My 2nd Surgery Diary (1): อีกครั้งที่ผมเดินเข้าห้องผ่าตัด
 

คุณว่าชีวิตใครสักคนหนึ่ง โชคชะตาจะพาเขาไปเกี่ยวพันธ์กับห้องผ่าตัด กระบวนการรักษาที่ไม่ธรรมดาเพียงแค่ทา ฉีด ดื่ม กิน ให้เชื้อโรคร้ายสิ้นลายและพาร่างกายกลับมาแข็งแรงปกติมันพอเพียงเลือกได้คงไม่มีใครอยากเเกี่ยวข้องกับมัน อย่างที่ทราบว่าเตียงราคาแพงที่สุด น่าถอยห่างที่สุดก็คือเตียงคนป่วยนั่นแหละ

แต่ทำไงได้เพราะบางครั้งชีวิตไม่มีทางเลือกมากนั้น บางช่วงของมันแทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัวหรือแม้แต่ปรึกษาใคร การตัดสินใจเท่านั้นคือสิ่งที่ต้องทำชีวิตเราบางทีก็ทำได้เท่านั้น
 
นั่นคือมูลเหตุหลักๆในการขึ้นเขียงผ่าตัดครั้งที่ 2 ของนายพรรษิษฐ์ หากจับกันได้ก่อนหน้านี้ การผ่าตัดเพื่อรักษาตัวเองครั้งแรกในชีวิตเกิดขึ้นมาแล้วกับเอ็นไขว้หน้าเข่าขาดออกจากกันพร้อมด้วยหมอนรองกระดูกที่ป่นหมดไป ครานั้นด้วยความไม่รู้ ไม่พร้อม และไม่หลายๆอย่างผมรอเวลาร่วม 3-4 ปีจากแผลสดกอบเก็บเอ็นที่ขาดขณะเล่นบาสกับพารทเนอร์ผู้บรรยาย NBA กว่าจะพร้อมผ่าได้

ผลที่ออกมาผมใช้เวลานัดไม่นานนอนพักเพื่อผ่าไขว้หน้าสบายๆรวม 3 คืน ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ ผลออกมาโอเคตามที่คุณหมอ ชนินทร์ ล่ำซำ ท่านว่าแต่หนีเจอผลข้างเคียงไม่พ้นนั่นคือฉี่ไม่ออกต้องสวนท่อเข้าไปยังอาวุธประจำกายซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดในการผ่าครั้งนั้น ดีนะตอนนั้นเมายาสลบเลยไม่เห็นภาพตัวเองถูกพยาบาลสาวปลุกปั้นและแทงเข็มเล่นงาน

สามวันสองคืนหลังลงมีดผมออกจากโรงพยาบาลพร้อมไม้ค้ำยัน ที่ล็อกเข่าขวา ซีดีผ่าตัดคลิปวิดิโอท่ากายภาพ พร้อมสิทธิจอดรถบุคคลทุกคลภาพแบบไม่ต้องสงสัย แม้แทบทุกครั้งที่ใช้จะมีคนงัดมือถือรอถ่ายตลอดก็ตามที ราว 2 สัปดาห์ผมกลับมาขับรถได้แต่ยังใช้ไม้ค้ำเดิน พร้อมหาญกล้าไป ศิริราชเพื่อหาวิชากายภาพเพิ่มเติมกลับมาพากย์กีฬาตามปกติงานแรกที่พัฒนาการตามมาด้วยตึกทิปโก้ ใช่ผมขับรถเอง

ราวสามเดือนหลังผ่าผมกล้าออกวิ่งปนเดินอีกครั้ง อีกครึ่งเดือนต่อจากนั้นฟุตบอลขำๆในสนามหญ้าจริงครั้งแรกที่ ลีโอ สเตเดี้ยม ก็ตามมา จนตอนนี้ผมเชื่อว่าไม่มีปัญหาการวิ่งยาว 10 กิโลเมตรติดต่อกันบนลู่วิ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป สุดท้ายก็เหือภาวะการลดน้ำหนักให้เข้าที่เข้าทางซึ่งยังเป็นอีกสิ่งที่ยากสัดสำหรับชีวิตต่อไป

นั่นคือความทรงจำคร่าวๆที่เกิดขึ้นกับการผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต

ไม่มีอะไรนี่หว่า 
เวลาผ่านมาไม่นานราว 3 ปี เรื่องไม่คาดคิด ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่กลับมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

ไม่สิคำเยี่ยมเยือนมันสุภาพและมีมีรยาทกว่านั้น ส่วนมากมักจะมีหมายแจ้งนัดแนะฉันท์มิตรให้ทราบแจ้งก่อนหน้า ทว่าครั้งนี้เหมือนเจอเกรียนกากๆกระโดดถีบประตูบ้านแล้วตรงเข้ามาชาร์จเรามากกว่าดีนะแค่นั่งจิบกาแฟเคลิ้มไม่ได้เมาแอ๋เลยพอรับมือทัน

เรื่องมีดังนี้ครับ ย้อนความกันนิดผมมีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพมากพอตัว

มากในที่นี้คือมีหลายอย่างแต่ส่วนตัวเชื่อว่ามันไม่หนักหนึ่งในอาการที่เกาะติดไม่ไปไหนก็คือเรื่องช่องปากที่พร้อมจะลามไปเป็นไข้หวัดหรือท้องเสียเป็นขั้นสุด อธิบายต่อครับส่วนตัวผมเป็นหวัดไม่บ่อยอากาศไม่แพ้ฝุ่นหากไม่เจอจังมากๆแบบเผลอนอนในที่สกปรกแบบเผลอหลับตามพื้นห้องที่เป็นพรม ก็ไม่ป่วยอะไรการตื่นมาพากย์เช้าแล้วเสียงบี้หายใจขัดนั่งซืดขี้มูกเป็นเรื่องผิดปกติแน่นอน  
ทว่าหากมีแผลในช่องปากเมื่อไหร่ไม่เคยรอดไม่ว่าจะร้อนใน เคี้ยวอาหารพลาด หรือโดนชนกระแทกอะไรก็แล้วแต่ถ้ามันกลายเป็นแผลในปากโอกาสที่จะรุนแรงพลิกแพลงเป็นไข้หวัดมีสูง โดยขั้นต่อไปก็คือคอแดง ไอแห้ง กลืนน้ำลายไม่ได้ ต่อให้กัดฟันกลืนก็เจ็บหูสองข้างมาก สุดท้ายคอบวมอย่างชัดเจน หากเต็มข้อก็ท้องร่วงเป็นอันสบายตัวซึ่งแปลกมากถ้าครบสูตรตามนี้ผมจะฝันว่าเล่นรักบี้แล้วโดนกระทืบในนั้นโดยใส่ชุดสีกรมท่าเบอร์เสื้อสีฟ้า แม่งจริง

คำว่าคอบวมคุณอาจนึกภาพไม่ออกลองนึกตามนะครับหากคุณส่องกระจกใต้คางกลางคอนั่นคือลูกกระเดือก จุดบริเวณที่บวมของผมจะเยื้องออกขวาขึ้นบนนิดหน่อย เท่าที่จำได้ก้อนบวมโตนี้ปรากฏเฉพาะตอนเป็นหวัดตามที่บอกนั่นแหละพอหายความบวมก็สลายไม่มีให้เห็น

เป็นแค่นี้ความเจ็บปวดไม่มีแจม แค่รำคาญชวนกังวลยามมองเห็นและสัมผสเท่านั้น ตามประสาคนไม่สนใจร่างกายในเมื่อมึงไม่สร้างปัญหาก็ต่างคนต่างอยู่กูไม่ว่าอะไรทั้งหมดคือสิ่งที่ผมคิดต่อการดำรงคงอยู่กับอาการคอบวมเมื่อไข้จับตลอดมา 
หากนับเวลาผมว่าอาการนี้มันอยู่กับตัวเองเป็นสิบปีนะเท่าที่สังเกต เรื่องนี้ผ่านมือหมอหลายแขนงหลายรายแต่ก็ไม่มีใครฟันธงลงมือแต่อย่างใดจนมาปีหลังๆเริ่มมีหมอทักว่างก็ตรวจนะบวมเกิน ส่วนมากมากันแนวนี้

จนเรื่องมันเดินผ่านมาไม่นานนักสักราวปลายปีก่อนตอนนั้นได้โอกาสดีมาอ่านข่าวกับ TNN Sport แล้ว การอ่านข่าวเช้าสัปดาห์ละ 5 วัน หนึ่งในสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับตัวเองนั่นก็คือการส่องกระจก ใช่ เรื่องนี้จริง ไอ้เราก็คนทั่วไปเช้ามาอาบน้ำแต่งตัวครีมทางบ้างเมื่อนึกออกเครื่องสำอางค์ไม่เคยโดน ครีมกันแดดก็นานๆที

ดังนั้นการแต่งหน้าทุกวันโดยมีสาวๆมาคอยดูแลใบหน้าจึงเป็นเรื่องแปลกใหม่จนตอนนี้ ว่าแต่การแต่งหน้ามันเกี่ยวอะไรกับไอ้คอบวมนี้ เกี่ยวสิครับเพราะคนที่ทักว่า “คอบวมนะพี่ตั้ม” ก็คือทีมช่างแต่งหน้า(เธอชื่อพี่พุธ ) เธอทักผมว่าคอบวมนะไปทำอะไรมา พร้อมเล่าเรื่องซีสสาระพัดที่หลายชีวิตในห้องแต่งหน้าต่างประสบจนผมอดไม่ได้ไอ้ซีส เนื้องอกนี่เจอง่ายกว่าถูกเลขท้ายอีกนะมึง

สุดท้ายทุกคนทำตาซึ้งลงมติกล่อมแกมบังคับผมไปหาหมอนะพี่  
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใครต่อใครบอกให้ผมไปหาหมอแต่ก็แปลกที่ครั้งนี้แวบแรกกลับไม่รู้สึกปฏิเสธ กลับไม่รู้สึกว่าไร้สาระ สวนทางกลับมีอารมณ์แบบมึงจะปล่อยผ่านจริงเหรอวะ ที่สำคัญมึงบวมตอนไม่ป่วยนี่นะ ไม่รู้เพราะลูกเล็ก เวลาว่างพอมี หรืออะไรดลใจหากแต่ให้ทบทวนอาการนี้

คำสอนของเพื่อนรัก 
หากจะย้อนคิดจริงๆแล้วประเด็นหลักน่าจะมาจากการสูญเสียเพื่อนในกลุ่มที่รักและผูกพันมากในชีวิตมหาวิทยาลัย

เธอชื่อหวานครับ เป็นเพื่อนที่กัดกันมาตั้งแต่แรกเห็น ปากจัด จริงใจ มีอะไรก็ว่ากันตรงๆในคำมั่นที่ว่ากูหวังดีกับมึงแม้คนรอบข้างจะมองว่าไอ้ห่ากลุ่มนี้พูดจาได้ส้นตีนฟังไม่ได้ขนาดไหนแต่สุดท้ายกลุ่มก้อนที่ว่าก็ยังอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ใช่นี่ไม่ได้เปรียบเปรยเราอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายจริงๆ

หวานจากพวกเราไปแล้วเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ด้วยสาเหตุที่ใครๆก็ไม่คาดคิดและหาทางตั้งรับมันลำบาก เพื่อนที่เรารักมีเนื้อไม่พึงประสงค์งอกเพิ่มในสมองแม้จะสู้ด้วยใจที่เข็มแข็งเปี่ยมกำลังใจมากแค่ไหน สุดท้ายก็สู้มันไม่ไหวอยู่ดีแต่หวานก็ทิ้งเรื่องยิ่งใหญ่เอาไว้มันสอนให้เพื่อนทุกคนรู้ หวานบอกทุกคนด้วยการลงมือว่ามันสู้แล้ว สู้หมดหน้าตักไปแล้ว

หวานสอนให้ทุกคนเข้าใจเรื่องง่ายๆในชีวิตถึงวิธีต่อสู้กับความจริง 
วิธีรับมือปัญหาที่ได้ผลที่สุดคือมึงต้องยอมรับและพิจารณาก่อนนะว่ามันเป็นปัญหาใช่ไหม เผชิญหน้ากับมันเสียปล่อยไว้มีแต่จะช้าเกินต้าน
ตั้งแต่ที่หวานป่วยเจอกันกี่ครั้งผมรู้สึกแบบนี้เสมอเรื่องนี้ละมั้งที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจไปหาหมอ

โอเคผมตดสินใจไปหาหมอ ครั้งแรกผมไปที่ รพ ใกล้ที่ทำงานคิดเบาๆว่าเราคงเป็นหวัดนะแหละเดี๋ยวก็ได้ยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อกลับมาแลกเงินพันกว่าบาท ผมเจอแพทย์หญิงท่านหนึ่งในแผนก คู หอ จมูก จากการพูดคุยถึงอาการที่ว่าไว้ข้างต้นลูบคลำคอที่ปูดบวมจบ เธอส่งคนไข้ตัวเล็กๆอย่างผมตรงไปยังแผนกรังสีเพื่อชักภาพไว้เป็นระลึก

ใช้เวลาไม่นานเรานั่งยลภาพร่วมกันพร้อมคำวินิจฉัยที่ว่า “ภาพที่มีมันเห็นไม่ชัดนะ เห็นแค่นี้รักษาไม่ได้ ไม่จบนะคะ ต้องถ่ายใหม่” พร้อมหันไปสั่งทีมพยาบาลไว้ว่าถ่าย CT Scan ตำแหน่งนี้ พร้อมต่อ MRI ในกรณีที่ยังไม่เห็นอีก จากนั้นก็หันมาอธิบายเราแบบงง คงต้องรีบนะปล่อยไว้มานานแล้วไม่มีเหตุผลจะรอต่อไป

น่าเสียดายที่การรักษาครั้งนั้นปิดไม่ลงเหตุผลอันมาจากความงี่เง่าของผมเองที่ดันไม่เข้าใจว่า 4000 นิดๆที่จ่ายไปแล้วแต่ได้คำตอบว่า “เห็นไม่ชัดนะ เห็นแค่นี้รักษาไม่ได้ ไม่จบต้องถ่ายใหม่” พร้อมค่าถ่าย CT Scan + MRI อย่างละ 2 หมื่นพ่วงท้ายมาด้วยเหตุผลอะไร ไหนจะความสงสัยที่ไม่สามารถจะคาดการณ์อะไรได้สักอย่าง

ทว่าเวลาผ่านไปก็ปกตินะเพราะหมอเป็นอาชีพที่ต้องพึ่งพาข้อมูลมากมายก่อนวินิจฉัยเป็นหนึ่งในอาชีพที่ไม่เดาเพียงแต่ว่าสภาพจิตใจ การเงิน ราคาค่าชักภาพ ระคนปนคำตอบที่ได้รับสั่งจิตใต้สำนึกบอกให้ผมกลับมาตั้งหลักก่อนจะตัดสินใจ

ต้องขอบคุณประสบการณ์ถ่าย MRI 2 ครั้งแรกในการผ่าเข่า เริ่มจากที่เปาโล ตรงสะพานควาย รวมทั้ง รพ กรุงเทพ เท่าที่จำได้แบบรูดบัตรเอง ผมจ่ายครั้งหนึ่งไม่เกินหมื่นไหนจะคำปรึกษาจากพี่น้องผองเพื่อนที่เป็นคุณหมอทุกคนรับรองว่าจุดที่เป็นนี้สามารถเอาคำวินิจฉัยไปถ่าย CT Scan ได้เองในราคาไม่เกินครึ่งกับที่ได้รับแจ้ง ซึ่งก็จริงครับเพราะราคาของทาง รามาธิบดี หรือศูนย์ถ่าย MRI CT Scan ตรงรัชโยธินเท่าที่สอบถามราคาอยู่ที่ 8000-10000 อยู่ที่ถ่ายกี่มุมก็เท่านั้นเฉลี่ยตามนี้

เอาเป็นการพบหมอเรื่อคอบวมครั้งแรกของผมปิดจ๊อบไปก่อนราว 4000 มั้งถ้าจำไม่ผิดราวๆนั้น ผมได้ภาพอัลตราซาวด์ที่หมอท่านว่าระบุอะไรไม่ได้มากนัก พร้อมคำใหม่ๆหนึ่งคำนั่นคือ Thyroglossal duct cyst ซึ่งตอบตรงๆไม่รู้จริงๆว่ามันคือห่าอะไร ให้อ่านตอนนี้ก็ไม่ชัวร์

หลังจากนั้นก็หาข้อมูลอีกสักหน่อยส่วนใหญ่เป็นเรื่องค่ารักษาและหมอเสียมาก เพราะเรื่องโรคอ่านไปก็งงๆรอหมอที่เราเลือกและได้คิวมาอธิบายเลยทีเดียวแบบมึงจะทำไรกูก็ทำเป็นผู้ชายง่ายๆนอนหงายเข้าสู้

ใช้เวลาไม่นานผมได้รับความช่วยเหลืออย่างดีด้วยบุญบารมีศรีภรรยาพาไปตรวจคอที่สถานพยาบาลของ บริษัท SCG ด้วยสิทธิผัวของพนักงาน บริษัทนี้ดีมากเรื่องดูแลพนักงานของพวกเขาไม่เว้นแม้คนในครอบครัวก็ได้รับการดูแลมาตรฐานเดียวกันทั้งเรื่องการรักษา สถานที่ออกกำลังกาย เช่นเดียวกับการส่งต่อและนัดหมายไปยังโรงพยายาลที่เราต้องการ เป็นอีกครั้งที่ชีวิตผมง่ายสบายขึ้นมากจากภรรยาที่ชื่อ ส้ม หทัยรัตน์ รักตัวมากนะคะ

จากการพุดคุยกับคุณหมอที่สถานพยาบาลพร้อมพิจารณาฟิลม์อัลตราซาวด์จากที่แรกเธอให้ความเห็นคร่าวๆราวว่าสิ่งที่เห็นน่าจะเป็นชิ้นเนื้อสักอย่างหนึ่งอธิบายตามคำภาษาอังกฤษรากศัพท์ละตินที่กำกับไว้เรื่องที่ว่ามีเลือดในตัวเนื้อไหม โน่นนี่(ตามธรรมชาติหรืออาจจะจรรยาบรรณของหมอที่ผมพอสรุปได้หากพวกเขาไม่แน่ใจการฟันธงจะถูกหลีกเลี่ยงจะพูดตามที่เห็น)ซึ่งปกติคนทั่วไปไม่มี แต่จากภาพไม่สามารถระบุได้ว่าเนื้อนี้ดีร้ายพร้อมทำหนังสือส่งต่อไปยังหมุดหมายที่พร้อมกว่าผลที่ออกมาเราตกลงกันได้ที่ “รามาพรีเมี่ยม”

เหตุในการเลือกโรงพยาบาลนี้เพราะความไม่แน่ใจว่าประกันที่ผมมีซึ่งหลักๆจะดูเรื่องอุบัติเหตุจะคลอบคลุมได้มากแค่ไหนหากไปเอกชนจ๋าแบบ โรงพยาบาลกรุงเทพเหมือนตอนผ่าเข่าแล้วถูกหวยเบิกไม่ได้จะหลอนเอา เพราะนี่ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่าเสี่ยง ดังนั้นรามาพรีเมียมนี่แหละดูเหมาะสมไม่ไกลที่ทำงาน ไม่คิวยาวจนถอดใจเรื่องเลยมาจบที่นี่

เวลาผ่านไปไม่เกิน 2 ราตรีทาง SCG โทรมาแจ้งว่าพวกเขาทำนัดที่ รามาพรีเมียมได้แล้ว โดยเพื่อนใหม่ที่ผมต้องไปพบปะก็คือ นพ. ธงชัย พงศ์มฆพัฒน์ หรือหมอพี่เบิร์ดที่ผมมาเรียกแกเองในภายหลัง



ปล เรื่องทั้งหมดมาจากความทรงจำอาจมีช่วงเวลาคลาดเคลื่อนบ้างอย่าดักจับล่อซื้อเลย เพราะดักถูกผิดก้ไม่เถียงแค่เขียนเพราะอยากเก็บไว้อ่านรา
SHARE
Writer
Tocktum
Fat-Daddy
ผม ต็อกตั้ม ผมชอบกีฬา สังคม วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความเห็น ชอบสังเกตไปกับมันเช่นกัน เพราะเชื่อว่าการได้ฟังความต่างก็อาจเกิดปัญาได้ไม่ยาก มามะเพิ่มเติมมุมมุกความคิดกัน

Comments