บทวิจารณ์วรรณกรรม เรื่อง ปีศาจ
บทวิจารณ์วรรณกรรม เรื่อง ปีศาจ



วรรณกรรมเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 62 ปีที่แล้วโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือนาย ศักดิชัย บำรุงพงศ์ สำหรับผม อ่านแล้วรู้สึกประหลาดใจ เพราะมันมีความเก่าและความสดใหม่ ผสมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

อยู่ในเรื่อง ความเก่าที่ว่านั้นก็คือ ยุคสมัยของเรื่องในช่วงคาบเกี่ยวสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีฉาก

ที่บรรยายถึงการเข้ามาของทหารญี่ปุ่น ส่วนในความสดใหม่ที่ว่านั้นคือ “ปีศาจ” ที่ไม่มีวันตาย มันดำรงอยู่

ทุกยุคทุกสมัย มันเป็นปีศาจที่กาลเวลาสร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว

หากจะมองวรรณกรรมเล่มนี้เป็นเรื่องราวของความรัก ก็คงจะเห็นโครงเรื่องเป็นดั่งเรื่องรักน้ำเน่า ที่ตอนจบแปลกประหลาด แบบพระเอก และนางเอกต้องลาจากกัน แต่หากจะมองให้ชัดในแก่นเรื่อง มันคือ สัจธรรมที่ว่า “ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา” หากใครผู้ใดคิดจะครอบครอง หรือพยายามที่จะหลีกหนีความเปลี่ยนแปลง “ปีศาจ” แห่งกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงนั่นแหละ ที่จะตามมาหลอกหลอนพวกเขา ในครั้งแรกที่ผมอ่าน ผมพบปีศาจเพียงแค่ในบทกล่าวสุนทรพจน์ของ สาย สีมา ที่กล่าวกับท่านเจ้าคุณในงานเลี้ยงเท่านั้น แต่เมื่ออ่านในครั้งที่สองและสาม ผมพบปีศาจเพิ่มขึ้น ทั้งปีศาจที่คอยหลอกหลอนชาวบ้านผู้หวงแหนแผ่นดินเกิด ปีศาจที่หลอกหลอนทั้งพี่สาว แม่ และพ่อ ของรัชนี เห็นได้ว่า “ปีศาจ” ในความหมายนี้ ไม่ใช่ภูติ ผี และไม่ใช่เพียงแค่คน แต่รวมถึงสภาวะบางอย่างอีกด้วย

ครั้งหนึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้ ยังเคยเป็นสิ่งจุดประกายทางปัญญาให้นักศึกษาและประชาชนเรือนแสน ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรม อำนาจมืด ของบ้านเมืองในสมัย 6 ตุลาคม 2516 เพราะมีสิ่งหนึ่งที่ วรรณกรรมเรื่องนี้แสดงไว้นั่นคือ ความคิดหัวก้าวหน้า ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจน จากตัวละคร สาย สีมา ที่เป็นลูกหลานชาวนา ชนชั้นรากหญ้าของประเทศ ที่ด้วยโชคช่วยและดิ้นรนจนสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อันมีแต่ผู้ดีร่ำรวยในสมัยนั้นที่สามารถเข้าเรียนได้ จากนั้นสาย สีมา ก็จบออกมาเป็นทนายความ

ในตอนหนึ่ง ที่มหาจวนผู้ที่เคยเป็นอาจารย์ของสาย สีมา ขอให้เขาช่วยว่าความฟ้องร้องเรื่องค่าเช่าที่นา กับชาวบ้าน ซึ่ง เป็นคนบ้านเดียวกันกับเขา จุดนั้นเองที่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า เขาจะเลือกสิ่งใดระหว่างความกตัญญูต่อคนหนึ่งคน โดยไม่สนใจต่อความยากจนของชาวบ้าน หรือจะอกตัญญู เพื่อความรับผิดชอบที่ใหญ่กว่าต่อชาวบ้านผู้ยากจนที่เป็นคนหมู่มาก ในท้ายที่สุด สาย สีมาก็เลือกอย่างหลัง นี่คือตัวอย่างชัดเจนในแนวคิดหัวก้าวหน้า ที่มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม และละทิ้งความกตัญญูต่อพวกพ้องที่ทำร้ายผู้อื่น

หากจะมองอีกมุมหนึ่ง ความกตัญญูในรูปแบบนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในวงจรของระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นแนวคิดของผู้คนที่อยู่ในโลกเก่านั่นเอง

จึงเห็นได้ว่า วรรณกรรมเล่มนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่ายุคสมัย แต่ยังเป็นแสงนำทางให้ยุคสมัยอีกด้วย

แม้จะเต็มไปด้วยแนวคิดอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องที่อ่านง่าย ลื่นไหล สนุก และชวนติดตามอย่างเหลือเชื่อ

สิ่งที่น่าประทับใจของตัวละครสาย สีมา อีกอย่างหนึ่งคือ แม้เขาจะมาจากครอบครัวคนจน ก็มีบุคลิกเป็นผู้ชายแท้ๆ ที่มีความสุภาพ เฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์ และการกระทำของเขาก็ทำให้ผู้อ่าน ประหาลดใจได้เสมอ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ในวงอาหารที่ท่าเจ้าคุณเชิญเขาไป เพื่อหักหน้าต่อหน้าผู้ดีมากมาย คำพูดที่เขากล่าวนั้น แก้สถานการณ์ ภาพพจน์ และแสดงทัศนะความคิด ความเชื่อ ของตัวละครออกมาได้อย่างงดงาม ทั้งยังแฝงแนวคิด แก่นสาระสำคัญของเรื่อง ขมวดและคลี่คลายไปพร้อมๆกันอีกด้วย และฉากนั้นเองเป็นฉากที่ ใครก็ตามที่ได้อ่าน คงจะจำได้อย่างแน่นอน

สุดท้ายในตอนจบของเรื่อง “ปีศาจ” ตั้งคำถามให้กับหนุ่มสาวไว้อย่างน่าสนใจ ว่าจะเลือกทำเพื่ออุดมการณ์ หรือปล่อยบ้านเมืองแล้วอยู่เพื่อตัวเองต่อไป ซึ่งในตอนนั้นเองที่ทางเลือกของ รัชนี คือการทิ้งความสุขสบาย หนีออกจากบ้านไปอยู่กับกิ่งเทียนเพื่อนสนิทที่เป็นครู ผู้รักในอุดมการณ์ สอนหนังสือเด็กๆในชนบท ตัวละคร สาย สีมา รัชนี และกิ่งเทียน จึงเป็นตัวแทนของคนในโลกใหม่ ที่มีความคิด มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม มากกว่าจะแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว และเหนี่ยวรั้งความสุขสบาย ครอบครองวิมานแห่งอำนาจไว้ ดังนั้นพวกเขาเองจึงเป็นหนึ่งในสิ่งแทนสภาวะ “ปีศาจ” ที่ทำหน้าที่หลอกหลอนผู้คน

ที่ไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลง อยู่ทุกวี่วัน และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้วรรณกรรมเล่มนี้อยู่ยงคงกระพัน จนมาถึงทุกวันนี้

ผมเชื่อว่า ไม่ว่าผ่านไปอีกกี่ปี แก่นสาระสำคัญของวรรณกรรมเล่มนี้ก็ยังคงสดใหม่อยู่เสมอ

เพราะสิ่งนั้นคือ สัจธรรม คือความเที่ยงแท้ หากเรามองดีๆ ในปัจจุบัน สภาวะปีศาจนี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ในทุกที่ ทุกเวลา เพราะกาลเวลาคือสิ่งผันแปร โลกเก่าลงในทุกวัน ทุกเวลา และวินาที หากเราจะจมอยู่

กับวิมานแสนสุขของอดีตที่ผ่านมาแล้ว อีกไม่นาน ปีศาจก็จะปรากฏกาย และทำหน้าที่หลอกหลอนให้ละเมอหวาดกลัว และหากมองลึกๆ แล้ว ปีศาจ ไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลย มันคือตัวเราเอง นั่นคือสิ่งที่วรรณกรรมเรื่องนี้บอกผม ซึ่งมันได้บอกทุกคนที่อ่าน มาเป็นระยะเวลา 62 ปีแล้ว มันยังคงบอกต่อไปเรื่อยๆ และยังคงหลอกหลอนต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันคือหน้าที่ของ “ปีศาจ” นวนิยายคงกระพันแก่กาลเวลา

นายอินทัช เกตุสิงห์

SHARE
Writer
INTHUCH
Learner
a p o e m s h o u l d n o t m e a n b u t b e.

Comments