ก่อนพรุ่งนี้จะมาถึง
   ขณะนี้เวลา 19.45 น. ผมกำลังนั่งดื่มชาอยู่ริมคลองแสนแสบเพียงผู้เดียว นานมากที่ผมไม่ได้ลิ้มรสชาติวิถีชีวิตแบบเดิมๆ หลังจากประกาศผลออกฝึกสอนในวันนั้น

   พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึก ผมไม่สามารถบอกกับตัวเองได้เลยว่า "พรุ่งนี้ผมควรดีใจหรือเสียใจดีว่ะ!" ใจหนึ่งมันรู้สึกหมดภาระที่แบกมาราวปีไปได้ แต่อีกใจก็ได้ผูกผันกับอะไรหลายๆอย่างเข้าแล้ว

   อีก 7 ชม. 15 นาทีหลังจากนี้ กับทุกๆนาทีที่เหลืออยู่ มันเป็นความรู้สึกใจหาย "ใช่ครับ!ผมเรียกความรู้สึกในตอนนี้ว่าใจหาย" เป็นอาการที่บอกไม่ได้ว่าผมควรดีใจหรือเสียใจกับเหตุกาณ์ที่ใกล้เข้ามา

   วันที่ 8 พ.ค.61 ที่ได้รู้จักที่นี้ มีเรื่องราวใหม่ๆมากมายวนเวียนถาถมเข้ามาในแต่ละวัน จำได้ว่าวันแรกที่เปิดเรียน ผมแทบไม่ได้เข้าสอนนักเรียนเลย ในใจก็คิดแต่ว่าทำไม่พี่เลี้ยงถึงไม่ให้เราสอน ในขณะเพื่อนที่มาพร้อมกับผม เขาสอนมาจนจะจบบทที่1แล้วเราก็ยังไม่ได้สอน เวลาผ่านมา 2 สัปดาห์กว่าๆที่ผมจมอยู่กับคำถามที่ถามตัวเองอยู่ทุกวัน ๆ "นี่! ผมแย่ขนาดนั้นเชียวเหรอ"

  จากคำถามที่คอยแต่ถามตัวเอง กลายเป็นคำขอเพื่อเข้าปรึกษาอาจารย์ที่มหา'ลัย จำได้ว่าอาจารย์บอกให้รอดูสักพักแล้วถ้าเกิดไม่ดีขึ้น ลองพูดกับครูพี่เลี้ยงดู ผมรับข้อเสนอแล้วนำมาปฏิบัติทันที

   เกือบ 20 วันมาแล้วหลังจากเปิดเรียนวันแรก ผมเพิ่งได้มีโอกาสสอนเป็นครั้งแรก ปากกาไวท์บอร์ดสั่นราวกับแผนดินไหว ตัวหนังสือเขียนไล่ขึ้นภูเขา สองคู่สายตาที่มองอยู่ข้างนอกห้องเรียนเป็นสายตาของครูพี่เลี้ยงจดจ่อมายัังผม "แม่เจ้า!เนื้อหาก็ลืมหมดสิ้นไปทันใด"

   ผมดีใจที่บนใบหน้านั้นนอกจากจะมีสายตาคู่นั้นแล้ว ยังมีรอยยิ้มที่ปะปนไปด้วยความอดกลั้นที่จะขำ มันเป็นรอยยิ้มที่เป็นกำลังใจบอกเป็นนัยว่าพยายามน่ะ ข้อสงสัยที่เคยวางไว้ว่าทำไม่ฉันไม่ได้สอน? มันละลายหายไปด้วยรอยยิ้มคู่นั้นเสียแล้ว

   หลังจากวันนั้นท่านก็เข้ามาดูผมสอนประมาณ2-3 ครั้งเห็นจะได้ เชื่อไหมแค่ผมเห็นเงาและเสียงฝีเท้าท่านเดินมา ผมตะกุกตะกักรอเชียวละ มันสอนไม่ได้ มันเขิน ไม่มีความมั่นใจอะไรเลย จนกระทั้งท่านปล่อยให้ผมฉายเดี๋ยว ตั้งแต่นั้นมา ผมก็กลายเป็นมืออาชีพสามารถสอนแทนครูทุกท่านที่ติดราชการสบาย ๆ นี่ละครับ "ครูพี่เลี้ยงผม"

    อีกคนก็เป็นเพื่อนซี้ เราเพิ่งรู้จักกันในวันที่11 พ.ค.61 เป็นวันเปิดเรียนวันแรกเช่นกัน เพื่อนคนนี้เรียนเอกศิลปะ แต่พูดเก่งราวกับเรียนเอกภาษาไทย เราทั้งคู่จะไปไหนมาไหนมีแต่ผู้ใหญ่ในรร.รักและเอ็นดู ด้วยความที่เราสองคนเป็นคนเล่นขี้ เอ้ย!ขี้เล่น มักจะสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอยู่เสมอ

   พูดก็พูดเถอะ! แม้พวกผมอาจไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริหารระดับสูง แต่นักการ แม่บ้าน น้ายามรู้จักพวกผมดี ช่วงแรกได้ของกินกลับหอแถบทุกวัน วันนั้นได้กล้วยมาหนึ่งหวี ป้าแม่บ้านให้มา ตั้งใจจะเชื่อมไปฝากท่านด้วย ปรากฏว่าไฟแรงกล้วยเชื่อมไหม้หมด มีโอกาสได้อุดหนุนร้านของหวานแล้วบอกท่านว่า "กล้วยเมื่อวานเชื่อมแล้วอร่อยมากครับ!" วันนี้ผมเอามาฝากป้าด้วย ร้ายไหมละ?

    ไหนจะน้องๆและเพื่อนคนอื่น ที่คอยสนับสนุนงานต่าง ๆ แบ่งเบาภาระทางความคิด ภาระงานที่พวกเราต่างก็บอกช้ำมามากพอดู ผมไม่รู้ว่าผมจะเป็นที่รักของพวกเขาหรือไม่ แต่สำหรับผม "พวกเขาคือที่รักของผมเสมอ"

   และเด็กนักเรียนของผมอีกม.1/5 ที่คุยเก่งที่สุด ม.1/7 ลูกประจำชั้นที่พ่อต้องไปรับกลับจากห้องปกครองเสมอ ม.1/11 ที่งานไม่ค่อยส่ง ทวงแล้วทวงอีก ตอนเทอม1ด่าไว้เยอะ จนเทอมนี้รักขึ้นเยอะเลย 

    นี่!ก็แค่ส่วนหนึ่งของความทรงจำที่เกิดขึ้นเท่านั้น มักจะมีเรื่องราวดี ๆ ปะปนมากับเรื่องร้ายๆอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่ไม่ไหว กำลังใจจากครอบครัวมีพลังมากที่สุด ตั้งแต่ผมออกฝึกสอนมา เวลาที่ผมคุยกับครอบครัว เผลอๆ เท่ากับเวลาที่คุยกับพ่อและแม่ตลอด 7 ปีที่เรียนมารวมกันเสียอีก 

    แล้วอีก 7 ชั่วโมง 15 นาทีนี้ ผมอยากรู้ว่าผมจะดีใจหรือเสียใจกับวันสุดท้ายดี หรือจะคงความรู้สึกแบบใจหายเอาไว้ตลอด แต่พรุ่งนี้ผมต้องแสดงออกอะไรบ้างละ! บางทีเด็กๆอาจรอถ่ายรูปกับผมอยู่ ครูพี่เลี้ยงกำลังรออวยพรผม ซึ้งผมภาวนาอยู่อย่างเดียว "ขอให้น้ำตาที่ตื้นตันอยู่อย่าได้ไหล และหากต้องไหลก็ขอให้กลั่นมาจากความรู้สึกใจหายที่สุดในตอนนี้ก็แล้วกัน"

ก่อนพรุ่งนี้จะมาถึง
    
SHARE
Writer
PleeNajuak
Cr:บอยอน้อย🐊
อักษรศิลป์ จินตอุดมการณ์

Comments