เด็กหนุ่มผู้อ่านหนังสือภายใต้แสงดาว
“ครูรู้ไหมครับว่าเส้นแบ่งประเทศความจริงก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติ แต่มนุษย์เรากลับยึดติดกับมัน จนหันหน้าเข้าทำร้ายกันและกันอย่างโหดร้าย จนลืมไปว่าอีกฝ่ายก็มีเลือดเนื้อจิตใจไม่แตกต่างกัน”

เนวินพูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาของเขาแสดงออกถึงความมุ่งมั่นบางอย่าง ราวกับว่าเขาไม่ใช่เด็กชายวัยสิบสามปี หากเป็นนักปฏิวัติวัยหนุ่มผู้ใฝ่ฝันถึงการสร้างสังคมในอุดมคติอันเปี่ยมไปด้วยความเท่าเทียม ผมได้แต่จับจ้องใบหน้าของเขา พยักหน้ายิ้มให้กับความเข้มแข็งซึ่งเกิดขึ้นจากความยากลำบากที่เขาเผชิญมา... แล้วเราทั้งสองก็เบนสายตากลับไปเชยชมอาทิตย์ยามอัสดงซึ่งเปล่งแสงสีส้มอมชมพูให้ความรู้สึกคล้ายอ้อมกอดจากใครสักคน ผมหวังว่าความอบอุ่นจากแสงสุดท้ายของวันจะช่วยปลอบประโลมเขาได้บ้าง หวังว่ามันจะเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เน้นย้ำให้เขาเข้าใจว่าวันเวลาเลวร้ายย่อมมีวันจบสิ้น หวังว่ามันจะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของเขาจากความโหดร้ายที่รายล้อมอยู่ ผมหวังว่าเขาจะก้าวผ่านมันไปได้และเติบโตขึ้นอย่างภาคภูมิ

เนวินเป็นเด็กชายไร้สัญชาติผู้อพยพมาพร้อมกับแม่ของเขา สองแม่ลูกเข้ามาขอพึ่งพิงอาศัยชั่วคราวอยู่ ณ ค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณเชิงเขาแห่งหนึ่งของประเทศไทยเมื่อสามเดือนก่อน พวกเขากำลังรอคอยเวลาเพื่อจะเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามซึ่งพร้อมเปิดรับผู้อพยพจากแผ่นดินอื่น ผมเพิ่งเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้เพียงเดือนเศษ และก็ใกล้ถึงเวลาแล้วที่ผมจำต้องกลับไปยังเมืองหลวงเมื่อครบกำหนดสองเดือน เพื่อศึกษาต่อชั้นปีสุดท้ายในการเรียนมหาวิทยาลัย ทว่าการใช้เวลาเพียงสั้นๆ ที่นี่กลับเปี่ยมไปด้วยความทรงจำและเติมแต่งประสบการณ์ให้กับผมอย่างเอ่อล้น

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากความว่างเปล่าในช่วงเวลาปิดเทอมของผม ครั้งเป็นเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นผมมักจะใช้ช่วงวันหยุดยาวหมดไปกับการออกเที่ยวเตร่กับเพื่อน ดูหนังและร้องคาราโอเกะในห้างหรู กินดื่มตามสถานบันเทิงในยามค่ำคืน เล่นเกมออนไลน์ข้ามวันใหม่จนถึงเช้าตรู่ ความสนุกสนานเหล่านั้นวนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จบ หากเมื่อก้าวสู่วัยยี่สิบต้นผมกลับเริ่มเบื่อหน่ายสิ่งเหล่านั้น มันไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพียงแต่ผมรู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่างที่ช่วยผลักดันชีวิตตนเองไปข้างหน้า อะไรบางอย่างที่จะเปิดมุมมองใหม่และพาเราไปสู่อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน

ผมค้นหากิจกรรมต่างๆ ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ และไปสะดุดตาพบกับการรับสมัครครูจิตอาสา เพื่อไปสอนเยาวชนผู้อพยพ ณ เชิงเขาแห่งหนึ่งบริเวณชายแดนของประเทศ เมื่อกดเข้าไปดูก็เห็นรูปภาพตัวอย่างจำนวนมาก ใบหน้าของเด็กชายหญิงหลากวัยซึ่งกำลังยิ้มแย้มแม้สวมใส่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น การแจกจ่ายอาหารและเครื่องนุ่งห่มให้กับผู้อพยพจำนวนนับไม่ถ้วน การฝึกงานฝีมือเย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าและสานผลิตภัณฑ์ไม้ของกลุ่มหญิงสาว การเก็บเกี่ยวผลไม้และพืชผักสวนครัวท่ามกลางแสงแดดจัดจ้านของกลุ่มชายหนุ่ม ภาพเพิงไม้ที่อยู่อาศัยชั่วคราวซึ่งกระจัดกระจายสุดลูกหูลูกตาไปตามแนวเชิงเขา รูปถ่ายภายในค่ายผู้อพยพทั้งหมดนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับผมสุดคณานับเมื่อแรกเห็น ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีสถานที่แบบนั้นอยู่ในประเทศไทย ราวกับว่าทั้งหมดนั้นคือสถานที่ห่างไกลในอีกซีกโลกหนึ่ง เป็นสถานการณ์ในประเทศอีกฟากฝั่งที่ผู้คนต้องรอนแรมย้ายถิ่นฐานทิ้งบ้านเกิดของตนเพื่อหลีกหนีภัยสงคราม เป็นภาพไกลตัวที่เราพบเพียงผ่านตามฉากภาพยนตร์... ทว่าความจริงก็คือภาพเหล่านั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศแห่งนี้ แม้มันจะดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของผมในเมืองมหานครเพียงใด มันก็เกิดขึ้นที่นี่

หลังจากเปิดดูรูปภาพจนครบถ้วน ผมก็ค้นหาข้อมูลเชิงลึกของสถานที่นี้ในอินเทอร์เน็ต ค่ายดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นโดยสภากาชาดไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยผู้อพยพนับแสนซึ่งจำต้องหนีความรุนแรงอันเกิดจากความขัดแย้งทางเชื้อชาติ พวกเขาได้รับอนุญาตให้พักพิงอยู่ที่นั่นจนกว่าจะสามารถลี้ภัยไปยังประเทศที่สามได้หรือสถานการณ์ในบ้านเกิดสงบลง สภากาชาดไทยพยายามทำให้ค่ายแห่งนี้สามารถพึ่งพิงตัวเองได้ พวกเขาสร้างห้องเรียนให้เยาวชน สอนงานฝีมือให้เป็นวิชาติดตัวแก่ผู้ใหญ่ สร้างแปลงเกษตรผสมผสานและโรงเลี้ยงสัตว์เป็นแหล่งอาหารของผู้คน ก่อตั้งสถานพยาบาลช่วยเหลือเยียวยาผู้เจ็บป่วย ทั้งหมดถือกำเนิดขึ้นได้โดยพระเสาวนีย์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่เก้า ผู้เป็นสภานายิกาสภากาชาดไทย

เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วผมก็ไม่ลังเลที่จะสมัครเข้าร่วม พาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น วิชาที่ผมได้รับมอบหมายคือภาษาอังกฤษ มันเป็นวิชาหลักซึ่งถูกให้ความสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนที่อาจถูกส่งไปยังประเทศแห่งใหม่และเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ไม่คุ้นเคย อีกทั้งคลังความรู้ส่วนใหญ่ในโลกล้วนแล้วแต่ถูกบันทึกไว้ด้วยอักษรภาษาอังกฤษ การช่วยให้พวกเขาเข้าใจภาษาสากลนี้ย่อมคล้ายกับการเปิดประตูบานใหม่พาพวกเขาไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยทางเลือก

เพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ผมรื้อค้นตู้เก็บหนังสือซึ่งไม่ได้เปิดมานาน ทบทวนความรู้ทั้งบทสนทนา ไวยากรณ์ และคำศัพท์ มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกมีแรงบันดาลใจและเป้าหมายในการอ่านอย่างชัดเจน ความมุ่งมั่นที่เกิดขึ้นท่วมท้นเกินกว่าการตรากตรำอ่านเพื่อเกรดเฉลี่ยของตัวเองอย่างที่ผ่านๆ มา ผมใช้เวลาช่วงก่อนเดินทางพยายามฝึกฝนให้ตัวเองเป็นครูฝึกหัดที่ดี เพราะประสบการณ์ในวัยเยาว์สอนให้ผมทราบว่าการที่นักเรียนจะสนุกกับการเรียนรู้ได้นั้น ผู้ถ่ายทอดซึ่งเป็นที่ชื่นชอบมีความสำคัญมากกว่าความสนใจต่อเนื้อหาสาระเสียอีก



การเดินทางสู่เชิงเขาแห่งนั้นใช้เวลายาวนานนับสิบชั่วโมง หากกลับไม่ได้เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ผมออกเดินทางด้วยรถไฟชั้นสามจากหัวลำโพงตั้งแต่เช้าตรู่ ขนส่งสาธารณะชนิดนี้ไม่ได้ให้ความสะดวกสบายเท่าไร แต่มันมีเรื่องราวจำนวนมากอัดแน่นอยู่ ภาพผู้คนหลากสถานะและต่างเป้าหมาย ภาพทิวทัศน์รอบข้างที่เปลี่ยนกลับไปมาในชั่วพริบตา เสียงเครื่องจักรกระทบรางและกลิ่นเฉพาะตัวของตู้ผู้โดยสารที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน รถไฟพาเราเดินทางไปทั้งร่างกายและจิตใจ ผมชอบช่วงเวลาที่เคลื่อนไปกับมัน... หลังจากถึงสถานีปลายทาง รถสองแถวในสภาพเก่าโทรมก็พาผมไปตามเส้นทางดินโคลนที่ขรุขระและเต็มไปด้วยหลุมบ่อ มวลไม้ข้างทางหนาตาขึ้นเรื่อยๆ จนผมไม่อาจแน่ใจได้ว่าทางสายนี้จะนำไปสู่จุดหมาย

ทว่าเมื่อเวลาระลอกใหญ่หมุนผ่านไป เชิงเขาโล่งกว้างก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการมองดูผ่านภาพถ่าย ผมไปถึงสถานที่แห่งนั้นในช่วงเวลาใกล้หนึ่งทุ่ม ดาวดวงแรกเผยตัวบนฟากฟ้าแล้ว หากขณะเดียวกันแสงอาทิตย์สีทองก็ยังเรืองรองอยู่ตรงปลายหุบเขาทิศตะวันตก ผมได้ยินเสียงอื้ออึงในภาษาที่ตนฟังไม่เข้าใจคละเคล้ามากับเสียงดนตรี ผู้คนต่างถิ่นเหล่านั้นจับกลุ่มกันเล็กใหญ่นับจำนวนไม่ถ้วนกระจายไปตามแนวเขา อาจเป็นวงครอบครัวหรือหมู่เพื่อนฝูงคนสนิท นั่งลงบนพื้นดินมองดูท้องฟ้าสีครามในช่วงรอยต่อของกลางวันและกลางคืน บ้างกำลังสนทนากับคนสำคัญในชีวิต บ้างกำลังร่วมร้องเพลงประสานเสียง บ้างเพียงนั่งเฉยๆ เหม่อมองทิวทัศน์และใคร่ครวญถึงอะไรบางสิ่ง สิ่งที่ผมเห็นมาพร้อมกับความรู้สึกหวานขมอันกลมกล่อม พวกเขากำลังทบทวนถึงความเจ็บปวดในอดีต หากแต่ในขณะเดียวกันก็เฝ้าฝันถึงความงดงามในอนาคต ผมเฝ้ามองซึมซับความรู้สึกนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่มารับตัว และนำทางผมไปสู่ที่พัก

หลังจากเก็บข้าวของเครื่องใช้และทบทวนเนื้อหาการสอน ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดวันก็พาผมล้มตัวลงนอนบนเตียง ผมคิดว่าตัวเองคงเข้าสู่ห้วงนิทราในทันที ทว่ากลับไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ ผมฝืนอยู่พักหนึ่งแต่แล้วก็ยอมแพ้ในท้ายที่สุด... นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนเศษ ผมเดินออกมาภายนอกและพบภาพที่ตัวเองไม่คิดว่าจะได้เห็น ท้องฟ้าสุกสกาวไปทั่วทั้งผืนด้วยหมู่ดาวแห่งดาราจักรทางช้างเผือก เป็นครั้งแรกที่ผมมองเห็นมันด้วยดวงตาทั้งสองของตัวเอง ดาวฤกษ์นับแสนล้านดวงส่องแสงสีขาวปนเหลืองอำพันเดินทางมาจากเอกภพอันไกลโพ้น ความวิจิตรชวนฝันของมันทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์ พลางนึกคิดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปเพื่อแลกกับแสงสีประดิษฐ์ ในอดีตก่อนหน้าที่มนุษย์จะรู้จักสร้างแสงไฟ เราสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้จากทุกมุมบนโลก กระทั่งในปัจจุบันแสงไฟจากสถานที่ต่างๆ ในยามค่ำคืนกลบชั้นบรรยากาศจนเราไม่อาจพบเจอมันได้ง่ายๆ อีกต่อไป คล้ายว่าความก้าวหน้าของมนุษย์มีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ... ผมเงยหน้าจ้องมองประกายดาวบนนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่ความสวยงามของมันจะแปรเป็นเสียงเพลงขับกล่อมให้ผมอยากหลับตาลง ผมก้มหน้าจากหมู่ดาวพร้อมก้าวเดินกลับสู่ห้องพัก ณ ขณะนั้นเองที่ผมเห็นเด็กชายคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพัง สีหน้าของเขาจริงจังแววตามุ่งมั่นมีสมาธิจนผมไม่กล้าขัดจังหวะเอ่ยคำทักทาย ผมแอบเฝ้ามองเขาอยู่พักหนึ่งด้วยความประทับใจ... นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพบกับเนวิน เด็กหนุ่มผู้อ่านหนังสือภายใต้แสงดาวจากทางช้างเผือก



นับแต่นั้นผมพบเจอเนวินอยู่บ่อยครั้ง เขาจะจับจองที่นั่งแถวหน้าสุดด้านซ้ายมือของห้องเรียนเสมอ คล้ายกับว่าเขาต้องการไขว่คว้าความรู้ทุกอย่างจากครูผู้สอน ทว่าก็ไม่ต้องการเป็นจุดเด่นในสายตาคนอื่นๆ หลังเลิกชั้นเรียนหลายครั้งที่เขาจะเข้ามาหาผมพร้อมกับคำถามซึ่งยากจะตอบ เขาทำให้ผมต้องทำการบ้านในการเตรียมสอนหนักขึ้นกว่าเดิม ถามคำถามที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะออกมาจากปากเด็กชายวัยสิบสามปี แน่นอนว่าทั้งหมดถือเป็นเรื่องที่ดี ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของครูคนหนึ่งซึ่งพบเจอลูกศิษย์ที่เป็นดั่งเพชรเม็ดงาม สิ่งที่เราควรทำก็คือขัดเกลาเขาไปในทางที่เหมาะสมและรอเวลาให้เขาเปล่งประกายด้วยตนเอง

นอกจากบทสนทนาเชิงวิชาการแล้ว หัวข้อการพูดคุยระหว่างผมกับเนวินยังแตกแขนงไปสู่เรื่องราวอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ความรู้ของเขาล้ำหน้าเกินกว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด ผมมักจะสังเกตเห็นเขาพกหนังสือเล่มเล็กๆ สักเล่มหนึ่งเอาไว้ข้างตัวเสมอ “แม่บอกว่าผมไม่ได้มีโอกาสที่ดีเหมือนคนอื่นๆ และแม่ก็ไม่ได้มีต้นทุนมากมายเตรียมไว้ให้ หนทางที่ผมจะช่วยให้ชีวิตของเราทั้งสองคนดีขึ้นได้ก็คือการศึกษา ผมต้องขวนขวายหาความรู้ให้มากที่สุดและคว้าโอกาสไว้ให้ได้เมื่อเวลามาถึง หนังสือเป็นสื่อที่เราเข้าถึงได้ง่ายและมีประโยชน์มากเมื่อเทียบกับราคาของมัน ทุกครั้งที่เปิดอ่านผมรู้สึกเหมือนตัวเองเดินทางไปยังโลกอีกใบ เก็บเกี่ยวบางสิ่งที่สำคัญในนั้น และกลับคืนสู่โลกใบเดิมอย่างเติบโตยิ่งขึ้น” น้ำเสียงของเขาแน่วแน่ราวกับทบทวนเนื้อความเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในใจเสมอมา

เนวินยังบอกกับผมอีกว่าความใฝ่ฝันของเขาคือการเป็นนักปฏิวัติ ไม่ได้หมายถึงการจับอาวุธแสดงท่าทางองอาจอยู่บนรถถัง เขาเกลียดความรุนแรงแบบนั้นเพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเขากลายเป็นแบบนี้ เขาอยากต่อสู้ด้วยวิธีการอีกแบบหนึ่ง ใช้ความสงบเอาชนะความโหดร้ายแบบที่คานธีและแมนเดลาทำ เขาอยากทำให้โลกใบนี้ไร้พรมแดนประเทศ ปราศจากการแบ่งแยกด้วยลักษณะภายนอกอย่าง สีผม สีผิว หรือนัยน์ตา ความหลากหลายทางประเพณีและวัฒนธรรมเป็นเสน่ห์ของมนุษย์เขาอยากรักษามันไว้ แต่ความเกลียดชังในฝ่ายตรงข้ามซึ่งแตกต่างจากตนจะต้องหมดไป หากเทียบโลกใบนี้เป็นต้นไม้ มนุษย์หนึ่งคนก็เปรียบดั่งใบไม้หนึ่งใบ ใหญ่เล็กต่างกัน เฉดสีต่างกัน เส้นลายต่างกัน ทว่าสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยรากไม้และแสงตะวันเดียวกัน เขาอุปมาให้ผมฟังแบบนั้น

เขาไม่ได้ใช้เวลาว่างหมดไปกับการละเล่นเฉกเช่นเด็กส่วนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้จริงจังกับทุกสิ่งจนแปลกแยกออกมาจากเด็กคนอื่น ผมเห็นเขายิ้มแย้มหัวเราะให้กับเรื่องราวไร้เดียงสาในวงสนทนาของหมู่เพื่อนฝูง เล่นซ่อนหาและวิ่งไล่จับจนเหงื่อโชกตัว ทว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งเขาจะปลีกตัวออกมาจากทุกคนอย่างเงียบเชียบ หมกตัวอยู่ในมุมเล็กๆ อันสงบเงียบศึกษาสิ่งที่ตัวเองสนใจ หรือไม่นั้นบางคราวเขาก็จะแอบเข้าไปในศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริ แม่ของเขาและเพื่อนผู้อพยพฝึกงานฝีมือหลากหลายด้านอยู่ที่นั่น การทอผ้า การจักสาน การปั้นรูป ทุกอย่างจะติดตัวกลายเป็นสิ่งสร้างรายได้เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาออกไปอยู่ข้างนอกค่าย... ครั้งหนึ่งเนวินเข้าไปในนั้นและออกมาพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์บางอย่าง เขาเดินตรงนำเอาสิ่งนั้นมาให้กับผม มันเป็นตุ๊กตาไม้ล้มลุกหัวโต ซึ่งแกะสลักใบหน้าของตัวผมเอง ผมยิ้มแบบหุบไม่อยู่เมื่อแรกเห็น ไม่อาจบอกได้ว่ามันงดงามเหมือนจริงไร้ที่ติ แต่แน่นอนว่าความหมายของมันไม่ได้อยู่ตรงลักษณะภายนอกพวกนั้น

ความสัมพันธ์ของเราสองคนคล้ายกับไม่ใช่ลูกศิษย์อาจารย์ ผมไม่ได้สอนวิชาให้กับเขาเพียงฝ่ายเดียว วิถีชีวิตและวิธีคิดของเขาสะท้อนบางอย่างออกมาจนผมต้องย้อนกลับมาดูตัวเองอยู่บ่อยครั้ง เขาให้อะไรกับผมมากกว่าที่ผมให้กับเขาเสียอีก ผมรู้สึกแบบนั้น ราวกับเขาเป็นเพื่อนต่างวัยผู้ผ่านเข้ามาในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หากแต่เปลี่ยนแปลงตัวเราไปตลอดกาล... ความสุขที่เกิดขึ้นนั้นเองส่งผลให้การใช้เวลาสองเดือนในค่ายผู้อพยพของผมเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เป็นย่ำสนธยาวันสุดท้ายที่ผมได้นั่งคุยกับเนวินริมหุบเขา พร้อมจ้องมองอาทิตย์จมดวงลงทางทิศตะวันตก อยู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางภาพทิวทัศน์ที่แสนสวยงาม “ครูรู้ไหมครับว่าเส้นแบ่งประเทศความจริงก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติ แต่มนุษย์เรากลับยึดติดกับมัน จนหันหน้าเข้าทำร้ายกันและกันอย่างโหดร้าย จนลืมไปว่าอีกฝ่ายก็มีเลือดเนื้อจิตใจไม่แตกต่างกัน”

ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในห้วงทรงจำเสมอเมื่อผมคิดถึงเขา มันสะท้อนถึงความใฝ่ฝันในการเป็นนักปฏิวัติผู้รักสงบ ภาพที่ตามมาคือฉากแรกที่ผมพบเจอเขาโดยบังเอิญ เด็กหนุ่มผู้อ่านหนังสือด้วยความมานะบากบั่นภายใต้แสงดาวยามค่ำคืนที่เปล่งประกาย หลังจากนั้นเป็นวินาทีที่ผมรับตุ๊กตาล้มลุกหน้าตาชวนหัวเราะของตัวเอง มันเป็นวัตถุที่ย้ำเตือนให้เห็นถึงความอ่อนโยนของเขาและมิตรภาพของเรา...

เมื่อผมกลับมาทำหน้าที่นักศึกษาของตนในเมืองมหานครได้ราวสองเดือน ก็มีจดหมายจากเจ้าหน้าที่แจ้งมาว่าเนวินกับแม่ได้เดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ ประเทศโลกตะวันตกแห่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ผมปีติตื้นตันแทนทั้งคู่ที่ได้รับโอกาสนั้น การปรับตัวอยู่อาศัยและสร้างรากฐานชีวิตในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าผมมั่นใจว่าทั้งสองจะผ่านพ้นมันไปได้ เฉกเช่นเดียวกับที่พวกเขาทำได้เสมอมาในอดีต

ผมหวังว่าเมื่อปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาจนเกินแบกรับไหว ความทรงจำดีๆ ในค่ายผู้อพยพห้าเดือนของเขาจะช่วยปลอบประโลมเขาได้บ้าง เหมือนกับที่ช่วงเวลาสองเดือนในนั้นกลายเป็นแสงสว่างอันแสนอบอุ่นซึ่งแวะเวียนกลับมาหาผมอยู่เสมอ... ผมปรารถนาว่าเราจะมีตัวตนอยู่ในความทรงจำของกันและกันจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย ความทรงจำซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยแม่ของแผ่นดิน ผู้ไม่ยอมให้เขตแดนใดมาจำกัดความเป็นมนุษย์ของเรา
SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments