วิทยาศาสตร์ของความเหงา.. อยู่กับความเหงายังไงให้รอด!
หลังช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์แบบนี้ คงมีบางคนที่ความเหงาเข้าใกล้ศูนย์.. แต่ก็คงมีอีกหลายคนเช่นกันที่ความเหงาเข้าใกล้อินฟินิตี้ วันนี้เลยอยากนำเสนอวิธีอยู่ร่วมกับความเหงาให้เก่งขึ้น แบบที่เราว่าเวิคสำหรับเรา เผื่อจะมีใครเวิคบ้าง คงตรงใจใครหลายๆคนในตอนนี้

วิเคราะห์วิจัยในฐานะมนุษย์ขี้เหงาที่อดทนอยู่กับความเหงามานานหลายสิบปี.. หึหึ จนตอนนี้ขออวยตัวเองเลยว่าเชี่ยวชาญ.. มว๊าก กูรูด้านการมีชีวิตเดี่ยวมาละค่า เราจะต้องรอดค่ะทุกคน แม้ลูกผัว(หรือลูกเมีย)จะไม่มี แม้ไร้ญาติขาดมิตร แม้เพื่อนกินหาไม่ได้เพื่อนดีตายไปหมดแล้วก็ตาม

มา เข้าสู่บทเรียนเลย 

อันดับแรก : รู้ตัว
เชื่อมั้ย บางคนไม่รู้ตัว และไม่รู้จักคำว่า “เหงา” เช่นเราแต่ก่อนเป็นต้น คือรู้แค่รู้สึกว่า วันนี้มันช่างโหวงเหวง ว่างเปล่า นอยยิ่งนัก ยิ่งคนที่อยู่คนเดียวมานานบางทีก็ลืมไปว่าเอ้ออ ไอ้ความรู้สึกนี้แล่ะคือ เหงาาาาา .. จ้า 
ทีนี้พอจำผู้ร้ายได้แล้วเราต้องจับมาสอบปากคำต่อว่าใช่ตัวจริงมั้ย

หรือจริงๆความรู้สึกเหงาที่เราคิดว่ามันคือความเหงา มันอาจไม่ใช่ความเหงาก็ได้นะ 

เช่น Valentine’s day ไถเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆแล้วก็จึ้กกก เจ็บหน้าอกซ้ายขึ้นมาอันนี้ อาจเป็นความอิจฉา..
เลิกกับแฟน แต่ก่อนเคยมีคนมาให้ความสนใจ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว อาจเป็นความรู้สึกถอนยา..
อยากไปเที่ยวแต่ไม่มีคนไปด้วย อาจเป็นความผิดหวัง..
เครียดเรื่องงาน เรื่องครอบครัวแต่ไม่มีใครให้ระบาย อาจเป็นความรู้สึกเศร้า ว่าตัวเองเป็นคนโชคร้าย.. ที่โดนสาปไว้ ให้พบแต่ผิดหวัง... (insert เสียงนกกาบิน.. ... .......)

อะไรงี้เป็นต้น ก็ต้องแยกแยะออกไป ไม่ปนกันนะจ๊ะ
สรุปว่าอันดับแรก รู้ตัวรู้เรื่อง แยกแยะชั่วดีตั่งต่าง เอาจริงการรู้ตัวว่าเออ กูเหงาว่ะ หรือกูรู้สึกแย่เพราะอะไรกันแน่วะ แค่นี้ก็บรรเทาความเหงาลงไปได้ระดับนึงละนะ 
รู้คำศัพท์ที่ใช้แทนความรู้สึกให้มากที่สุด
อันดับสอง : รู้จัก
ความเหงาเท่าที่ข้าพเจ้ารู้จักมีสาเหตุดังต่อไปนี้
1. ชิปสัญชาตญาณสัตว์สังคม build in แต่กำเนิด
2. การทนอยู่เงียบๆกับตัวเองไม่ได้
3. ขาดพยานที่อยู่ของตัวเอง

1. Is it you or your chemistry?
เราทุกคนมีชิปสัญชาตญาณดิบติดตัวมาแต่เกิด ฝังตัวอยู่ในแผนผังยีนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกคน มันทำงานเพื่อให้เราเอาตัวรอดปลอดภัยในธรรมชาติให้ได้ดีที่สุด โดยกลไกการทำงานของมันคือมันจะสร้างให้เรารู้สึก ‘บางอย่าง’ ผ่านทางสารเคมีในสมองของเรา เมื่อเราถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เช่น เมื่อเรากระเด็นหลงทางออกมาจากฝูง มันก็จะสร้างความรู้สึก ‘บางอย่าง’ ที่จะทำให้เรากระเสือกกระสนที่จะกลับไปรวมตัวกับกลุ่ม เพื่อความอยู่รอด เพื่อให้ไม่ถูกล่า
แต่.. นี่คือยุคที่เราไม่ได้อาศัยอยู่ในถ้ำ และไม่ได้ออกล่าอาหารเป็นฝูงแล้วเพียงแต่ชิปอันนั้นมันยังไม่ได้รับการอัพเดทเวอร์ชั่นให้พัฒนาตามมา เพราะฉะนั้นเราต้องทำความเข้าใจกับตัวเองให้ได้ว่าความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่าเหงา เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่คนเดียวเป็นเวลานานเกินไป จนร่างกายพยายามส่งสัญญาณเตือนให้เราระวังอันตราย.. ก็เท่านั้น สมัยนี้ไม่มีใครตายจากการอยู่คนเดียว แต่สมัยนู้นเราคงถูกไดโนเสาร์จับกินแน่ๆ
ความรู้สึกบางอย่างนี้ ยังเป็นเรื่องเดียวกับความรู้สึกห่อเหี่ยวในเวลาที่อากาศหนาวๆ หรืออยู่ในบรรยากาศทึมๆมืดๆอีกด้วย นึกง่ายๆอะไรที่ทำให้เรารู้สึกถึงสภาพแวดล้อมที่คล้ายๆกับถ้ำ อะไรแบบนั้น มันก็กระตุ้นให้เกิดความรู้สึก ‘บางอย่าง’ นั่นเหมือนกัน ฝรั่งเมืองที่หนาวจัดๆ มืดเร็วมากๆ ในฤดูหนาวคนจะมีแนวโน้มที่จะเศร้ามากกว่าปกติจนมีศัพท์เรียกว่า winter blue เลย
นอกจากนี้ความรู้สึก ‘บางอย่าง’ นี้ยังถูกนำมาใช้เป็นบทลงโทษในกฎหมู่กฎหมายมนุษย์ด้วยการจับขังเดี่ยวมาเป็นเวลาช้านาน จงตายทั้งเป็นไปซะ สารเคมีในสมองจะลงทัณฑ์แกเอง..  เพราะฉะนั้น เมื่อรู้แบบนี้เราก็เลยจะนำเหนอกิจกรรม 10 อย่างที่สามารถหยุดยั้งการส่งสัญญาณของชิปนั่นไว้ได้ นั่นก็ครือออ
1. พบเจอแสงแดด โดยเฉพาะการตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ใช่อะไร กลางวันมันร้อนไป
2. พบเจอสถานที่โล่งกว้าง ได้แก่ การนั่งโง่ริมทะเล การขึ้นไปดาดฟ้าตึก ยอดเขา แล้วก็โดด เย้ย ไม่ใช่.. แล้วก็มองลงมาต่างหาก
3. ห่มผ้าอุ่นๆ นอนอย่างปลอดภัยหายห่วงในห้องแอร์หนาวๆ
4. ดมกลิ่นอาหาร กลิ่นดอกไม้ใบหญ้า ผลไม้ เนื้อย่างเป็นต้น ขอเรียกรวมๆว่ากลิ่นของความอุดมสมบูรณ์
5. ทานอาหารมื้อดีๆที่มีคุณค่า ไปออกล่าหาอาหาร
6. ไปร้านนวด ไปสปา ทำเล็บ ตัดขน grooming นวดหน้า หรืออะไรก็ได้ที่มีคนมาสัมผัสตัวเรา (อย่าคิดลึก)
7. ไม่มีคนให้พบก็พบภาพของคน เปิดทีวี เปิดเพลง เปิดข่าว เปิดเสียงจำลองร้านกาแฟ (ลองเสิชดู มีให้โหลด) เปิดไว้ อย่าให้เงียบ
8. ไปคอนเสิร์ตหรือละครเวที ที่มีคนเยอะๆ
ออกจากถ้ำ ไม่ก็จำลองมันซะ2. เราต่างกำลังหนีตัวเองอยู่รึเปล่า?
ใช่แล้ว เราคิดว่ามีคนจำนวนน้อยนะที่อยู่เพียงลำพังกับตัวเองได้ ตัวอย่างที่ชัดเลยคือถ้าให้เราลองนั่งสมาธิ น้อยคนเลยที่ไม่เคยฝึกมาแล้วจะนั่งได้นานๆ จริงๆแล้วในชีวิตประจำวัน เราทุกคนมักไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ตามลำพังกับตัวเองนานๆ เพราะลึกๆแล้วมันทำให้เราทรมาน..
เรา “ชิน” กับการหาบางอย่างมาดึงดูดความสนใจของตัวเองออกไปเสมอ อย่างน้อยก็นี่ไง มือถือ คอมพิวเตอร์ที่เราเปิดอ่านอยู่นี่แล่ะ มนุษย์น้อยคนที่จะชินกับเสียงความคิดของตัวเองที่ดังขึ้นเวลาที่เราอยู่คนเดียว เราจึงชอบสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราออกไปที่อื่นให้มีที่เกาะเกี่ยวเอาไว้ไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการกลับมาสู่ความรู้สึก “ว่าง” 
ทางแก้ก็คือเราต้องไม่ตกใจกับความรู้สึกนี้ ซึ่งจะดีขึ้นเมื่อเราทำความรู้จักมัน ให้คิดซะว่ามันเป็นเรื่องราวดีๆซะอีกที่เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักตัวเอง.. ที่เราไม่เคยมองเห็นมันมาก่อน เหมือนเราหายใจแต่ไม่เคยรู้ว่ามีอากาศ ป๊าดดด งานนี้คุณป้าจึงขอแนะนำให้ฝึกนั่งสมาธิ เจริญสติ ซึ่งเจริญแปลว่าทำให้มี สติแปลว่าความรู้สึกตัวทั่วทุกประสาทสัมผัสว่ากำลังรู้สึกอะไร.. รู้สึกถึงตัวเอง ทนตัวเองได้ ไม่ทรมาน แปลง่ายกว่านั้นว่าการฝึกให้ใจแข็งแรง ใจรับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเอง แล้วเราจะทนความคิดดังๆ ของตัวเองได้มากขึ้น
ทางแก้ที่ง่ายกว่านั้นคือการหาสิ่งเกาะเกี่ยวที่ดีให้กับตัวเอง ทำตัวให้ยุ่ง แบบที่เค้าว่าทำงานยุ่งๆไม่มีเวลาเหงา เราว่ามันจริงนะ แต่มันแค่ไม่สุดด เราควรต้องเรียนรู้การอยู่คนเดียวให้เป็น
I have สติ3. Existential crisis
เราต้องการพยานที่อยู่ให้ตัวของเราเอง มนุษย์ชอบสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีตัวตน และ สิ่งที่สะท้อนตัวตนของเรากลับมา และ การยอบรับในตัวตนนั้น  
บางทีการที่เราอยากมีใครซักคน เพื่อน แฟน การสร้างครอบครัว อาจเป็นเพราะว่าเค้าเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ เราเป็น something เราเป็น somebody นะ เราจบสถาบันนี้ เราเป็นคนจังหวัดนี้นะ อะไรแบบนี้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกมีตัวตน ความรู้สึกแบบนี้เป็นอาหารชั้นดีของจิตวิญญาณมนุษย์ทุกคน เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เรามั่นใจว่าเอ้ออ “มีเราอยู่” ดังนั้นการทำสิ่งเหล่านี้ เราคิดว่ามันแก้เหงาได้ดีมั่ก คือ
1. Reunion กลับไปพบ กลับไปหา กลับไปเยี่ยมเยียนคนหรือสถานที่เหล่านั้น กลับไปหาความรู้สึกดีๆที่เราภูมิใจ
2. ทำ quiz ทดสอบบุคลิกภาพ
3. ทำสิ่งที่เราทำได้ดี เช่น ร้องเพลงเก่ง ถ่ายรูปเก่ง.. ช้อปปิ้งเก่ง??? ไม่น่าเกี่ยว ไม่ต้องยิ่งใหญ่อลังการก็ได้ หาข้อดีของตัวเองให้เจอ แล้วทำมันบ่อยๆ 
4. งานฝีมือ อะไรก็ได้ที่มีผลงานหลังทำ เพราะมันเป็นเครื่องยืนยันว่านี่ไง นี่หหห์ไงเพื่อน นี่ล่ะฝีมืออีช้อย ตัวอย่างเช่น หัดเขียน calligraphy ทำของ DIY อะไรแบบนี้
5. Youtuber, Blogger การมีสัญญาณตอบรับจากคน โดยเฉพาะเวลาไปอยู่ที่ไกลๆ เราว่ามันดีต่อใจมาก อันนี้ไม่เคยทำเอง วิเคราะห์เอามาฝากเป็นไอเดีย
6. Creativity ความคิดเป็นของฟรีที่เราไม่เคยใช้ คิดอะไรก็ได้ แปลกแค่ไหนก็ได้ แล้วทำให้มันจริง คุณอาจสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้โลกใบนี้ก็ได้นะ อย่าดูถูกตัวเอง 555
7. Volunteer (cliche มากแต่เวิค) เพราะมีเรา เค้าถึงดีขึ้น จะว่าจริงๆแล้วมันเป็นความเห็นแก่ตัวในความเสียสละก็ได้ แต่เป็นความเห็นแก่ตัวที่ดีต่อโลกมั้ยล่ะ
8. ฟังเพลงเยอะๆ ดูหนังเยอะๅ สะสม quote ดีๆ เพราะจริงๆแล้วต้องการให้มีใครสักคน “รับรู้ความรู้สึกของเรา” ยังไงหรอ ยกตัวอย่างเวลาฟังเพลงแล้วมีอาการ “โดน” มันเกิดขึ้นเพราะเนื้อหาเพลงมันตรงกับความรู้สึก เพราะเรารู้ว่าสิ่งแบบนี้ เหตุการณ์แบบนี้มันไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว มันเคยมีคนผ่านมาแล้วเว่ย มัน “สะท้อน” ความรู้สึกของเรากลับมา การที่เราระบายความรู้สึกแล้วมีคนรับฟัง ไม่ได้เอาแต่แนะนำ เอาแต่ถาม แค่รับฟัง นั่นก็เพราะเราแค่ต้องการรู้สึกว่ามีคน “รับรู้ความรู้สึกของเรา” นั่นเอง เราอาจไม่ได้ต้องการคน เราแค่ต้องการการรับรู้ในตัวตนของเรา.. 
8. การเรียนรู้ว่า เราเกิดมาคนเดียวและตายคนเดียว.. เรารู้คุณต้องเบื่อคำปลอบใจนี้ แต่เราอยากให้คุณคิดว่ามันเป็นความจริงไม่ใช่คำปลอบใจ เราเกิดมาคนเดียว เรารับรู้การมีอยู่ของคนอื่นๆด้วยประสาทสัมผัสต่างๆ ในความรู้สึกของเราคนเดียว.. และเราก็จากไป การมีหรือไม่มีใครไม่ได้เปลี่ยนความจริงข้อนี้ไปได้เลย สุดท้ายเราก็มาและไปของเราคนเดียว เพียงแต่การพบมิตรที่ดีก็ช่วยให้การเดินทางของเรา “รู้สึก” ไม่โดดเดี่ยวด้วยสาเหตุนานาประการข้างต้น แต่ความเป็นจริงแล้วเราต่างเดินทางด้วยตัวคนเดียวกันทั้งนั้น.. นะ
You are not alone. It’s an illusion. You are alone. It’s another illusion. Create one that serves you. พอละเนอะ ย้าวยาว สรุปว่าถ้าเรารู้จักความเหงาดีพอ เราก็จะไม่เหงาอีกต่อไป หวังว่าจะมีคนเข้าใจและได้ประโยชน์ดีๆน้า สุขสันต์วันวาเลนไทน์ย้อนหลังทุกคน


วาเลนไทน์ปีนี้เราเขียนบทความสอนใจเรื่องความเหงา หุหุ 


SHARE
Writer
Barefoot
Reader
อ่านไปเรื่อย

Comments

Madampussy
7 months ago
เขียนดีมากๆเลยค่ะ
Reply
Sunflower38
7 months ago
บางทีถ้าเรารู้จักความเหงามากพอ เราอาจจะรับมือกับมันได้ดีขึ้นเนอะ
Reply
Beebrown
7 months ago
ชอบมากเลยค่ะ เสียดายน่าจะได้อ่านก่อนวันวาเลนไทน์
Reply