รอยยิ้มที่สวยที่สุดจากคนที่คุณไม่เคยรู้จัก
เคยรู้สึกผิดไหม?
ถ้ามันเป็นความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว เราคงสัมผัสความรู้สึกนั้นมาบ้าง
บางครั้งเราแก้ไข แต่บางครั้งก็ปล่อยผ่านเพราะคิดว่ายังมีโอกาสแก้ตัว …เค้าคงไม่ไปไหนหรอก

วันนี้ฉันเดินผ่านโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ช่วงเวลาโพล้เพล้ทำให้ที่แห่งนี้เงียบลงเรื่อยๆ
หูฟังคู่ใจถูกเปิดคลอ ทำให้การเดินที่ออกจะไกลไม่ทรมานเกินไปนัก
อารมณ์ไหนก็ไม่รู้เดินไปซื้อของที่ห้าง ซึ่งอีกไม่ไกลก็จะถึงจุดหมาย
ขณะที่เราเพิ่งข้ามถนนมาอีกฝั่ง จู่ๆก็มีเสียงแทรกของคุณป้าคนหนึ่งดังเข้ามา
มันแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน เราดึงหูฟังออกข้างหนึ่ง คุณป้าชี้ยกถุงพลาสติกที่จุไปด้วย “ของบ้านๆ”
ในคราแรก เรายิ้มแล้วยกมือปฏิเสธ เพราะคิดว่าซื้อไปก็คงจะไม่ได้ ยังไม่หิว
คุณป้าไม่ได้ตื้อ ร่างท้วมคล้ำแดดที่มีถุงคล้องอยู่เต็มแขนยังคงเดินไปข้างหน้า
พร้อมกับส่งเสียงขายของไปตามทางแม้เราจะเดินผ่านมาแล้วแต่ก็เห็นได้ชัด
ท่าเดินที่ดูไม่ปกติ ทำให้เราเจ็บปวดลึกๆ คุณป้าเดินมานานแค่ไหนแล้ว…

จู่ๆเราก็รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าแรงๆ
ตัวเราเองเคยใช้เงินซื้อของมากมายที่อยากได้ อยากกิน 
เราไม่ค่อยเสียดายกับการใช้เงินเพราะที่บ้านชอบคะยั้นคะยอให้ออกไปซื้อของอร่อยๆ 
ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ เครื่องสำอางค์ดีๆ หนังสือที่อยากอ่าน เราแทบจะไม่เคยไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ
แม่ชอบให้เหตุผลว่าเราเรียนเครียดแล้ว ให้รางวัลตัวเองบ้างจะได้มีกำลังใจ
เราเป็นแบบนั้นมาตลอด แม่ให้แค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ไม่เคยขอเพิ่มแต่ก็ไม่มีเงินเก็บเช่นกัน =_=

จนกระทั่งวินาทีนั้น
เราคิดขึ้นมาได้ว่า เรากินข้าวกินกาแฟครั้งละหลายร้อย แต่ทำไมเราไม่รู้สึกเสียดายเลย
เราจ่ายมันแบบไม่คิดมาก คิดแค่ว่าอยากกินแค่นั้น เราไม่สนหรอกว่าเงินนั่นจะไปอยู่ที่กระเป๋าใคร
จนกระทั่งวินาทีนั้น วินาทีที่เราปฏิเสธคุณป้า… ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นกับคนแปลกหน้า 
เรารู้สึกผิดมาก รู้สึกผิดยิ่งกว่าการปฏิเสธคนขอบริจาค รู้สึกผิดจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกะทันหันและรุนแรงสำหรับเรามาก
มันทำให้เราทนไม่ไหว จนต้องเดินช้าลงๆ 
ก่อนจะข้ามถนน เราหันหลังไปมองภาพคุณป้าช้าๆ
คุณป้ายังคงขายของท่ามกลางท้องฟ้าที่กลายเป็นสีดำไปแล้ว
เราตัดสินใจเรียกคุณป้าพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ มันออกจะเป็นยิ้มที่ดูแปลกๆหน่อย พยายามกลั้นใจไม่ให้เสียงสั่น
“ป้าขายยังไงคะ?” เราชี้ไปที่ถุง มองด้วยสายตาเราคาดเดาไม่ออกเลยว่ามันมีกี่ถุงและหนักแค่ไหน
“ถุงละ 20ลูก ดูของป้าก่อนนะ” อีกครั้งที่เราสะอึก 20 บาทที่เราเคยจ่ายแบบไม่คิดอะไร 
20 บาทที่เรามองว่ามันเล็กน้อยเหลือเกิน… 
“มีแต่ของบ้านๆนะลูก พวกขนมป้าก็ทำเอง มันต้ม ข้าวโพดต้ม หนูกินเป็นไหม” ขนมบ้านๆเหล่านั้นทำให้เรายิ้มออกมาอีกครั้ง คิดถึงจัง มันเป็นขนมแบบเดียวกับที่แม่และยายเคยทำให้กิน
“…กินเป็นสิค่ะ หนูกินเป็น” บทสนทนาของเราหยุดลงเมื่อมีคุณน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาช่วยซื้อด้วย 
คนรอบข้างพอเห็นแบบนั้นก็พากันมาอุดหนุน 
เราไม่รู้เลยพวกเขาคิดยังไง เราไม่เคยรู้สึกกันมาก่อน 
แต่สิ่งที่ทุกคนทำเหมือนกันคือพร้อมใจกันหยิบเงินคนละเล็กคนละน้อยซื้อของที่คล้องอยู่เต็มแขนของป้า
เราเคยคิดว่าสังคมเมืองเป็นสังคมที่คนมักเห็นแก่ตัว 
ใช้ชีวิตตักตวงหาความสุขใส่ตัวก็ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว
และใช่ ใครหลายคนไม่อยากเป็น ด้านดีๆที่ทำเพื่อคนอื่นเราว่าทุกคนมีด้านนั้น
แต่พอเห็นด้วยตาตัวเองแล้วมันรู้สึกแปลกๆในอก คล้ายกับหลายๆอย่างที่เคยหล่นหายไปได้กลับคืนมา
รู้สึกตื้นตันใจแบบอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน 
รอยยิ้มอ่อนๆของคุณป้าและทุกคน มันเป็นภาพที่สวยงามมากๆสำหรับเรา
ในเวลาไม่ถึง 5 นาที ในที่สุด คุณป้าก็แบกถุงน้อยลงแล้ว :)

“ขอให้ป้าขายหมดเร็วๆ กลับบ้านดีๆนะคะ” คุณป้าตอบด้วยการพยักหน้าแล้วยิ้มสวยมาให้
เราเองก็เดินออกมา ก้มมองดูถุงผ้าที่ตุงแปลกๆแต่ก็น่ารักดีของตัวเอง 
ยกหูฟังอีกข้างขึ้นใส่แต่เบาเสียงเพลงลง
อยู่ในโลกตัวเองมานานเกินไปแล้วนะ 
เราลองฟังเสียงรอบๆตัวที่เราไม่ได้เลือกที่จะฟัง
ดูภาพรอบข้างที่สะท้อนอะไรบางอย่างออกมา
ทุกวันนี้เราเลือกได้เสมอ เลือกที่จะทำให้ตัวเองพึงพอใจ 
เลือกจากตัวเลือกที่มี เลือกจะฟังในสิ่งที่อยากฟัง เลือกจะเห็นในสิ่งที่อยากเห็น
แท้จริงแล้ว เราควรมองโลกตามความเป็นจริงไม่ใช่หรอ? 
นั่นเป็นคำถามที่เราเอาไว้ถามตัวเองบ่อยๆในเวลาที่เราวุ่นวายสับสนจนลืมสังเกตสิ่งรอบกาย 
เราคิดว่าโลกเราจะกว้างขึ้น เราไขว่คว้า ทุ่มเทให้กับสิ่งที่เรียกว่าความรู้ 
เรามักจะบอกตัวเองว่าเรามองไปข้างหน้าที่ดีกว่า เพื่อสังคมที่ดีกว่า เราจะทำเพื่อลูกหลานของเรา
??? มีแต่คำถามเต็มไปหมด เหตุผลที่ควรตรวจสอบความคิดของตัวเอง

ปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำ ยาเสพติด สุขภาพจิต ความรุนแรงในครอบครัว
การตั้งครรภ์ในวันรุ่น การศึกษา มลพิษ เศรษฐกิจตกต่ำ ฯลฯ
อาจจะเพราะสังคมมักจะให้คุณค่ากับคนที่ประสบความสำเร็จ คนที่มั่นใจ คนที่…
และเราเองก็มักจะต้องสวมหน้ากากนั้น ฉันเป็นคนเก่ง ดีและประสบความสำเร็จในชีวิต
เรากดความอ่อนแอให้ลึกลงไปที่สุดในใจ เราไม่เป็นไร 
…เราไม่เป็นไรจริงๆหรอ?
เราปฏิเสธความเจ็บปวด แต่ปัญหาที่ไม่ได้ความสนใจ ไม่ได้รับการแก้ไข
เรารู้ดีว่าในวันใดวันหนึ่งปัญหาเหล่านั้นมันต้องระเบิดออกมาและบานปลายจนยากที่จะแก้
ปัญหาเหล่านี้เรามักจะคิดว่ามันต้องมีใครสักคนที่มารับผิดชอบและแก้ไข
เราเป็นแค่ประชากรตัวเล็กๆ ทำอะไรไม่ได้หรอก
แต่ใครจะไปคิดว่าความฉุกคิดเล็กๆ น้ำใจเล็กๆจากพวกเราเองนี่แหละที่ทำให้สังคมดีขึ้นได้
ลองนั่งลงฟังคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ลองโอบกอดคนรอบข้าง ลองให้โอกาสกับใครสักคน 
บางครั้งมันแทบจะไม่ต้องใช้คำพูดเลย แค่ลงมือทำอะไรสักอย่างที่เราทำได้
ลองหัดมีความหวัง ทำในสิ่งที่แตกต่างจากที่เคย 

คุณณอนเคยบอกว่า ถ้าเราคิดว่ามันดี มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ให้ลงมือทำเลย
ไม่ต้องไปสนใจความคิดคนอื่น ไม่ต้องคิดว่าเดี๋ยวก็มีใครสักคนก็เอื้อมมือมาช่วยเองแหละ
เพราะในวินาทีนั้นมันอาจจะสายไปด้วยซ้ำ
คุณเคยอ่านข่าวที่มีคุณหมอ คุณพยาบาล พยายามช่วยชีวิตคนจากอุบัติเหตุไหม?
การที่เราลงแรงเท่าที่ทำได้ บางคนทำอะไรไม่ได้ก็เอาใจช่วย ส่งกำลังใจไปให้คนที่ไม่รู้จัก
เราคิดว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเราและทำให้สังคมพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นจริงๆ
เราจะรู้สึกได้ว่าอย่างน้อยในสังคมนี้ ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของคนอื่น

เรามักจะเคยชินกับความรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่ 
เรามักจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าของชีวิต ผู้คน แม้กระทั่งสิ่งของที่ดูเป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว
และบางครั้งเราก็ตั้งคำถามให้กับชีวิตเต็มไปหมด
เราหมดเวลาไปกับการตั้งคำถาม
แน่นอน มีคำกล่าวที่ว่า คำถามที่ดีจะนำไปสู่คำตอบที่ดี
แต่หากเราเอาเวลาไปตั้งคำถามเสียหมดจนลืมหาคำตอบ มันก็คงจะไม่ใช่ทางที่ถูกต้องนัก

ท้ายที่สุดนี้
เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองออกไปทำอะไรสักอย่างที่เราคิดว่ามันดีกับผู้อื่น
อาจจะเป็นการทำความดีเล็กๆที่เราอยากลองทำมัน จากที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน
หัดส่งยิ้มให้กับผู้คนมากขึ้น ลงมือทำมากขึ้น 
คิดว่าทุกคนเป็นมิตรของเรา จะทำให้เราจิตใจอ่อนโยนมากขึ้น
คุณอาจจะค้นพบความรู้สึกดีที่ไม่ได้สัมผัสมานานก็ได้นะ
และเรื่องราวของเราในวันนี้มันก็จะเป็นเรื่องเล่าเล็กๆไปเลย
เราดีใจนะที่ได้ช่วยอุดหนุนคุณป้า 5555 (ขนมอร่อยยยย)
มันอาจจะไม่มากมายอะไรแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้เราฉุกคิดกับเรื่องรอบๆตัวมากขึ้น
*เราเลิกต่อราคาเวลาซื้อของแล้วหละ ตัดใจว่าจะเอาหรือไม่เอาแค่นั้นพอ

บางครั้ง การที่เราอยากก้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใดๆรอบข้าง 
มันอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ลึกๆแล้วเรารู้ดี
เราเข้าใจว่าทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันและแต่ละปัญหาต้องใช้เวลา ทรัพยากร
แก้ยาก แต่แก้ได้ 
การทำให้หมดไปมันก็ยาก แต่มันก็ทำให้ลดลงได้นะ
ความหวัง ความหวัง ความหวัง


อันที่จริงเราก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนเหมือนกัน
มันดูงงๆแต่ก็อยากทำให้มันดีขึ้นไปอีก
ก็เลยคิดว่า งั้นลองตั้งคำถามดูก่อนดีไหม? 

เราสามารถฝันถึงอนาคตที่สวยงามได้แต่เราต้องไม่หลงลืมที่จะแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ปัจจุบัน ปัจจุบัน
ปัจจุบันคุณให้ความสำคัญกับอะไร?
ปัจจุบันเราควรให้ความสำคัญกับอะไร?


.
.
ไดอารี่แบบงงๆเหมือนเคย ลังเลใจมากว่าจะลงดีไหมเพราะเขียนวกวนสุด
อ่านเองยังงงๆเลย 555 
ขอบคุณนะถ้าคุณอ่านมาจนถึงตรงนี้ (เกิน 8 บรรทัดแล้วหละ)
เก่งมากกก

SHARE

Comments

bibliomaniaer
3 months ago
อ่านแล้วน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เราเองรู้สึกผิดตอนที่ไปรอเพื่อนตรงเกาะพญาไทที่อนุสาวรีย์ มียายคนนึงแกมาขายพวงกุญแจ ยายก็บอกว่าช่วยซื้อของยายหน่อย ตอนนั้นเหนื่อย ร้อนด้วยแถมยังต้องมารอเพื่อนอีก มันเป็นความรู้สึกที่ว่าอย่ามายุ่งกับฉันไรงี้ เราก็เลยปฏิเสธยายไป ทั้งๆมันราคาแค่ 10 บ. แล้วเราก็นั่งมองยายเดินขายบริเวณนั้น แน่นอนว่าไม่มีใครซื้อของยายเลย แล้วเพื่อนเราก็มาพอดี เลยชวนกันไปกินข้าว แต่ภาพที่เราเห็นยายเดินขายไปขายมาโดยที่ไม่มีใครซื้อมันแม่งติดตาเรา มันเป็นความรู้สึกผิดที่ว่าทำไมตอนนั้นไม่ซื้อว่ะจนถึงทุกวันนี้ พออ่านเรื่องของคุณแล้วมันคงไปสะกิดความรู้สึกผิดต่อเรื่องนี้ด้วยมั้ง อ่านแล้วเลยร้องไห้
Reply
Sarah_Ram
3 months ago
ตอนที่เราปฏิเสธก็เป็นแบบเดียวกับคุณเลยยย  คือเราไม่ชอบให้ใครมายุ่ง เป็นคนที่ปฏิเสธไม่ค่อยเก่งจนบางครั้งก็เลยรีบพูดไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก …และถึงแม้ว่ามันดูเป็นเรื่องเล็กๆก็จริงนะ แต่มันกระทบความรู้สึกจังๆเลยเนอะ 
กับคนที่เขาลำบาก พยายามช่วยเหลือตัวเองดิ้นรนใช้ชีวิตและทำงานสุจริต คนแบบนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกผิดมากและอยากลงมือทำอะไรสักอย่าง เราคิดว่าแม้ภาพติดตานั้นจะเริ่มมาจากความรู้สึกผิด แต่ภาพต่อๆของคุณไปเราเชื่อว่ามันต้องสวยงามแน่นอน แล้วก็อย่าร้องไห้นะ ยิ้มๆเข้าไว้  :) 
bibliomaniaer
3 months ago
ขอบคุณนะคะ ^ ^ คุณก็ยิ้มเข้าไว้ล่ะ