ปราศจากอุดมการณ์ ภาค "2"
สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ในบทความนี้เป็นภาคต่อของ "ปราศจากอุดมการณ์ 1"  (https://storylog.co/story/5b57eda61f1b7e7674d7dd47) ที่ผมได้เขียนไว้เมื่อนานมาแล้วนะครับ ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็กดตามลิ้งค์ได้เลย

ตอนที่เขียนปราศจากอุดมการณ์ 1 นั้น ผมเองก็ไม่คิดว่าจะได้มาเขียนภาค 2 ต่อ ในแง่ที่ผมเองก็คิดว่ามันค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ( ณ ขณะนั้น) ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอะไรหลายๆอย่าง  ก็ช่วยให้ผมได้ตกตะกอนทางความคิดขึ้นกว่าเดิม จึงคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของผมที่จะเขียนบทความนี้ เพื่อยอมรับถึงความเข้าใจผิด (ในบางประเด็น) ของผมเอง และ ต่อยอดสิ่งที่เคยเสนอเอาไว้

เริ่มแรกเลย คือ เรื่องของการ "นิยามตัวเอง-คนอื่น"
ในชีวิตของผมซึ่งค่อนข้างได้แวะเวียนเจอกับพวกที่มีแนวคิดไปในโทนต่อต้านอนุรักษ์นิยมไทย
มักจะได้ยินคำถามประมาณว่า

"คุณคิดว่า นาย A (บุคคลที่3) เป็นพวกอะไร เสรีนิยม , อนุรักษ์นิยม หรือ ฝ่ายซ้าย"

ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ในแง่นึงก็เป็นปัญหา และ ในแง่นึงก็เป็นประโยชน์
ในแง่ที่เป็นประโยชน์ คือ สำหรับคนที่กำลังเริ่มศึกษาเรื่องการเมืองแรก ๆ เพราะจะได้เรียนรู้ในการจับคู่ "ไอเดียย่อย" กับตัว "อุดมการณ์ใหญ่" เป็นวิธีคิดอย่างง่าย

ตัวอย่าง เช่น ถ้ามีคนแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แล้วคนที่ได้ยินก็โพล่งว่า
"ไม่รักพ่อก็ออกจากประเทศนี้ไป"
 ก็อาจพอมองแบบ "คร่าวๆ" ว่าเป็นพวก "ฝ่ายขวา"  อนุรักษ์นิยม เพราะเป็น "ไอเดียร่วม" ของอุดมการณ์ "ราชาชาตินิยมไทย" ที่คนที่สมาทานอุดมการณ์แบบนี้ มักเอามาใช้ด่าคนที่ิวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ

หรือแนวคิดที่ว่าไม่ต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือ มีรัฐสวัสดิการหรอก คนจะจนจะรวยขึ้นอยู่กับว่า
"ใจสูง หรือ ใจต่ำ" (ขอยืมคำ อ.เฉลิมชัย)  "ใจสูงมึงก็รอด ใจกระจอกมึงก็จน" (ประโยคเต็มที่ อ.แกเคยพูดไว้)  ดังนั้นรัฐไม่ได้มีภาระหน้าที่ในการให้สวัสดิการช่วยเหลือคนจนเพราะคนจนเพราะโง่ขี้เกียจเอง แนวคิดแบบโทษปัจเจกแบบนี้ก็มองได้ว่าคนที่คิดแบบนี้เป็นพวก "เสรีนิยม"
ที่เชื่อในเรื่อง "American Dreams" (ดูในบทความ "ปราศจากอุดมการณ์ 1")

ซึ่งจุดนี้ผมว่าเราน่าจะเริ่มเห็นความทะแม่ง ๆ ขอการจัดประเภทคนแบบดังกล่าว เพราะในอีกแง่มุม อ.เฉลิมชัย เองก็มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม-ศาสนานิยม-ชาตินิยม-กษัตริย์นิยม ซึ่งในตอนเริ่มแรกของการเรียนรู้เรื่องการเมือง อนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม นี่ดูจะเป็นคู่กัดที่ต้องแบ่งพวก ไฝว้กันตลอด แต่ทำไมแนวคิดแบบนี้ถึงมารวมในตัวคนเดียวได้ ? ซึ่งไม่ได้มีแค่ อ.เฉลิมชัย เท่านั้นที่คิดแบบนี้

ปัญหาในการจัดประเภทคนตามอุดมการณ์ คือ

1. เรามองว่า สภาวะของ "คน" นั้นเป็นการหยุดนิ่ง ทั้งๆที่จริงแล้วมัน คือ การค่อย ๆ "กลายเป็น" (Becoming) สิ่งอื่นตลอดเวลา  มีการเปลี่ยนแปลงในทุกอนุภาคอยู่ตลอดเวลา

2. เราลดทอนความซับซ้อนของ "มนุษย์" ที่เราจัดประเภทลงเป็น
"ตัวแทนแห่งอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่ง"

3. การจัดประเภทคนตามอุดมการณ์ ต้องคำนึงถึงบริบทของสังคมที่มีความเฉพาะ  พรรคที่ได้ชื่อว่า "ก้าวหน้า" , "ฝ่ายซ้าย" ในประเทศนึง อาจมีอุดมการณ์เดียวกับพรรคที่ถูกจัดเป็น "พรรคฝ่ายขวา" ในประเทศนึง (แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะเหมารวมหมดว่าประเทศเราวิเศษกว่าประเทศอื่น เอาหลักการทฤษฎีใดๆ มาทำความเข้าใจไม่ได้เลยนี่ก็มักง่ายเกินไป)

หรือถ้าพูดให้ง่ายขึ้นก็ คือ เรายังติดกรอบการทำความเข้าใจแบบ "ศาสนา" ที่ใช้มองศาสนิกชน
ตัวอย่าง เช่น
"ถ้านาย A เป็นมุสลิมก็ต้องไม่กินหมู ถ้ากินหมูแล้วก็แสดงว่าไม่ใช่มุสลิม"

นั่นแปลว่าอะไร ? นั่นแปลว่าเราคิดว่า ถ้ามีคนที่เป็น "เสรีนิยม" เขาก็จะต้องสมาทานทุก ๆ ไอเดียของเสรีนิยม ในทุกๆการกระทำของเขา หากไม่แล้ว เขาคือคน "ลักลั่น,ย้อนแย้ง,ทรยศอุดมการณ์,คนผิดศีลทำบาป"
เหมืิอนกับคนมุสลิมที่ต้องทำตามคัมภีร์อัลกุรอานทุกประการ
เหมือนกับที่คนคริสต์ต้องทำตามคัมภีร์ไบเบิ้ลทุกประการ ฯลฯ

ดังนั้นเราก็มักจะเห็นฝ่ายก้าวหน้าไทยหลาย ๆ คนชอบบ่นว่า
เวลาเห็นข่าวคนกระทำความย้อนแย้งว่า

"ไม่เข้าใจเลย ทำไมนาย A( หรือกลุ่มคน A) ที่บอกว่าตัวเองเป็นแบบนี้
แต่กลับทำตัวอีกแบบนึง"
เราจะเห็นเซเลปฝ่ายก้าวหน้าที่ออกทีวีบ่อยๆบางคน ชอบยกเคสการกระทำของพวกอนุรักษ์นิยมขึ้นมาด่าว่า มันช่างลักลั่น ย้อนแย้ง แล้วคนดูก็เฮโลตาม

ซึ่งหลายๆพฤติกรรมของพวกฝ่ายขวาไทย มันก็เป็นการ "ปากว่าตาขยิบ" หรือ "พูดอย่างทำอย่าง" จริง ๆ ลักลั่น ย้อนแย้งจริง

แต่คำถามที่สำคัญที่สุด คือ แล้ววิธีคิดแบบนี้มันเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายก้าวหน้า หรือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า ?

คำตอบของผม คือ เป็นประโยชน์กับพวกอนุรักษ์นิยมมากกว่า!

เพราะอะไร ? เพราะอำนาจอยู่ในมือของพวกอยู่แล้ว พวกเขาได้เปรียบกว่า พวกเขามีสารพัดเครื่องมือในการฝังแนวคิดคนให้อยู่กับฝ่ายเขา ด้วยกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐต่าง ๆ ด้วยสื่อ,ค่านิยมต่าง ๆ

"ฝ่ายก้าวหน้า" เป็นฝ่ายที่จำเป็นต้องรีบขยายฐานมวลชนมากกว่า เรามีคนน้อยกว่า

แต่การทีี่คอยจับผิดว่าใคร "ลักลั่นย้อนแย้ง" หรือ "ใครโง่ใครฉลาด"
ที่เป็นการผลักไสคนออกไป เป็นการโฟกัสไปที่ "จุดต่าง" มากกว่า "จุดร่วม" เป็นสิ่งที่จะค่อยๆบ่อนเซาะ ฐานมวลชน ความสามัคคีของฝ่ายก้าวหน้า 

เราพยายามจะเสาะแสวงหา "คนที่บริสุทธิ์ในอุดมการณ์ที่สุด" "คนที่ก้าวหน้าที่สุด" จนในที่สุดเราก็พบกับความสิ้นหวังว่าแม้แต่ คนที่ดูบริสุทธิ์ในอุดมการณ์ที่สุด หรือ แม้แต่ตัวเราเอง
ก็ไม่ได้มีความเป็น "ตัวแทนบริสุทธิ์แห่งอุดมการณ์" จริง ๆ

เราเหมือนจิตกรที่ต้องการจะทำรูปแกะสลักหิน  แต่เราโฟกัสในการแซะเอาหินส่วนที่ไม่พึงประสงค์ออก ทั้งๆที่เราอาจจะยังไม่รู้วิธีหาหินมาแกะสลักด้วยซ้ำ หรือ เราอาจไม่มีหินเลยก็ได้
แต่เราก็คร่ำเคร่งแกะสลักอากาศอยู่อย่างนั้น

ผมเห็นมีเพื่อนๆหลายคน ประกาศเลิกสังกัดในฝ่ายก้าวหน้า หรือ ไม่เคยคิดจะลองร่วมกับฝ่ายก้าวหน้า เพราะกลัวว่าตัวเองจะ "ไม่บริสุทธิ์พอ" (ในแง่ว่าไม่ซ้ายพอ ไม่ก้าวหน้าพอ อะไรนะ ? ต้านทุนนิยมหรอ คือ กูต้องเลิกเข้าเซเว่นใช่ไหม ? อะไรทำนองนั้น) 

นี่เป็นผลจากกรอบคิดแบบถ้า ไม่ "0" ก็ "100" (All or Nothing)
เป็นผลจากแนวคิดแบบศาสนา ที่คอยจับผิดศาสนิกขนว่าทำบาปข้อไหนบ้าง ที่เอามาใช้กับการเมือง
เป็นผลจากการลดทอนความซับซ้อนของมนุษย์ลงเป็นเพียง
"ตัวแทนอันบริสุทธิ์ของอุดมการณ์"

มีสาวน้อยคนนึงที่ผมรู้จัก เธอตกอยู่ในความวิตก,โทษตัวเอง ว่าเธออยากเป็นคนสวย,หุ่นดี อยากลดความอ้วน แต่ก็กลัวถ้าคิดแบบนี้จะ "ย้อนแย้ง" กับแนวคิดสตรีนิยม(?)ที่บอกว่า "การที่ผู้หญิงจำเป็นต้องสวยเพราะระบบสังคมชายเป็นใหญ่ลดทอนคุณค่าของผู้หญิงลง ให้เหลือแค่เรื่องรูปร่างหน้าตา มีค่าแค่เอาไว้เย็ดกับผลิตลูกเท่านั้น ดังนั้นผญ.ยุคใหม่ต้องภูมิใจในรูปร่างหน้าตาตัวเอง อย่าไปอยาก "สวยตามค่านิยม" แบบชายเป็นใหญ่ที่ผู้หญิงถูกยัดเยียดให้ (ซึ่งก็เห็นเฟมินิสต์ในต่างประเทศบางกลุ่มทำกิจกรรม ไว้ขนรักแร้,ไว้ขนขา,ไม่ใส่ผ้าอนามัยตอนมีเมนส์ (Free-bleeding) อยู่เนือง ๆ ทั้งนี้เฟมินิสต์ก็มีหลายกลุ่ม อย่าพึ่งเหมารวมว่าเฟมินิสต์ทุกคนเป็นแบบนี้)

ซึ่ง Louis Althusser (เจ้าเก่าจากบทความเดิม) ก็เคยกล่าวถึงคอนเซปของ "อุดมการณ์แห่งอุดมการณ์" ไว้เหมือนกัน ซึ่งหมายถึงคน ๆ นึงสมาทานอุดมการณ์อะไรได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่า ณ บริบทนั้น ๆ อุดมการณ์ตัวไหนขึ้นมาเป็นอุดมการณ์หลัก

"เรามัวแต่สนใจว่าเขาเป็นพวกไหน มากกว่าสนใจว่าเขาจะทำอะไรร่วมกับเราได้บ้าง"

ประโยคนี้เป็นประโยคที่เหมือนน้ำเย็นที่สาดใส่ผมจนตื่นจากความหลงผิด ผู้พูดประโยคนี้เป็นคนที่ผมนับถือเขาเป็น "อาจารย์" ของผมซึ่งผมมักจะปรึกษาเรื่องแนวคิดต่าง ๆ กับเขาเสมอ

"ผมได้ลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมกับชาวบ้านในที่ต่าง ๆ มา คนที่ร่วมด้วยบางคนก็เป็นพวก
"เสรีนิยมใหม่" บางคนก็เป็น "อนุรักษ์นิยม" แต่เขากลับทำงานเพื่อชุมชนได้ดีกว่า "ฝ่ายซ้าย" บางคนอีก"
  เขากล่าวต่อ

มันเหมือนที่ผ่านมาเราหมกมุ่นแต่กับการ "ยืนยันอัตลักษณ์ของตัวเอง" ไม่ว่าจะด้วยการยืนยันผ่านคนที่เห็นร่วมกัน หรือ ยืนยันด้วยการด่าคนอื่นให้เป็นฝ่ายตรงข้าม ยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองโดยชี้ถึงความ "ลักลั่นย้อนแย้ง" ของคนอื่น จนหลงลืมไปว่า แล้วเราทำอะไรได้บ้าง , แล้วเขาทำอะไรร่วมกับเราได้บ้าง หรือหลายครั้งเราเห็นคนอื่นทำผิด ในสิ่งที่เราตอนเด็กเคยทำ เรากลับด่าเขาอย่างสาดเสียเทเสีย ราวกับว่าครั้งหนึ่งเราไม่เคยเป็นแบบนั้น

เราเอาคำว่า "Free speech" (เสรีภาพในการพูด) มาเป็นเครื่องมือในการไม่มีเมตตาใส่คนอื่น สร้างอีโก้ให้กับตัวเอง โจมตีคนอื่นทั้งฝ่ายเดียวกับอย่างสาดเสียเทเสีย พอเขาเสียความรู้สึกก็ยัดว่าเขาไม่ใจกว้าง ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าเราโดนด่าแบบสาดเสียเทเสียเองบ้าง เรากลับโกรธ แล้วหาช่องทางในการโจมตีคืน

ผมนึกถึงสำนวนของพวกซ้ายเก่าสมัยยังอยู่ในป่ากันซึ่งผมว่าเป็นแนวคิดที่สำคัญมาก นั่นคือ

"แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง"

"เข้มงวดกับตัวเอง ผ่อนปรนกับคนอื่น"

ซึ่งในปัจจุบันเหมือนถูกกลับหัวกลับหางเป็น "แสวงจุดต่าง สงวนจุดร่วม" และ
"
ผ่อนปรนกับตัวเอง เข้มงวดกับคนอื่น"
แสวงจุดร่วม คือ ดูว่าคนอื่น (หรือ แม้แต่คนที่เราคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม) มีจุดอะไรที่ร่วมกับเราได้บ้าง  ไม่ได้แปลว่าต้องทำตามคนอื่น ต้องกลมกลืนตัวเองเข้ากับคนอื่นไปหมด

แต่ดูว่าในปัจจุบัน  "เขาคนนี้" มีอะไรที่ทำร่วมกับเราได้บ้าง อาจจะเป็นเรื่องเล็กบ้างใหญ่บ้าง จาก 100 อาจมีสัก 10 บ้าง 30 บ้าง แต่เมื่อรวมๆกันแล้ว มันสร้างประโยชน์กว่าการเสาะแสวงหาแต่คนที่มี 100 ราวกับว่าคนที่มี 100 จะ 100 ตลอด หรือราวกับว่าเราประเมินได้เพอร์เฟ็คว่าเขามี 100

โดยสรุปผมมองว่าทั้งการรู้จัก "แยกแยะ" และการรู้จัก "รวบรวม" มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่างกันขึ้นอยู่กับบริบท ในบทความนี้นั้นผมเน้นไปที่การกล่าวถึงประโยชน์ของการ "รวบรวม(คน)" ซึ่งเหมือนจะถูกทิ้งร้างไป เพราะเราไปใส่ใจกับการ "แยกแยะ" มากกว่า ซึ่งไม่ได้แปลว่าการแยกแยะนั้นไม่ดี หรือ เราต้องก้มหน้าก้มตาสามัคคี เพียงแต่ให้เราใช้ทั้ง 2 เครื่องมือ (ทั้ง "แยก" และ "รวม") ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทิ้งเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งไปให้เสียประโยชน์

การเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้เกิดจาก "บุคคล" หรือ "กลุ่มบุคคล" ใดบุคคลหนึ่ง ป่วยการหากเราจะคาดหวังให้มี "ฮีโร่" ผู้เป็น "ตัวแทนแห่งอุดมการณ์อันบริสุทธิ์" เป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  เราไม่อาจ"หาเจอ" และเราก็ไม่อาจ"เป็น"

การตีความคำว่า "เข้มงวดกับตัวเอง" ว่าเป็นการพยายามทำตัวเป็นนักพรตบริสุทธิ์ (ไม่ทำสิ่งที่ขัดกับหลักการเลย) มีแต่จะทำให้เรากังวลจน ไม่สามารถสร้าง "การกระทำ" ที่ทำให้สังคมไปในทางที่ก้าวหน้าขึ้นได้  ที่ว่าเข้มงวดกับตัวเอง จึงหมายถึงดูว่า
"เราทำอะไรได้บ้าง" มากกว่าว่า "เราบริสุทธิ์แค่ไหน"

และการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นก็กระทำได้ ภายใต้กรอบคิดว่า
"การกระทำนั้นๆส่งผลดีหรือผลเสีย" ไม่ใช่ใต้กรอบว่า "การกระทำนั้นย้อนแย้งหรือไม่"

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม คือ การสะสมกับของ "การกระทำ" หลาย ๆ อย่างเป็นระยะเวลานาน

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงเหมือนการพยายาม
"สร้างและสะสม"
มากกว่าการพยายาม
"กีดกันและทำลาย"

.
.
.

ขอขอบคุณมิตรสหาย,หนังสือ,นักคิด,ประสบการณ์ และ โดยเฉพาะอาจารย์วริศ
ที่ช่วยในการตกผลึกทางความคิดของผมที่ผ่านมาและต่อไป


















SHARE
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,HR,RappeR
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บ.ก.กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper วงซ้ายจัดชื่อ กบฏสบถ และตีกลองให้วง Kalibut เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments