เมื่อความพยายามอยู่ที่นั่น แล้วความสำเร็จล่ะ..อยู่ที่ไหน?
หลังจากที่ต้องกลายมาเป็นคนพิการอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ฉันต้องมาแอดมิดที่โรงพยาบาลอีกหลายครั้ง และเมื่อกลับไปใช้ชีวิตข้างนอก แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลย คือ การทำกายภาพ

กายภาพที่ว่านั้น มีทั้งการฝึกมือ ฝึกขา และฝึกพูด ทั้งระหว่างเป็นผู้ป่วยในหรือเป็นผู้ป่วยนอกแล้วก็ตาม กิจกรรมหลักของฉันในช่วเวลานั้นคือการกายภาพ

หมอมักจะพูดให้ฟังว่า ในช่วงหกเดือนแรกหลังป่วยนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฟื้นฟู

ซึ่งมันก็อาจจะจริงตามนั้น เพราะ จากที่ฉัน แค่นั่งยังทำไม่ได้ สามารถลุกขึ้นมาเดินด้วยวอล์กเกอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว

แต่ก็น่าเสียดายที่พัฒนาการนั้น ชะลอตัวลง ไม่รู้ว่าเพราะความยากที่มันมากขึ้น หรือเพราะความสามารถฉันไม่พอก็ไม่ทราบ

ช่วงที่แอดมิดหลาย ๆ ครั้ง เหมือนว่ากิจวัตรประจำวันหลัก ๆ ของฉันคือ กิจกรรมบำบัด(การฝึกมือ)และกายภาพบำบัด(การฝึกขา) อาจจะมีการฝึกพูดบ้างนาน ๆ ครั้ง

เหมือนว่าโลกใบนั้นของฉันไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากการฝึก

เมื่อมาลองย้อนกลับไป มันช่างเป็นชีวิตที่สุขสบายไม่น้อย เพราะอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำตลอดเวลา มีคนหาอาหารให้กินสามมื้อ มีอุปกรณ์ในการฝึกที่พร้อมสรรพ

กิจกรรมบำบัด หรือการฝึกมือนั้น จะถูกจัดขึ้นในห้อง ๆ หนึ่ง ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ ทั้งที่ดูธรรมดาหาได้ทั่วไป ยันสิ่งของเฉพาะทางที่เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็น

ของในห้องก็มีอยู่หลายอย่าง เช่น การร้อยลูกปัดที่ฉันเคยเจอขนาดเท่าเหรียญสิบ แต่ต่อมาเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงแค่ไม่กี่มิล Pegboard หรือ แผ่นกระดานเจาะรู ให้เรานำตัวหมุดขนาดต่าง ๆ ไปเสียบไว้ตามรู ลูกบอลสำหรับ รับ-ส่งกันฝึกความสัมพันธ์ของมือและตา ลูกแก้วสำหรับฝึกหยิบจับของให้มั่นคงขึ้น ไม้หนีบกับราว ที่แรก ๆ จะตัวใหญ่มาก แต่ต่อมาจะขนาดเล็กลง เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการฝึกโดยอาศัยการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่จะให้เราสวมอุปกรณ์ที่คล้าย ๆ กับถุงมือ และภาพบนจอจะเป็นภาพเสมือนจริงที่ขยับไปตามที่เราบังคับ

ในขณะที่การกายภาพบำบัดนั้น จะเน้นการฝึกที่ขา ซึ่งในช่วงแรกของการฝึกนั้น จะเป็นการยืดกล้ามเนื้อโดยพี่ ๆ นักกายภาพ บนเตียง ต่อมาคือการออกกำลังด้วยท่าต่าง ๆ โดยจะสวมถุงทรายถ่วงน้ำหนักไว้ โดยจะขึ้นอยู่กับเราเช่นเคย ว่าจะใช้น้ำหนักถ่วงขนาดไหน มีตั้งแต่ 0.25 กิโล จนถึง 1 กิโล

ในส่วนของการฝึกขานั้น อุปกรณ์ที่ใช้จะมีน้อยตัวกว่าฝึกมือมาก แต่ทว่าแต่ละตัวนั้น ราคาอาจสูงถึงขนาดซื้อรถได้สบาย ๆ

ในตอนที่แอดมิดอยู่โรงพยาบาล ฉันมีโอกาสได้ฝึกกับเครื่องตัวหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันว่าเป็นหุ่นยนต์ฝึกเดิน ลักษณะของมันคือ เราจะต้องสวมเสื้อที่มีสายรัดไปมา ที่ไปพาดไว้กับเสาเหล็กด้านบน ก่อนจะถูกดึงอย่างแน่นหนา ด้วยว่าเมื่อไหร่ที่เราเสียหลัก จะยังมีเจ้านี่คอยพยุงเราอยู่เสมอ เป็นระบบรักษาความปลอดภัยอย่างหนึ่ง ส่วนเท้าจะสอดเข้าไปในช่องหน้าตาคล้ายรองเท้า ที่จะรัดเท้าเราไว้แน่นอีกเช่นกัน ในขณะที่ด้านหน้านั้นจะมีแท่งเหล็กแนวนอนอันหนึ่งให้เราจับเพื่อทรงตัวเมื่อเครื่องทำงาน

เมื่อเราเปิดเครื่อง ส่วนที่ยึดเท้าเราเอาไว้จะเริ่มขยับเป็นจังหวะก้าวเดินตามความเร็วที่เราตั้งไว้ ด้วยความที่เท้าของเราถูกยึดติดกับตัวเครื่อง จึงไม่เกิดประโยชน์อันใดหากเราต้านทานแรงนั้นไว้

ความจริงแล้วเครื่องนี้ก็นับว่าสบายอยู่ไม่น้อย เพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครื่องคอยจัดการ

สำหรับการฝึกพูดนั้น จะขึ้นอยู่กับเวลานัด ซึ่งโดยปกติแล้ว จะประมาณเดือนละครั้ง

การฝึกพูดนั้น จะเน้นไปที่การบังคับรูปปากและลมหายใจ จึงไม่แปลกเลยที่จะไม่ค่อยมีอุปกรณ์เท่าไรนัก ถ้าจะมีก็มักจะเป็นของพื้น ๆ ที่มักหาได้ง่าย สามารถใช้ฝึกเองได้ เช่น หลอด กระดาษ ไม้ไอศกรีม

หลังจากการฝึกที่ผ่านมาทั้งวัน พอตกค่ำฉันก็มักจะว่าง จึงมักหาอะไรทำ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำนั้น จะเน้นการฝึกสอดแทรกไว้อย่างแนบเนียนเสมอ

มีอยู่เกมหนึ่งที่ฉันเล่นเป็นประจำและจดจำมันได้ดี คือ เกมตึกถล่ม (jenga) ที่จะเป็นแท่งไม้ยาวประมาณนิ้วชี้ วางพาดสลับกันไปมาจนสูง

วิธีเล่นก็เพียงแค่ ดึงแท่งไม้ออกแท่งหนึ่ง จากนั้นเอาไปต่อด้านบนจนสูงขึ้น ๆ โดยต้องระวังไม่ให้แท่งไม้ข้างล่างที่ต่อกันอยู่ถล่มลงมา

แน่นอนว่าฉันมักจะทำมันพังอยู่เสมอ และตามกฎแล้ว คนทำพังจะต้องเป็นคนต่อขึ้นมาใหม่

ซึ่งเรื่องนี้มักสอนให้ฉันรู้ว่า

อะไรที่สร้างขึ้นด้วยโครงสร้างที่ไม่ดี เมื่อเสร็จแล้ว ความไม่มั่นคงก็ยังคงเป็นอยู่เช่นนั้น...



แล้วเมื่อไหร่กันที่ตึกที่สร้างนั้นจะแข็งแรงมั่นคง



แบบที่ควรเป็น? 
SHARE
Written in this book
เรื่องของฉัน
ประสบการณ์ความพิการกับโรค AVM
Writer
Gorgeoussky
คนธรรมดา ไม่พิเศษ
หลงรักท้องฟ้า :)

Comments