึ้นทันทีราวกับมีญาณวิเศษ:

     “ต้นโอ๊คนั้น ครั้งเป็นมนุษย์ มีนามว่าคาชิวากิ มาจากชาติตระกูลสูงส่ง
แต่ประพฤติตนต่ำทราม เสพเมถุนอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง หลอกลวงให้ผู้อื่นได้รับทุกข์เทวษ ครั้นตายลง จิตยังผูกพักอยู่กับกาม ก็กลายเป็นภูติหลอกหลอนชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อน พระครูผู้มีฤทธิ์มากรูปหนึ่งจึงใช้ต้นโอ๊คเป็นลัญจกร
ผนึกจิตและร่างของนาง แม้ยังอนุโลมให้มีลักษณะของหญิงสาวครบถ้วน
แต่ร่างกายก็เป็นพิษทุกส่วน นางต้องยืนต้นอย่างเดียวดายไร้ผู้มาโอ้โลมปฏิโลมอย่างคราวเป็นมนุษย์ ถึงทำได้ ไม่นาน คนผู้นั้นก็จะติดพิษจนสิ้นใจ…”
 
      “แล้วจะแก้พิษของนางได้หรือไม่เจ้าคะ พระอาจารย์” มายุถามน้ำเสียงสั่นเครือ นั่งท่าเทพธิดาทับเท้า อาการคันรุกล้ำอีก คราวนี้แม้แต่ใต้ผิวหนังยังไม่เว้น พิษของนางต้นไม้ที่ชื่อคาชิวากิคงหาทางเข้ามาในกระแสเลือดของเธอจนได้

      "เอ็งทำไม่ได้ดอก” พระอาจารย์กระหยิ่มยิ้ม ปรับอิริยาบถ มองหน้าลูกศิษย์คนโปรดอย่างเวทนา ใบหน้าหมองคล้ำหมดราศี เหงื่อตกพลั่ก ตาลอยอย่างคนต้องเสน่ห์

      เห็นทีจะยื้อได้อีกไม่นาน

      "ขอแค่พระอาจารย์บอกข้า ข้าทำได้ทุกอย่างเจ้าค่ะ" เด็กสาวประนมอัญชลี ดูสิ้นหวังเต็มแก่

      “...เอ็งนั่งสมาธิ บริกรรมพระสูตร นับลูกประคำ ทำตัวให้ยุ่งเข้า อย่าได้ริกลับไปหานางอีก คืนนี้อยู่กับข้าที่หอพระนี้

      ค่ำคืนแห่งความสงบผ่านไป ทว่าพอกลับมาประจำที่วังหลวง ไฟรักก็แผดเผารอนราญมายุทั้งเป็น ไม่ว่าจะนั่งสมาธิ บริกรรมพระสูตร นับลูกประคำ หรือโหมงานหนักก็ไม่ช่วยทั้งนั้น หลังจากรบรากับกองทัพแห่งกามราคะอยู่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็ม ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดสะบั้น เธอตัดสินใจกระโจนตามกลิ่นความอยากของตัวเอง วิมานลอยที่ฝันเห็นทุกค่ำคืนชัดจนน่าสะพรึงกลัว กวีโบราณอุปมาความอยากเหมือนสีแดง แรงฤทธิ์และแจ่มจ้า ทว่าเธออยากให้มันคล้ำลงกว่านั้นอีกสักหน่อย จะได้เหมือนสนิมที่เกาะกินจิตใจเธออยู่ตอนนี้

      รู้ตัวอีกที มายุก็ยืนกระหืดกระหอบอยู่หน้าต้นโอ๊ค เสียงลมหายใจดังก้องไปทั่วบริเวณ ชุดผ้าไหมประจำตำแหน่งหลุดลุ่ย เหลียวซ้ายแลขวาไม่ม่ีใครอยู่แถวนี้ก็ถอดออก เผยเรือนร่างอย่างหญิงสาวใต้เสื้ิอประจำตำแหน่งหลวมโพรก 

      "ในที่สุด เจ้าก็กลับมาหาข้า" สุรเสียงหนึ่งเอ่ยคล้ายจะหยัน วาตานาเบะกวาดสายตาไปรอบๆ ก็ไม่เจอใคร นอกเสียจากเงาของตัวเอง ต้นไม้ใบหญ้า และต้นโอ๊คที่ชื่อคาชิวากิ
      "...ท่านพูดได้อย่างนั้นรึ" แม้สรรพสิ่งงันเงียบ สุ้มเสียงของขุนนางตัวจ้อยก็ไม่สู้จะชัดนัก ราวกับไม่ได้ตั้งใจเอ่ยออกมา 
      "เจ้าจะได้ยินข้า หากเจ้าประสงค์จะได้ยินข้า” คาชิวากิกล่าว ริมฝีปากนั้นหาขยับเขยื้อน แต่กลับกึกก้องเสียยิ่งกว่าคำที่มายุตั้งใจเปล่งออกมาหลายเท่านัก จะด้วยเหตุผลกลใด เธอเห็นเจ้าหล่อนยุรยาตรออกมาจากต้นไม้ เรือนร่างสะโอดสะองยั่วน้ำลายทำให้หัวใจเต้นโครมคราม กึกก้องกัมปนาทเยี่ยงกลองมโหระทึกยามออกศึก คำสอนของอาจารย์ปลาสนาการหมดสิ้น มายุจำนนต่อสายตาอันแรงกล้า เปลื้องชุดอ่อนออกอย่างไม่ขัดขืน

      ร่างกายของเธอ เพศของเธอ จะเปิดเปลือยยังไงมันก็เรื่องของเธอ 

      คาชิวากิหัวเราะยั่วในลำคอ ระบายยิ้มหวาน แตะพวงแก้มสีระเรื่ออย่างเบามือ ทำให้มายุมั่นใจว่าไม่ใช่ฝันดีตื่นหนึ่ง “เด็กดีของข้า ทาสผู้สัตย์ซื่อของข้า เหยื่ออันโอชะของข้า พาหะนำรักของข้า... เจ้าขืนตัวเองเหลือเกิน ข้าไม่เคยพบใครใจแข็งเช่นเจ้า"

      "แต่ไม่ว่าจะยี่สิบชั่วโมงหรือยี่สิบวัน เจ้าก็ต้องเป็นของข้าอยู่ดี แล้วเจ้าก็มา อยู่ตรงนี้ แทบเท้าข้า..." ยูกิระเบิดหัวเราะลั่นป่า  
      แล้วพูดต่อ "เจ้าเป็นผู้หญิงฉลาด" พลางกอดอก เดินสำรวจร่างเปลือยเปล่าของเธอ ใช้สายตาโลมเลียจนมายุอดเสียววาบไม่ได้ ใจเต้นระทึกที่ผู้หญิงคนนั้นเรียกเธอว่าเป็นผู้หญิงเหมือนกัน

       "เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าเจ้าต้องติดพิษข้าจนตาย"
       "ข้าทราบดี" 
       "แล้วไยยังยืนนิ่งอยู่" เถาวัลย์เลื้อยมาจากสะบักหลัง คลอเคลียกับดวงหน้าที่เปี่ยมไปด้วยสีเลือด 
      "ข้าต้องการท่าน" เด็กสาวตอบเสียงอ่อน "ก่อนข้าหลงรักท่าน ข้าปรารถนาชีวิตยืนยาว แต่เมื่อข้าหลงรักท่าน โดยที่ท่านเป็นเช่นนี้ แม้ชีวิต ข้าก็ให้ท่านได้" 
      ยูกิยิ้มหัว "...รักอย่างนั้นรึ ข้าไม่ได้ยินคำนี้มาเกือบสี่ร้อยปีแล้วสิ"

      "ใครจะไม่รักท่านได้" มายุคว้าต้นแขนของหญิงสาวเอาไว้ อาการแสบคันเริ่มถามหา แต่เธอจะไม่มีวันปล่อยหญิงสาวตนนี้ไปอีกแล้ว ต่อให้เธอจะกลายเป็นต้นไม้หยั่งรากอยู่ตรงนี้ หรือเป็นนกน้อยถูกลูกดอกอาบยาพิษจนต้องบินมาตายแทบตักหล่อน... แค่ได้เห็นหล่อนเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนตาย ก็คงไม่ขอสวรรค์วิมานอะไรอีกแล้ว 
 
      "คนที่ใช้ข้าเป็นเครื่องมือสนองตัณหามีเยอะกว่าคนที่รักข้าจริง เพราะข้าเองก็ไม่เคยมอบรักให้แก่ใคร" น้ำเสียงของหล่อนดูเศร้าสร้อยและขมขื่นผิดวิสัย 
      "ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษรึเปล่า แต่ข้ารักท่าน" 

      คาชิวากิใจอ่อนยวบ ไม่อยากทำอะไรเด็กที่เพิ่งจะเคยรู้สึกรักเป็นครั้งแรก ความรู้สึกของครั้งแรกสดใส เบ่งบาน และท้าทาย ราวกับดอกท้อกิ่งสุดท้ายก่อนถึงฤดูใบไม้ร่วง เธอเคยเฉียดกรายความรู้สึกนี้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว จนกระทั่งความโลภเข้าครอบงำจิตใจ เธอไม่เคยเอ่ยคำรักกับใครหรืออะไรอีก วันนี้เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกได้ถึงมัน จากนัยน์ตาที่จ้องมองเธออยู่อย่างจริงใจ ณ เวลานี้ 

      เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า การกระทำของตัวเองไม่น่าให้อภัย

      แต่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่การกระทำอันไม่น่าให้อภัยนั้นได้รับการนิรโทษ

      และคงจะเป็นครั้งสุดท้าย

      "...ข้าถูกสาปไม่ให้รักชั่วชีวิต" 
      "งั้นท่านฆ่าข้าเสียเถอะ ข้าอยู่เยี่ยงคนถูกสาปให้รักท่านไม่ได้"

      ยูกิขออโหสิกรรมเธอในใจ หวังว่าเธอจะให้อภัย 

กวีโบราณอุปมาความอยากเหมือนสีแดง แรงฤทธิ์และแจ่มจ้า ทว่าเธออยากให้มันคล้ำลงกว่านั้นอีกสักหน่อย จะได้เหมือนสนิมที่เกาะกินจิตใจเธออยู่ตอนนี้
 
      การร่ายรำกระบวนแรกเริ่มขึ้นที่โคนต้นไม้ มายุกัดริมฝีปาก ทุกหัวระแหงของร่างกายร้อนอย่างกับไฟสุม ยิ่งหล่อนลากนิ้วผ่านกลางกาย เลื้อยไปตามจุดอ่อนไหวก็ยิ่งรุ่มร้อน นางขยับเข้ามาแนบชิด กระซิบข้างหูให้ผ่อนคลายตัวเอง แต่สิ่งที่กระทำอยู่ช่างสวนทาง พระอาจารย์ผิดแล้ว กามคุณไม่เคยฆ่าคน แต่พาคนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นต่างหาก

      เสียงกังสดาลแว่วมาแต่ไกล เด็กสาวก็กระตุกเกร็ง อาการคันสูญสลายสิ้น เหลือเพียงแต่ความอิ่มเอิบสุขใจ คาชิวากิมอบจูบสุดท้ายให้เธอ มันทั้งอ่อนหวานและเผ็ดร้อน เธอรู้สึกตัวเบาหวิวดุจขนนก ปลิดปลิวไปตามแรงลม ก่อนจะซบลงบนพื้นน้ำ สร้างแรงกระเพื่อมไหวเป็นระลอกถี่ยิบ สิ่งที่ถูกกดทับเอาไว้ได้รับการปลดปล่อยเสียที เธอเป็นผู้หญิง และเป็นผู้หญิงมาทั้งชีวิต ไม่มีใครจะช่วงชิงความเป็นหญิงไปจากเธอได้

      แม้แต่ความตาย 
SHARE
Written in this book
An Anatomy of A Soul
Short femslash fictions collection on philosophical subjects I contemplate. 
Writer
Aommies
A Playing God
I do write things, but don't consider me as a writer. I'm not one.

Comments

Pankmanthana
3 months ago
มายุลูกกกกพ่ออออออ
Reply