In the locked up world
    Part 1)
    A girl holding her heart pumping in the locked cage, running wild... escaping desperately in the dark
    หัวใจดวงน้อยเต้นตุบตับอยู่ในกรงโปร่งแสงสีมรกตพร่างพราย เด็กสาวกุมมันแนบอกไว้อย่างแน่นหนา สองฝีเท้าวิ่งระรัวหลีกลี้การจับกุม เสียงหายใจหอบโยน เม็ดเหงื่อที่พร่าเลือนม่านตาไม่เป็นอุปสรรคให้จังหวะการเคลื่อนไหวช้าลง
   
ใคร
     'ฟิ่ว!' วัตถุแหลมคมบางอย่างพุ่งตรงมาที่ศีรษะของเธอ 
     นิ้วเหล็ก... ไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็นนิ้วเหล็กของเจ้าผู้หวังคร่าชีวิตเธอ!
     .
     "ทำดา" 
     .
     เด็กสาวลอบกระซิบ สะบัดผมสีแดงเพลิงไปข้างหลัง  แหงนคอขึ้นพ้นองศาเครื่องสังหารจิ๋วไปได้เพียงนิดเดียว จริงๆ แล้ว ลำพังแค่กล้ามเนื้อส่วนคอนั้นไม่อาจยืดหยุ่นพอให้หลบพ้นได้เลย หากไม่ใช่เพราะกลไกท่อนกลางลำตัวที่ทำจากโลหะซึ่งแยกจากกันชั่วคราวด้วยความเร็วสูง ศึกนี้คงชี้ชะตาตัดสินจบสิ้นไปแล้ว
     นิ้วเหล็กวิ่งกลับไปคืนสู่จุดกำเนิดของมันแต่โดยดี แต่ไม่ทันได้พักหายใจ ชายในเครื่องแบบสีดำสองนายก็กระโดดลงขวางทางหนีประกบหน้าหลัง เด็กสาวชะลอฝีเท้าหยุดกึกเลี่ยงการปะทะ หางตาประเมินระยะศัตรูทั้งสองฝั่ง
     "เศษเหล็กของเธอ มันจะไปสู้ร่างกายที่สมบูรณ์แบบของพวกเราได้ยังไง" 
     กระทั่งเสียงก็ยังถูกดัดแปลงคล้ายหุ่นยนต์ อวัยวะทั้ง 32 ที่ประกอบสร้างจากมือมนุษย์ในโลกอนาคตทำให้ยากจะบอกได้ว่านี่คือมนุษย์แท้หรือ AI เดินได้ 
     "La Farewell"
     กำปั้นเหล็กถูกปล่อยออกมาจากชายทั้งคู่ ฝั่งละข้าง พุ่งตรงมาที่เธอ ชั่วเสี้ยววินาทีนั้น เด็กสาวนิ่งเฉย กำปั้นวิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มเยาะเผยออกมาบนหน้าของฝั่งตรงข้าม แต่แล้ว...
    "ฟู่ว!" 
     สปริงเหล็กใต้เท้าทั้งสองดีดตัวขึ้นบนอากาศ เธองอเข่าขึ้นเล็กน้อย สองมือยังกุมกรงหัวใจไว้แน่น ในจังหวะที่กำปั้นเหล็กกำลังจะสัมผัสกัน เธอหมุนปลายข้อเท้าเล็กให้กำปั้นของชายด้านหน้าสลับมาต่อท้ายด้านหลัง ส่งผลให้กำปั้นของศัตรูข้างหลังพุ่งเข้าชนชายตรงหน้าอย่างจัง ส่วนกำปั้นของเขาก็วนกลับไปยังเป้้าหมายเดิม เด็กสาวตีลังกากลางอากาศพ้นออกมาแล้ว ศัตรูด้านหลังจึงรับเคราะห์แทนอย่างราบคาบ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
เราควรจะฟัง "ใคร"
     ในโลกที่ความเจริญทางเทคโนโลยีก้าวสูงสุด มนุษย์ได้สูบเอาทรัพยากรและวิญญาณจากผืนดินและผืนฟ้าไปจนหมด ทิ้งโลกไว้เพียงเปลือกอันเปลือยเปล่ากับสิ่งปลูกสร้างที่ไร้ความหมาย และอากาศที่เป็นพิษ 
    หญิงสาววิ่งหลบไปด้านหลังตึกร้างระฟ้า อีกเพียงนิดเดียวก็จะพ้นเขตเมืองหลักที่เต็มไปด้วยเหล่า 'มนุษย์ดัดแปลงสมบูรณ์แบบ' ... ไปสู่หุบเขาแห่งความหวัง  อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่เธอเชื่อ แม้ว่าผู้คนบนซากดาวเคราะห์ที่เหลือนี้ จะเรียกมันว่าเส้นทางสู่นรกก็ตาม

    "ลูเชียร์ ไปให้ถึงให้ได้นะ ถ้าเป็นลูก ต้องทำได้... 
มีแค่ลูกเท่านั้น ที่ทำได้" 
.
    "แต่หนูไม่เคยคิด แม่ก็รู้... หนูไม่เก่งเหมือนใคร 
     หนู...กลัว"
.
    ผิวซีดเผือกเริ่มจางลง ลมหายใจแผ่วเบา ชีพจรอ่อนลงจบแทบมลายหาย
    มีเพียงรอยยิ้มเล็กๆ ที่แต่งเติมเพิ่มขึ้นบนใบหน้า 
    "จงเชื่อในความแข็งแกร่งของตัวเอง ลูช"

     'บึม!!' ศัตรูระเบิดสิ่งกีดขวางเบื้องหลังทั้งหมดในรอบเดียว ลูชใช้ความว่องไวเฉพาะตัวแยกชิ้นส่วนร่างกายดัดแปลงเป็นสามส่วนหลบซากอาคาร แล้วไถลลงหลุมดินไปสู่เขตประตูเมืองโดยไม่หันกลับไปมอง หัวใจในกรงเต้นแรงขึ้นดั่งร่วมแสดงความยินดีที่ปราชัยชั่วระยะ รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ชโลมแผ่ซ่านในร่างกาย
สิ่งเดียวที่ทำได้ และสิ่งเดียวที่ต้องทำ
     ใกล้เข้าสู่ทางลับเก่าใต้ดินที่ไร้อากาศหายใจ สถานที่ยอดนิยมสำหรับการจบชีวิต อุโมงค์ซึ่งเคยใช้สำหรับรถไฟใต้ดินกลายเป็นสุสานชั้นเลิศสำหรับผู้แพ้พ่ายให้กับความพ่ายแพ้ 
     ลูชเร่งจักรกลที่ฝีเท้าให้เร็วฝ่าเข้าสู่พรมกระดูกมนุษย์ บังคับให้ศัตรูที่กำลังตามมาเข้าสู่ทางแคบที่เธอได้เปรียบ 
    "เฮือก..." สูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย...ที่หวังว่าจะไม่ใช่ท้ายที่สุด
.
    'เสี่ยง' แต่จะมีอะไรคุ้มค่าไปมากกว่านี้
.
    เดินหน้าบนเศษซากของความตาย เด็กสาวคิดถึงเมืองเก่าที่ผู้คนจำนวนมากซึ่งไม่มีกำลังทรัพย์มากพอกำลังใช้ชีวิตอยู่รอความตายไปวันๆ ช่องว่างระหว่างชนชั้นขยายออกถึงขีดสุด "ผู้มีอันจะกิน" ต่างก็ขวนขวายไปสู่ดาวดวงใหม่ที่มีโอกาสสำหรับชีวิตมากกว่า มนุษย์ที่อาศัยอยู่ต่างก็ดัดแปลงร่างกายตนเองด้วยอวัยวะเทียมและเริ่มเข้าใกล้เครื่องจักรมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนมนุษย์ที่มีกายเนื้ออย่างสมบูรณ์นั้นไม่อาจใช้ชีวิตได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษหลังจากผ่านไปได้เพียง 2 สัปดาห์ และต้องจบชีวิตลงอย่างอย่างน่าสยอดสยอง เหมือนที่เธอได้สัมผัสกับตากับผู้เป็นแม่ของตนเอง

     ...ประชาชนผู้สิ้นหวังต้องการที่พึ่ง มีเพียงอภิสิทธิ์ชนและกลุ่มผู้ถูกเลือกที่จะได้รับโอกาสที่ดีกว่า
     กฎเกณฑ์มากมายถูกบัญญัติขึ้นสำหรับ 'การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง'
     ทุกคนหยิบยกตนขึ้นเป็นผู้หยั่งรู้ เสนอหนทางเข้าสู่ 'มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ'
     เพราะมีเพียง 'มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ' ที่จะอยู่รอดปลอดภัย
     เกิดคัมภีร์แห่งความเที่ยงแท้ขึ้นหลายล้านเล่ม...
     เพราะหากผิดพลาดไปเพียงเล็กน้อย ในโลกที่โหดร้ายนี้ย่อมหมายถึงการจบชีวิต 
     ประชาชนผู้สิ้นหวังต้องการที่พึ่ง
     ไม่มีใครตั้งคำถาม และไม่มีใครมีเวลาพอสน
     ต่างก็ทุรนทุราย เพียงเพื่อจะเขยิบสูงขึ้นไปในแต่ละวัน
แล้วอะไรล่ะ คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
    'ก็แค่อยากได้ way ที่ใช่'
    เด็กสาวสะบัดหัวไล่ความคิดสลับซับซ้อน "เอาอีกแล้ว มาอะไรกันตอนนี้ล่ะ"
    เธอชายตามองหัวใจในกรงที่เต้นระรัวขึ้นอย่างไม่เป็นจังหวะ ส่งผลให้ความดันเลือดของเธอแปรปรวนไปด้วย... เป็นแบบนี้ทุกที
     "ลูเชียร์ แมดเดอริง คริมสัน หัวขโมยโทษประหาร เราขอสั่งให้คุณหยุดเดี๋ยวนี้" 
     ชายในชุดเครื่องแบบประมาณ 4-5 ตามมาเจอพร้อมเสียงสังเคราะห์แสนรำคาญหู  เลเซอร์ที่หลังชาร์ตพลังเต็มที่แล้ว คงพอช่วยถ่วงเวลาได้บ้าง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสุดท้าย อีกไม่นานเธอคงหลุดพ้น
    "ปรี๊ด!!" ตามคาด พวกนั้นปล่อยนิ้วเหล็กตามมาอีกเป็นฝูง คราวนี้มาครบ ทั้งชี้ กลาง นาง ก้อย พุ่งมาในคราวเดียว เด็กสาวกดปุ่มที่นิ้วที่เตรียมรอไว้แล้ว พลันปรากฏจุดสีแดงทั้งแปดขึ้นที่แผ่นหลังส่วนล่าง ลำแสงเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.3 mm ปล่อยออกไปพร้อมๆ กัน
    "ปุง! ปุง! ปุง!!" 
     เสียงกัมปนาทขนาดย่อมไล่หลัง เธอไม่ลืมที่จะหยิบผ้าใยเหนียวสีดำตาข่ายชนิดพิเศษปกปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งไว้ ควันจำนวนมากก่อตัวคลุมคลุ้ง 
     "แค่ก! แค่ก! พิษในอากาศพุ่งสูงทะลุขีดจำกัด! ระวัง!!" การเคลื่อนไหวของศัตรูหยุดชะงักตามแผนการ เด็กสาวรีบเปลี่ยนเส้นทางที่ซักซ้อมไว้ แสงสว่างที่ทางออกปลายฝั่งอุโมงค์อยู่ตรงหน้า  
    "อากาศไม่ค่อยดีเลยนี่ ว่าไหม" 
     เด็กสาวว่าพลางกระโดดข้ามธรณีประตูแล้วปิดดังปัง ชัยชนะ! ลูเชียร์สูดอากาศที่บริสุทธิ์เพียงพอจนต้นหญ้าเล็กๆ เกิดขึ้นได้ ซับเหงื่อแล้วเตรียมหันตัวมุ่งหน้าสู่จุดหมายการเดินทางต่อไป
.
    "จะรีบไปไหนเหรอ"
.
     ห๊ะ!? ยังไม่หมด
     เพราะมัวแต่มุ่งหน้าท่าเดียวเลยนับพลาดไป ชายร่างใหญ่อาวุธครบมือสามนายยืนอยู่รออยู่ตรงหน้า "ซวย... เลเซอร์ก็ใช้ไปแล้ว แถมขาก็ล้าจนแทบจะยกไม่ขึ้น พลังงานสำรองที่สะสมไว้ก็ใช้ไปจนหมด"
    "ก็แค่่ส่งกรงนั่นมาให้ ก็จบแล้ว วิ่งมาไกลคงเหนื่อยน่าดู" 
    เด็กสาวก้มหน้านิ่ง มือสั่นเทา ผ่อนลมหายใจทางปาก จากที่คำนวณไว้ มากที่สุดที่เธอทำได้ตอนนี้คือเดินช้าๆ ในระยะสั้นๆ เท่านั้น
     "แบตจุได้แค่นั้น คงถึงขีดจำกัดแล้วใช่ไหมล่ะ"
     พวกนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จ้องมองดั่งหมาล่าเนื้อที่กำลังจะลิ้มรสเหยื่ออันโอชะ
     "ไม่เจ็บหรอกจ้ะ หนูน้อย"
     ชายที่ยืนตรงกลางเดินหน้านำมา เงื้อแขนมาใกล้อก 
     "ตึก ตัก ตึก ตัก" 
     ปลายนิ้วสัมผัสขอบกรง ยินเสียงกล้ามเนื้อแห่งชีวิตเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง
      "ไม่ได้เห็นมานาน สวยงามอะไรเช่นนี้"
     ลูเชียร์ยังคงก้มหน้า แต่ไม่ได้ยินแม้เสียงลมหายใจ
      "ขอไปเลยแล้วกันนะ"
      'แกร๊ง!'
      ฝ่ามือดัดแปลงคว้าเข้าใต้กรงมรกต เด็กสาวเบิกตาโพลงแล้วจับแขนโลหะของผู้รุกล้ำไว้แน่นจนรู้สึกถึงการปริแตก กระแสไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นเห็นเป็นเส้นสาย
     "เฮ้ย!!"
.
     "ชาติหน้าเหอะ"
.
     หากไม่ยอมเสียสละ ก็ไม่อาจมีชัยเหนือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แขนข้างขวาของลูซประกอบไปด้วยเครื่องกลอัจฉริยะกว่า 80% แต่ข้างซ้ายยังเป็นเนื้อแท้ ซึ่งต้องการพลังงานในการทำความสะอาดและธำรงรักษาเส้นเลือดมากกว่าแขนเหล็ก รยางค์ชิ้นเล็กแบบนี้ ถ้าตัดการเชื่อมต่อจากจักรกลหลักที่มีระบบปกป้องอยู่ก็จะติดเชื้อร้ายในอากาศทันที แถมเจ้าเชื้อร้ายที่หลงเหลือการผลิตอาวุธของมนุษย์นี่แหละ ที่เป็นตัวการสำคัญทำลายวัสดุอวัยวะสังเคราะห์ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะถ้าถูกดูดซับมารวมกันเป็นแหล่งเดียวที่มากพอและโจมตีเฉพาะจุดในคราวเดียว... 
     ทว่า จะมีใครยอมสละได้ถึงเพียงนั้น
     "นี่มัน...แขนของเธอนะ!" 
     แขนซ้ายของลูชค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ เนื้อแท้นี่แหละ ที่เป็นฟองน้ำดูดซับชั้นเยี่ยม ใครบอกว่าอาวุธจำกัดอยู่แค่เลเซอร์กับปืนโง่ๆ เชื้อชีวโมเลกุลถ่ายทอดสู่ระบบร่างกายของชายร่างใหญ่ ที่ค่อยๆ ถูกรบกวนและหยุดนิ่งอย่างรวดเร็ว แขนทั้งท่อนเคลื่อนไหวไม่ได้อีกต่อไป 
      ...แน่นอนว่า แขนซ้ายของลูชเองก็เคลื่อนไหวไม่ได้ด้วย ชายในเครื่องแบบอีกสองคนเห็นท่าไม่ดีก็รีบขยับเข้าประชิด
    "ให้ยืมแปบนึงก็ได้ พี่ชาย" 
    ลูเชียร์ปล่อยมือจากกรงหัวใจไว้บนฝ่ามือของชายตรงหน้าที่ความนึกรู้ดับลงอย่างสมบูรณ์ เสมือนเป็นแท่นวางเอนกประสงค์ที่น่าเกลียดชิ้นหนึ่ง
     "ย้าก!!" 
     ศัตรูอีกสองคนพุ่งเข้ามาโจมตีระยะใกล้ ลูชใช้ร่างเหล็กไร้วิญญาญเป็นเกราะกำบัง พอพวกมันเข้ามาได้ระยะก็ใช้แขนซ้ายที่ยังติดอยู่กับร่างตรงหน้าเป็นหลักค้ำยัน ดันร่างขึ้น ยกขาคู่เตรียมฟาดกลางอากาศ เปิดคมมีดสังหารออกจากฝ่าเท้า แล้วเตะอัดเท้าซ้ายเข้ากลางแผงวงจรที่อกศัตรูทางซ้าย พร้อมหวดขาขวาขึ้นสูงแล้วกรีดยาวไล่ตั้งแต่กะโหลกมาถึงกลางอก เพราะรู้จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างดี จึงสามารถจัดการได้ไม่ยากเย็น
     "อึก..." เธอหมุนร่างกลางอากาศ แล้วทรุดลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ...ใช้งานร่างกายหนักเกินไป แขนซ้ายไร้ความรู้สึกและเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ควันสีดำพวยพุ่งจากข้อต่อต่างๆ วงจรภายในหลายส่วนช้อตจากความร้อนสูงและเสียหายรุนแรง 
     แก้มนวลใสสัมผัสพื้นหญ้า สายตาพร่าเลือนไปยังกรงสีมรกต เจ้ากล้ามเนื้อขนาดเท่ากำปั้นยังคงเต้นต่อไปอย่างสดใส ไร้ความกังวล ไร้ความเจ็บปวด มีเพียงความหวังที่ลุกโชนใต้หลอดเลือดสีแดงสดที่ห่อหุ้ม
     หมดเวลาเล่นแล้ว...
     ลูชงอเข่าค่อยๆ ลุกขึ้น 
     มองแขนซ้ายที่ไม่สามารถควบคุมได้อีก แล้วใช้แขนอีกข้างดึงออกจากร่างยนต์ไร้วิญญาณ 
     "ปัก!" ควันดำพวยพุ่งจากจุดเชื่อมต่อ เศษเนื้อบางส่วนยังคงติดอยู่บนแขนจักรกล ...แผลบนฝ่ามือไหม้เหวอะหวะ แต่เธอไม่รู้สึกอะไรแล้ว ลูชเริ่มต้นพันแผล แล้วเดินทางต่อไป นึกถึงบทสนทนาสุดท้ายกับผู้เป็นมารดา
.
    "ลูกต้องเก็บหัวใจ ไปอีกโลกให้ได้นะ
    ...มีแค่ลูกเท่านั้น ที่ทำได้"
.
"You are braver than you believe. 
Stronger than you seem. 
And smarter than you think"
---A. A. Milne 
 
 
     




   

SHARE
Written in this book
In the locked up world

Comments