[Shot Fic] Olaf's [SeolA and LudA] [Seolu] -7-

I’m thinking of you when we’re not together…

Thinking about your smile and how much … I love being with you 


:



:



:

ถ้าหากมองตัวเองแล้วย้อนกลับไปเมื่อ4ปีก่อนหน้านี้ ลีลูดายอมรับเลยว่านึกภาพตัวเองตอนที่มีความรักไม่ออกจริงๆ ไม่ใช่เหตุผลเพราะไม่มีใครมาจีบหรือสนใจในตัวของหล่อน นั่นมันตรงกันข้ามเลยล่ะด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ฉาบเอาไว้ด้วยความสวยความน่ารัก อย่างไรเสียก็เป็นที่ต้องตาหมายปองของคนทั่วไปอยู่แล้วยิ่งหนำซ้ำเส้นทางที่หล่อนเลือกจะดำเนินชีวิตต่อไปในภายภาคหน้าก็คือการก้าวเข้าไปในเส้นทางดอกไม้ ทว่าระหว่างทางมันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมีอุปสรรคให้หล่อนต้องฝ่าฟันไปให้ได้ รวมไปถึงกฎบางอย่างของบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางในเมื่อพวกหล่อนในภายหน้าก็คือผลผลิตที่จะทำให้ก่อเกิดรายได้ คงไม่มีใครอยากจะได้สินค้าที่มันมีตำหนิโดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการบันเทิงที่เหมือนรวมเอาบรรดาคนเด่นคนดัง ทั้งโปรไฟล์ชั้นเลิศเพราะมันเต็มไปด้วยการแข่งขันที่สูงซึ่งลีลูดาก็เข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี หล่อนจึงเป็นเด็กฝึกที่ปฏิบัติตามกฎของบริษัทอย่างเคร่งครัดถึงแม้บางข้อหล่อนก็ไม่เข้าใจว่าจะตั้งขึ้นมาทำไมก็ตาม



โดยเฉพาะข้อที่ห้ามไม่ให้เด็กฝึกมีความรักหรือว่าออกเดทกับใครก็ตาม... 


แต่ลีลูดาในตอนนั้นก็มั่นใจในตัวเองอยู่แล้วว่าอย่างไรหล่อนก็ไม่มีทางทำผิดกฎข้อนี้เด็ดขาด ถึงจะมีคนมาสนใจในจำนวนที่ไม่ขาดสายแต่ไม่มีใครสักคนที่สามารถทำให้หล่อนแหกกฎได้เลย กระทั่งพวกเขาล่าถอยกันไปเองคงไม่มีใครอยากจะเจอกับความเฉยชาเมินเฉยราวกับเป็นอากาศธาตุที่หล่อนแสดงออกไปอีกแล้ว อันที่จริงลูดาก็รู้ดีว่าหล่อนไม่ใช่คนไร้หัวใจหรือด้านชาแต่อย่างใดทว่าไม่เคยมีใครทำให้หัวใจสั่นไหวได้ต่างหาก อีกทั้งความสนใจและเวลาส่วนมากก็หมดไปกับการทุ่มซ้อมและเรียนการแสดงทำให้หล่อนแทบไม่มีเวลาจะกระดิกตัวไปสนใจอย่างอื่นได้



เป้าหมายเดียวของลีลูดาในขณะนั้นคือการถูกยอมรับในฐานะนักแสดงที่ทรงคุณค่า...
 

ไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีเป้าหมายอะไรนอกเหนือจากนี้กระทั่ง... ใครบางคนก้าวเข้ามาในชีวิตแล้วเปลี่ยนทุกอย่างที่หล่อนเคยชินกลายเป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ



หัวใจของหล่อนถูกปลอบประโลมด้วยความอบอุ่น ละมุนละไม ถูกโอบอุ้มเหมือนล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ 




คงต้องขอบคุณเจ้าลูกหมานั่นสิ... ถึงจะถูก


  

มือมอมแมมวางเจ้าสี่ในสภาพม่อลอกม่อแลกไม่ต่างกับเจ้าตัวคนที่อุ้มมันมานัก หล่อนวางมันลงบนโซฟาอย่างทะนุถนอมพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ไม่ใช่ห้องตรวจโรคอย่างที่คิดเอาไว้ในทีแรก ดูอย่างไรมันก็เหมือนห้องพักเสียมากกว่าและน่าจะเป็นห้องพักแพทย์ของคนที่นำทางหล่อนมาถึงตรงนี้นั่นแหละ ลูดาไม่คิดมาก่อนว่าห้องพักแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนไม่ต่างไปจากคอนโดหรูสักเท่าไหร่ ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่คุณหมอร่างโปร่งทว่าใบหน้ากลับเรียบเฉยเหมือนฉาบเอาไว้ด้วยภูเขาน้ำแข็งที่ดูเย็นยะเยือก สายตาคมกริบที่ปรายตามองมาทางหล่อนพอดีจึงได้สบสายตากันเข้าแต่ก็เป็นลูดาเองที่หรุบสายตาลงต่ำทันทีไม่กล้ามองนานกว่านั้น หล่อนรู้สึกเกร็งขึ้นมาทันใดยิ่งภายในห้องนี้มีเพียงหล่อนกับคุณหมอแล้วก็เจ้าตัวเล็กที่นอนบาดเจ็บอยู่บนโซฟาเท่านั้น



“ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณหมอต้องลำบาก แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ แล้วฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง”



“ไม่เป็นไรค่ะฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่คงช่วยเท่าที่พอจะช่วยได้เพราะฉันเองก็ไม่ถนัดรักษาสัตว์ด้วย”จริงๆ จะบอกว่าไม่ถนัดก็คงไม่ถูกนักเพราะที่ผ่านมาตลอดชีวิตการเป็นหมอ ซอลอาไม่เคยย่างกรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าพวกนี้เลยต่างหากที่สำคัญเธอก็ไม่ใช่คนที่จะชอบอะไรพวกสัตว์มากนัก หรือจะเรียกได้ว่าไม่มีมโนในความรักสัตว์แฝงอยู่ในหัวสักนิดก็ว่าได้



“แค่คุณหมอรับปากว่าจะช่วยแค่นี้ก็ดีมากแล้วค่ะ ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยบอกได้เลยนะคะฉันยินดีทำทุกอย่าง”เจ้าของส่วนสูงไม่มากไม่มายรีบตอบรับเสียงสดใส ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มดีใจที่ทำเอาคุณหมอต้องเบือนสายตาหลบอย่างเสียจริตทั้งที่ก็เป็นรอยยิ้มธรรมดาแต่ไม่รู้เหตุไฉนหัวใจมันกวัดแกว่งมีอาการแปลกๆ ขึ้นมาได้กัน



“ไม่เป็นไรค่ะ อ้อถ้าคุณอยากจะช่วยจริงๆ อืมก็ช่วยไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”



“ไม่เป็นไรหรอกค่ะไม่รบกวนคุณหมอมากไปกว่านี้แล้ว เปียกนิดเดียวเองตากแอร์ไปก็แห้งค่ะ”



“ใครสอนให้คุณคิดแบบนี้กันคะ”เสียงเรียบขรึมแกมดุทำเอาคนที่ยิ้มสดใสเปลี่ยนเป็นสีหน้าเจื่อนสนิท ไหนจะสายตาคมกริบที่มองมายังหล่อนอย่างต้องการคำตอบนั่นอีก ทำเอาลีลูดาแอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอทั้งที่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อครู่แต่ทำไมคุณหมอถึงได้ดูทรงอิทธิพลขนาดนี้ อาจจะด้วยวัยวุฒิที่อีกฝ่ายโตกว่าอย่างชัดเจนกระมังจึงทำให้ลีลูดารู้สึกตัวเล็กจ้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณหมอ



“ว่ายังไงคะแต่จะไม่ไปก็ได้นะ หากไม่สบายขึ้นมาหมอคงต้องจับนอนโรงพยาบาลนะคะ”



“แต่ว่า.... เอ่อ คือฉันไม่มีชุดเปลี่ยน”



“ใส่ชุดของโรงพยาบาลไปก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันเอาให้รับรองว่าสะอาดมากๆ”คุณหมอเองก็เสนอมาขนาดนี้แล้วถ้าหากหล่อนยังขัดอีกก็ดูเสียมารยาทแน่ๆ เธออุตส่าห์ออกปากว่าจะช่วยดูเจ้าลูกหมาให้แถมยังอาทรห่วงใยมาถึงกันอีกลีลูดาควรจะสำนึกตรงนี้เอาไว้พลางหันไปมองยังบานประตูที่มีอยู่สองบาน



“ประตูห้องไหนคะ”



“ขวาค่ะ”คุณหมอเอ่ยตอบคำถามโดยที่ความสนใจถูกทุ่มไปยังเจ้าสี่ขาตรงหน้าที่นอนร้องหงิงๆ ด้วยความเจ็บปวดสิ่งแรกที่คนเป็นสูตินารีแพทย์ที่เคยแต่ทำคลอดให้โอกาสหลายชีวิตได้ออกมาลืมตาดูโรค มาวันนี้ริอ่านจะท้าทายความสามารถตัวเองด้วยการหยิบยื่นโอกาสต่อลมหายใจให้กับเจ้าลูกหมาตัวนี้ อย่างแรกที่ซอลอาคิดได้ก็ควรจะหาอะไรสักอย่างมาพันปากเจ้าลูกหมาเอาไว้กันตัวเองโดนกัดระหว่างที่ให้การรักษามัน ทว่าเจ้าสี่ขาตัวจ้อยก็ดูว่าง่ายกว่าที่คิดไม่กระดุกกระดิกดิ้นรนให้คุณหมอต้องรู้สึกยุ่งยากใจ เวลาผ่านไปกว่าร่วมสิบนาทีในการทำแผลเบื้องต้นให้เจ้าลูกหมาที่นอนเจียมตัวก็เสร็จเรียบร้อย พอดีกับที่คนที่หายเข้าไปอาบน้ำชำระกายเปิดประตูออกมาในชุดของห้องผ่าตัดแทนแต่เพราะซอลอาตัวสูงกว่าลูดามากทำให้ชุดที่เคยพอดีตัวกับซอลอา แต่พอหล่อนใส่ก็ดูตัวใหญ่ไปทันทีต้องคอยจับตรงไหล่ไม่ให้มันร่นด้วยความที่เป็นเสื้อคอสามเหลี่ยม คุณหมอหันไปมองพลางถอดถุงมือทิ้งใส่ถังขยะยกยิ้มให้เล็กน้อยจะว่าไปแล้วพอเห็นคนตัวเล็กอยู่ในชุดแบบนี้มันก็ดูน่ารักไปอีกแบบ ...



“ฉันทำแผลเบื้องต้นให้แล้วแต่ยังไงก็ต้องพาเจ้าตูบไปหาสัตวแพทย์ค่ะ ฉันออกเวรพอดีเดี๋ยวไปด้วยกันนะคะจะได้ไปส่งคุณที่บ้านด้วยเพราะใกล้จะค่ำแล้ว”น้ำเสียงที่คุณหมอเอ่ยออกมามันดูเหมือนไม่ได้เป็นแค่ประโยคบอกเล่าทว่ามันดูคล้ายแกมสั่งเสียมากกว่าแน่นอนว่าคนตัวเล็กจ้อยทำอะไรมากไม่ได้นอกจากตกลงตามที่คุณหมอต้องการ ขืนแย้งอีกมีหวังหล่อนอาจจะโดนสายตาดุนั่นฟาดใส่อีกครั้ง



สุดท้ายแล้วคนเป็นหมอก็จัดการนำทั้งคนทั้งเจ้าลูกหมาใส่รถนั่งออกมาด้วยกันอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ด้วยมันเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำของวันศุกร์บวกกับฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายนั่นอีก ทำเอาการจราจรบนท้องถนนแทบไม่ขยับไปไหนหากไม่ผิดจากที่ซอลอาคำนวณเอาไว้ดีไม่ดีกว่าจะถึงโรงพยาบาลรักษาสัตว์ก็น่าจะกินเวลาเป็นชั่วโมง พลางหันไปมองคนที่นั่งข้างซึ่งเวลานี้กำลังเอามือถูกแขนที่กอดตัวเองไปมา ซอลอาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอื้อมมือไปกดปรับระดับแอร์ภายในรถให้พร้อมกับเอี้ยวตัวไปที่เบาะหลังหยิบเอาเสื้อสูทมายื่นให้กับอีกฝ่าย



“ใส่คลุมเอาไว้ดีกว่าค่ะ ทำร่างกายให้อบอุ่นไว้ไม่สบายขึ้นมาจะแย่เอานะคะ”



“ขอบคุณค่ะคุณหมอ”ลูดายิ้มรับกับความใจดีอีกครั้งที่คุณหมอเป็นฝ่ายหยิบยื่นมาให้กัน ทั้งที่เราเพิ่งจะรู้จักกันวันนี้ครั้งแรกแต่หล่อนก็ดูจะสร้างความลำบากให้อีกฝ่ายต้องมาคอยช่วย ทั้งที่คนเป็นหมอไม่ต้องช่วยขนาดนี้ก็ได้แต่เธอก็ช่วยทำเอาลูดารู้สึกประทับใจในตัวเธอคนนี้ นอกจากจะหน้าตาสะสวย.. ไม่สิเป็นผู้หญิงที่สวยมากและทำเอาผู้หญิงด้วยกันรู้สึกทั้งอิจฉาทั้งชื่นชมในความเพียบพร้อมนี้ พลางลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคุณหมอที่ติดจะเรียบขรึมตามไสตล์ทว่าหากลูดาตาไม่ฝาดหล่อนว่าตัวเองเห็นมุมปากคนเป็นหมอกระตุกยิ้มนิดหน่อย แต่พอกระพริบตาปุ๊บก็เหลือเพียงความนิ่งเฉยตามเดิมทำเอาคิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิด



แต่ก่อนที่ลูดาจะจมไปกับความคิดของตนเองนั้นคนเป็นหมอที่เงียบมาหลายนาทีก็เป็นฝ่ายชวนคุย โดยเป็นเรื่องสัพเพเหระตั้งแต่ดินฟ้าอากาศทั่วไป รวมไปถึงเล่าเรื่องส่วนตัวของคุณหมอเองด้วยซึ่งซอลอาก็นึกแย้งอยู่ในใจเหตุไฉนถึงได้ยอมปริปากพูดคุยกับหล่อนได้อย่างไม่มีความเคอะเขินหรือรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนน่ารำคาญ หนำซ้ำมีชุดความคิดที่ทำเอาแปลกใจตัวเองเพราะซอลอาอยากจะรู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนอาการนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับซอลอาเพียงแค่คนเดียวเพราะคนที่มีการตอบโต้กลับมาด้วยความสนอกสนใจในเรื่องของคุณหมออย่างลูดา นั่นดูจะเป็นคำตอบที่ใช้ยืนยันได้ว่าเราสองคนคงอยากทำความรู้จักกันมากขึ้น โดยอาศัยช่วงเวลาฝนตกรถติดค่อยๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดทัศนคติทั่วไปซึ่งสิ่งหนึ่งที่ลูดาประจักษ์ ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยแต่คุณหมอกลับเป็นคนประเภทขี้แกล้งอย่างร้ายกาจ!



แต่สิ่งที่ทำให้สองคนประหลาดใจระคนขำก็คงเป็นเรื่องที่คุยกันมาตลอดทาง แต่เพิ่งจะมาสนใจถามชื่อเสียงเรียงนามกันทีหลังนี่แหละเลยพากันหัวเราะเบาๆ คลอไปกับเสียงเพลงแจ๊สจากเครื่องเสียงภายในรถ ที่มากไปกว่านั้นลูดาเองก็ได้รับรู้เรื่องราวส่วนตัวของคุณหมอที่เป็นคนบอกกับหล่อน โดยเฉพาะเรื่องแว่นสายตากรอบสีดำที่มันหลอกคนอื่นเสียสนิทให้คิดว่าซอลอาสายตาสั้น แต่เปล่าเลยเจ้าตัวใส่ไว้เพียงแค่ต้องการความน่าเชื่อถือมันเป็นเพราะว่าโครงหน้าของคุณหมอดูอ่อนกว่าวัยอย่างมาก แล้วไหนจะความสวยที่สูสีไม่สิอาจจะมากกว่าพวกดารานางแบบที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนหมอทั่วไป



“ฉันขอถามอะไรแบบเสียมารยาทจะได้ไหมคะ”ลูดาเอ่ยถามเสียงเบาไม่กล้ามองสารถีแสนสวยเท่าไหร่นักเพราะเรื่องที่หล่อนจะถามถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามของผู้หญิงด้วยกัน แต่ความอยากรู้มันก็เอาชนะจนได้พอมารู้ตัวอีกทีก็เล่นถามคนเป็นหมออย่างนั้นไปเสียแล้ว ทว่าคนเป็นหมอทำเพียงแค่เหลือบมองคนข้างๆ แล้วยิ้มบางๆ ออกมาก่อนจะหันกลับไปสนใจการจราจรข้างหน้าต่อ



“ปีนี้28แล้วค่ะ คงจะแก่กว่าลูดาหลายปีแน่ๆ อืมต่อไปนี้เรียกพี่ซอลอาดีไหมคะ”คุณหมอยกยิ้มน้อยๆ ไม่ได้หันไปมองคนข้างเคียงแต่อย่างใดเพราะต้องตั้งใจขับรถเสียก่อน นั่นจึงทำให้ซอลอาไม่เห็นสีแดงๆ ที่แต่งแต้มบนใบหน้าแสนน่ารักนั่นแถมเวลานี้ลูดากำลังรู้สึกว่ามือไม้ตนเองมันเกะกะไปเสียหมด



“เอ่อ... มันจะดีเหรอคะ”หล่อนเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนักเพราะหล่อนกับคุณหมอเพิ่งจะรู้จักกันไม่กี่ชั่วโมง ขืนไปเรียกแบบสนิทสนมอย่างนั้นมันอาจจะดูไม่ดีก็ได้ทำเอาความคิดมันตีกันให้วุ่นในหัว แต่สิ่งที่ลูดาได้ยินคือเสียงหัวเราะเบาๆ นุ่มๆ จากคนที่นั่งบังคับพวงมาลัยรถให้เลี้ยวเข้าไปยังโรงพยาบาลสัตว์ซึ่งเป็นเป้าหมายของทั้งคู่



“ดีสิคะเราจะได้ดูสนิทกันไวขึ้น”คุณหมอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสบายๆ ประดับด้วยรอยยิ้มละไม



“ถ้า.. ถ้าอย่างนั้นขอเรียกพี่ซอลอาเลยแล้วกันนะคะ”



“ด้วยความยินดีค่ะสาวน้อย”



 :



:



:

ร่างบางที่ขยุกขยิกไม่สบายตัวอยู่บนเตียงทำให้ซอลอาที่กำลังครุ่นคิดปล่อยอารมณ์ไปกับอะไรบางอย่างที่เธอเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ต้องละสายตาจากวิวทิวทัศน์ในมุมสูงยามเช้าตรู่ของมหานครมาสนใจคนรัก พร้อมกับช่วงขายาวก้าวเพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็มาถึงเตียงนอนกว้างขวางพร้อมแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่ม พลางโอบร่างบางที่ไขว่คว้ามือสะเปะสะปะในอากาศรวบหล่อนเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดพักพิงแนบไปกับอกตน มือหนึ่งของคุณหมอเอื้อมไปเช็ดเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นตามไรผมของแม่นางเอกคนสวย ถึงจะออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านแล้วก็ตามทว่าซอลอาก็ยังคงดูแลอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิดเพราะรู้ว่าสภาพร่างกายของลูดานั้นไม่ได้แข็งแรงเท่าไหร่นัก แต่แม่นางเอกตัวแสบของคุณหมอนี่แหละที่ชอบทำอวดเก่งไม่เข้าเรื่องก็หลายทีถึงโดนดุอย่างไรก็ไม่ฟัง ทำเอาทั้งคุณหมอและผู้จัดการส่วนตัวอย่างจุนต้องปวดหัวอยู่บ่อยครั้งบางทีซอลอาก็นึกอยากจะจับมาตีก้นลงโทษเหมือนเด็กเวลาทำผิดบ้าง แต่ครั้นจะตีแม่นางเอกเข้าจริงก็ดันแพ้ทั้งสายตาและลูกอ้อนเข้าให้สุดท้ายทั้งเธอและจุนก็ลงอีหรอบเดิมกลายเป็นทีมตามใจลีลูดาเช่นเคย



“ลูดาคะ... ”คุณหมอกระซิบเรียกชื่อเสียงนุ่มนวลอ้อมแขนยังคงโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนจะแนบริมฝีปากประทับลงบนขมับของนางเอกสาวราวกับต้องการปลอบประโลม ตอนนี้อาการของลูดาเองก็ดีขึ้นมากเริ่มฟื้นตัวจนเป็นปกติและมันทำให้ซอลอาหวนกลับมาคิดถึงเรื่องก่อนหน้าที่ค้างเอาไว้



“พี่หมอขา... หนูหิว”เสียงออดอ้อนของคนในอ้อมกอดที่พยายามซุกตัวเข้าหาความอบอุ่น พร้อมกับระบายลมหายใจอย่างผ่อนคลายซึ่งกิริยามันช่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่ปากบอกมาเมื่อครู่นัก คุณหมอได้แต่อมยิ้มมองแล้วส่ายหน้าไปมาแววตาละมุนนั้นฉายชัดเต็มไปด้วยความเอ็นดูต่อแม่นางเอกที่กุมหัวใจของเธอเอาไว้มั่น



“อยากทานอะไรคะ ไหนบอกพี่มาก่อน”



“ไม่รู้ค่ะพี่หมอคิดให้หนูหน่อย”คนในอ้อมกอดทำหน้างอแงใส่ คุณหมอหัวเราะเบาๆ ออกมาพลางขมวดคิ้ว



“ออกไปทานข้างนอกหรือว่าอยากให้พี่ทำให้คะ”



“ไม่อยากให้พี่หมอเหนื่อยค่ะ ไปทานข้างนอกก็ได้”ลูดาบอกซึ่งคุณหมอก็พยักหน้ารับ



“โอเคค่ะถ้าอย่างนั้นลุกไปอาบน้ำดีไหมคะ เดี๋ยวพี่พาไปทานอะไรอร่อยๆ จะตามใจหนูหมดเลย”ซอลอาเอ่ยบอกพลางเชยคางของนางเอกสาวให้ขึ้นมาสบสายตากัน ดวงตากลมใสแจ๋วที่กำลังจ้องมองกันเต็มไปด้วยเสน่ห์และความน่ารักที่ทำเอาซอลอาไม่เคยคิดอยากจะถอนตัวขึ้นมาจากหลุมรักของแม่นางเอก สายตาแสนซื่อดวงนี้ยังคงฉายแววเหมือนวันแรกที่ได้รู้จักกันไม่มีผิดเพี้ยน



“พี่หมอคะ.. ห้ามมองหนูด้วยสายตาแบบนั้นนะ”ลูดาเอ่ยปุ๊บก็หลุบสายตาวูบทันทีด้วยความทีสายตาของคุณหมอสื่อออกมาให้เข้าใจชัดเจนว่าถ้าขืนหล่อนไม่ทำอะไรสักอย่างหรือยังไม่ยอมลุกไปอาบน้ำดีๆ มีหวังได้โดนคุณหมอจับกินแทนมื้อเช้าแน่ๆ



“พี่มองแบบไหนคะ”คุณหมอยังคงปรีดาในการแกล้งแม่นางเอกให้ขวยเขิน ครั้นจะมุดซ่อนตัวในผ้าห่มก็ดูจะเป็นพื้นที่เสียเปรียบทำเอาลูดาหันซ้ายแลขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง ไหนจะต้องเอียงคอหลบริมฝีปากอุ่นที่คลอเคลียอยู่บนแก้มร้อนผ่าวและทำท่าจะเลื่อนลงไปต่ำกว่านั้น



“หนูจะไปอาบน้ำ หนูหิวข้าว”ลูดาเริ่มประท้วงน้อยๆ แต่คุณหมอก็ยังไม่หยุดคลอเคลียพร้อมทั้งกระซิบเสียงหวานหยอกข้างใบหูเล็กที่ทำเอาคนฟังพอได้ยินก็ต้องมีอาการเห่อร้อนที่ใบหน้าทันควัน มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับการที่หล่อนพยายามหลบลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดขมับมือข้างหนึ่งของคุณหมอเอื้อมมาจับไรผมชื้อเหงื่อให้เข้าที่เข้าทางเพื่อสบกันชัดๆ สัมผัสแนบชิดราวกับเป็นหนึ่งเดียวกันแม้คุณหมอไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ คงรู้ได้อย่างง่ายดายว่าตอนนี้หัวใจของแม่นางเอกคนสวยกำลังเต้นแรงขนาดไหน



“พี่ขอมัดจำก่อนได้ไหมคะ”ซอลอาเลิกคิ้วถามเสียงหวานละมุนแล้วก็ต้องหัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อนางเอกที่อยู่ต่อหน้ากล้องเป็นอีกคนแต่พออยู่กับเธอกับเขินอายแสนน่ารักกำลังส่ายหน้าไปมาจนผมเผ้ายุ่งไปหมด เป็นกิริยาแสนน่ารักทำเอาซอลอาอดใจไม่ไหวจมูกโงจึงกดลงบนแก้มใสอีกฟอดใหญ่



“หอมจังเลยค่ะนางเอกของพี่ พี่คงต้องขอมัดจำไว้แล้วล่ะ”มันเป็นเพียงประโยคบอกเล่าที่คุณหมอไม่ได้ต้องการคำตอบรับหรือปฏิเสธ แล้วโดยที่นางเอกสาวไม่ทันตั้งตัวริมฝีปากอุ่นนิ่มก็แนบชิดประทับลงบนริมฝีปากแดงระเรื่อของหล่อนอย่างคนที่รู้ตัวดีว่าเธอมีอำนาจและสิทธ์อันชอบธรรม ในความเป็นเจ้าของทุกตารางนิ้วบนเรือนร่างแม่นางเอกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เนิ่นนาน.. กว่าที่คุณหมอจะเปิดโอกาสให้ลูดาสามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง



“พี่หมอจะต้องติดหวัดจากหนูแน่ๆ”พอได้ยินแม่นางเอกว่ามาอย่างนั้นก็ทำเอาคุณหมอหัวเราะ ดวงตาแสนคมหรี่ตามองอีกฝ่ายแล้วใช้มือดึงจมูกรั้นนั่นเบาๆ ด้วยอาการหมั่นเขี้ยว



“แค่นี้เองพี่ไม่ติดหรอกค่ะ แล้วถ้าจะติดก็คงติดไปนานแล้ว”



“เอาเปรียบ พี่หมอชอบเอาเปรียบหนู”พอข้ออ้างแรกไม่ได้ผลก็ต้องยัดข้อหาให้ซอลอาหัวเราะขบขัน พลางลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวจากตู้เสื้อผ้ามาวางเตรียมไว้ให้ นอกจากนั้นยังเลือกชุดเสื้อผ้าทั้งของตัวเองกับของอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำจัดการบีบยาสีฟันเตรียมไว้ ขณะเดินสวนกันตรงประตูห้องน้ำเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มก็ย่นจมูกย่นคางใส่ทั้งยังลอยหน้าลอยตาแสนเอ็นดูนั่นอีก ทำเอาคนเป็นหมอต้องรีบหักห้ามใจตัวเองไม่ให้จับแม่นางเอกกินในตอนที่เพิ่งหายป่วยมากแค่ไหนแน่นอนว่าแม่นางเอกของคุณหมอก็คงคาดเดาไม่ถูก ...



ฝากไว้ก่อนเถอะแม่ตัวแสบ หายป่วยขาดเมื่อไหร่ล่ะน่าดู!
 
:



:

:

เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่ลีลูดาหายไปจากตารางงานที่เคยแน่นขนัดด้วยอาการป่วย ซึ่งบรรดาแฟนคลับเองต่างก็เป็นห่วงเป็นใยถึงความเจ็บไข้ได้ป่วยในครั้งนี้ ทั้งของขวัญดอกไม้ การ์ด จดหมายที่ทยอยส่งมาให้เป็นกำลังใจนางเอกสาวที่บริษัทอย่างต่อเนื่องบางคนก็มาดักรอเผื่อจะได้เจอลูดาโดยบังเอิญบ้าง ไม่ก็อาจจะรู้ความเป็นไปของดาราที่ตัวเองชื่นชอบอย่างน้อยให้มันคลายความกังวลใจได้บ้าง ถึงแม้ทางบริษัทจะแจ้งออกมาเป็นแถลงการณ์ว่าเวลานี้นางเอกสาวออกจากโรงพยาบาลและกลับไปพักผ่อนที่บ้านก็ตามที แต่นั่นไม่ได้คลายความเป็นห่วงของแฟนคลับได้เลยจนกว่าจะได้ยินหรือเห็นกับตาตัวเองเท่านั้นว่าคนที่พวกเขารักสบายดีแล้วจริงๆ



ซึ่งในส่วนนี้ลูดาเองก็รับรู้ถึงความห่วงใยของแฟนๆ ที่มีต่อตัวเองทั้งจากของขวัญ การ์ด จดหมายที่จุนหอบเอามาให้รวมไปถึงข้อความผ่านทางโซเชียลต่างๆ มันกลายมาเป็นกำลังใจชั้นดีให้ลูดาอยากจะหายไวไวเพื่อกลับไปทำงานที่ตัวเองรักอีกนัยหนึ่งก็เพื่อแฟนๆ ที่รักหล่อนได้หายคิดถึงและคลายความเป็นห่วงลงบ้าง แต่ถ้าหล่อนจะกลับไปทำงานได้เหมือนเดิมแล้วนอกจากอาการป่วยจะหายสนิทจริงๆ รวมไปถึงได้รับอนุมัติจากแพทย์เจ้าของไข้แล้วก็ตามหากทว่าหมอประจำตัวอย่างซอลอาไม่ยอมก็อย่าหวังว่าลูดาจะได้กลับมาทำงานอย่างเต็มตัว ...



แน่นอนว่าภาระทุกอย่างจึงตกมาอยู่ที่จุน ที่ต้องมาเป็นทัพหน้าเจรจากับคุณหมอจอมเนี้ยบ... 


“เฮ้อ...”เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังมาจากคุณผู้จัดการส่วนตัวที่นั่งตีหน้าเครียดคิ้วขมวดเป็นโบว์กี่ชั้นต่อกี่ชั้นก็ไม่อาจจะเทียบได้กับความเครียดขึงที่มันรุมเร้าอยู่ในความคิด ดวงตาแกร่งปรายมองไปยังร่างบอบบางที่คุณหมอเค้ารักจนสุดหัวใจนั่นแหละ



“พี่จุนห้ามถอนหายใจสิคะ แค่ไปคุยกับพี่หมอเอง”ลูดาเอ่ยพลางยกมือขึ้นมากอดอก ใบหน้าจิ้มลิ้มเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนที่มีนิสัยดื้อดึง หากไม่ติดว่าแม่นางเอกนี่เป็นความรักเป็นหัวใจของคุณหมอจุนก็คงเดินไปเอานิ้วดีดหน้าผากนั่นสักทีให้สาแก่ใจที่นำพาเรื่องยุ่งยากมาให้ตนเองไม่หยุดไม่หย่อน



“แล้วทำไมหล่อนไม่พูดเอง”ผู้จัดการหนุ่มเลิกคิ้วมองอย่างเอาเรื่อง



“พี่จุนคะ”



“ครับ”



“ถ้าหนูพูดแล้วพี่หมอเค้ายอมหนูไม่ให้พี่จุนมาพูดหรอกค่ะ”ลูดาส่ายหน้าไปมาคล้ายออกอาการเอืมอระอาคุณผู้จัดการเต็มทีทำเอาจุนถลึงตาดุใส่ทันควัน



“บางทีคุณหมอก็เป็นห่วงไงคงอยากให้เธอหายจริงๆ แล้วค่อยกลับไปทำงานอีกอย่างพี่ก็เคลียร์ตารางงานให้แล้ว”



“ไม่ได้ค่ะ หนูหายแล้วคุณหมอคังก็ยืนยันว่าหนูหายดีที่สุด แต่พี่หมอนั่นแหละค่ะที่ไม่ยอมท่าเดียว”พูดมาถึงตรงนี้ก็ทำเอาแม่นางเอกหน้าหงิกงอขึ้นมาทันทีเพราะคำสั่งเด็ดขาดของคุณหมอคนรัก ที่จะให้หล่อนพักอีหนึ่งอาทิตย์แล้วค่อยกลับไปทำงานแต่ลูดาคิดว่าตัวเองพร้อมทำงานตั้งนานแล้ว



“จะให้พี่ไปเคลียร์กับใครก็ได้แต่ไม่ใช่คุณหมอสิ”จุนเอ่ยบอกอย่างขยาด หลายทีที่ตัวเองปล่อยให้แม่นางเอกทำอะไรตามอำเภอใจพอเรื่องรู้ถึงหูคุณหมอเข้าก็กลายเป็นจุนนี่แหละที่โดนระเบิดเต็มๆ แต่เวลานี้จุนก็ตระหนักได้อย่างหนึ่งแล้วว่าถึงเขาจะปฏิเสธลูดาตอนนี้ไปได้แต่อย่างไรก็คงต้องไปเจรจากับคุณหมออยู่ดี แว่วๆ มาว่าทางค่ายเองก็อยากให้ลูดากลับมารับงานได้ตามปกติแล้วเพราะเม็ดเงินช่วงที่ลูดาพักรักษาตัวมันก็หายไปมากโข ในเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือนางเอกเบอร์หนึ่งของค่ายในเวลานี้



โดนทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะจุนเอ๊ย ...
 

“ไม่รู้แหละค่ะถ้าพี่จุนไม่ไปคุยให้หนูดีๆ ก็อย่าหาว่าหนูไม่เตือนนะคะ”แม่นางเอกยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ แน่นอนว่ามันทำให้จุนก้นร้อนจนนั่งไม่ติดรีบโบกไม้โบกมือห้ามเป็นพัลวันเพราะรู้ฤทธิ์แม่นางเอกขวัญใจคุณหมอเป็นอย่างดี



“รู้แล้วครับ รู้แล้วเดี๋ยวพี่ไปคุยให้ครับ อย่าได้คิดอะไรแผลงๆ เชียวล่ะ”จุนรีบชี้หน้าคาดโทษทันที



“พี่จุนน่ารักที่สุดเลยค่ะ”



“ย่ะ... น่ารักตอนที่มีประโยชน์กับเธอเท่านั้นแหละ”จุนโคลงศีรษะไปมา พลางทรุดตัวนั่งอย่างหมดแรงใครจะไปคิดว่าการเป็นผู้จัดการดารามันจะเหนื่อยขนาดนี้



อ้อโดยเฉพาะกับแม่นางเอกที่ชื่อ “ลีลูดา”
 
to be con.
-หายไปนานเลยเนอะคะ ที่จริงมันแต่งจบแล้ว
แต่ทำไฟล์หายไปไหนไม่รู้ค่ะ เลยต้องแต่งใหม่ น่าสงสารมาก
-อีกสองตอนก็จบแล้วค่ะ สองตอนหน้าคือจะยัดความเข้มเข้าไป
-แล้วเจอกันใหม่ค่ะ 
ปล.ใครจะไม่ได้ก็ไปอ่านใหม่ค่ะ 55555555555555555555555555 

#พี่หมอของลูดา
SHARE
Written in this book
[Shot Fic] Olaf's [SeolA and LudA] 
เรื่องรักๆ ของพี่หมอกับแม่นางเอกตัวยุ่ง
Writer
PastelSecret
Cat's slave
เป็นคนชี้ชิปค่ะ YoonSic Seulrene JoyDy EunBo XiWoo 2kyung ที่เหลือก็แล้วแต่กำลังและศรัทธา SNSD / RVV / PRISTIN / WJSN

Comments

komatsu
8 months ago
กลับมาแล้ววว คิดถึงมากเลยครับ ขนาดทำไฟล์หายยังมานั่งเขียนใหม่ ;;; อ่านทีไรก็ยิ้มทุกที รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของคุณหมอ :)) ขอบคุณครับ
Reply
25DEC
6 months ago
แงงงงงจะจบแล้วเหรออ ยังไม่ถึงจุดพีคสินะคะเราเตรียมยาดมไว้รอก่อนเลยได้มั้ย555555
พิหมอเค้าเป็นห่วงนะยัยหนู ดื้อที่หนึ่งเลย
Reply