ไม่อยากตื่นตอนเช้า & พลังของกิจวัตร
เวลาเตรียมเนื้อหาจะโพสต์แล้ว แต่ดันไปอ่านเจอกระทู้ที่มีเนื้อหาขัดกับสิ่งที่เราเตรียมไว้ มันก็ทำใจลำบากที่จะโพสต์ไปเลยโดยไม่พูดถึงมุมมองฝั่งตรงข้ามนะคะ นี่เป็นสถานการณ์ที่เราเผชิญระหว่างเตรียมตัวโพสต์เรื่องในสัปดาห์นี้ค่ะ

คือเมื่อวันจันทร์ เปิดพันทิปเข้าไปเจอกระทู้หน้าแรกเลยว่า “อะไรคือเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันครับ”

จขกท. พูดเรื่องเบื่อกับกิจวัตรเดิมๆ ที่ทำเหมือนเดิมทุกวันมาหลายปี จนตอนนี้ ตอนเช้าไม่อยากตื่นเลย ไม่รู้จะตื่นไปทำไม

คนคอมเมนต์ให้กำลังใจมีมาก 
คนบอกว่าตัวเองเป็นเหมือนกันก็มาก 
คนบอกให้หากิจกรรมอย่างอื่นทำ หรือลงทุนกับตัวเองก็มีพอสมควร

อ่านได้ประมาณหนึ่ง เราก็ปิดกระทู้จากไป...

ในใจคือ นี่มันตรงข้ามกับเนื้อหาที่เราเตรียมจะเขียนในสัปดาห์นี้เลยนี่ ทำไงดีล่ะ? //กุมขมับ



คิดไปคิดมา ก็เลยคิดว่า เรามาวิเคราะห์สถานการณ์ของ จขกท. ท่านนี้กันดีกว่า! 
คิดว่าหลายๆ คนก็น่าจะมีอาการนี้ และเราเอง วันดีคืนดีก็เป็นเหมือนกันค่ะ

เนื้อหาของ จขกท. เราเห็นอยู่ 3 ประเด็น คือ
เรื่องที่ 1 คือ เบื่อ
เรื่องที่ 2 คือ อาการไม่อยากตื่นในตอนเช้า
เรื่องที่ 3 คือ กิจวัตรเดิมๆ
คุยสามเรื่องนี้เสร็จ เราก็ยังยืนยันจะเล่าสิ่งที่เตรียมมาแล้ว นั่นคือ “พลังของกิจวัตร” ค่ะ



1

ก็... ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจเจ้าของกระทู้ คนเรามันเบื่อได้อยู่แล้ว 
แต่แค่สงสัยว่าคุณจขกท. ทำเรื่องใหม่ในชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อไร 
เช่น ไปในที่ไม่เคยไป, นั่งรถเมล์สายที่ไม่เคยนั่ง, ลงสถานีรถไฟฟ้าที่ไม่เคยลง, ไปทำงานอาสาสมัครที่ไม่เคยทำ, เดินเล่นแล้วไปบังเอิญเจอร้านน่านั่งเอง ก็เลยเดินเข้าไปลองเลย โดยไม่อ่านรีวิว, เล่นกีฬาชนิดที่สงสัยมานานแล้วว่าต้องทำยังไงหว่า? เช่น ขี่ม้า โยคะร้อน เต้นซุมบ้า ระบำใต้น้ำ (เราเคยลองสเก็ตน้ำแข็งค่ะ), สมัครเรียนคอร์สที่ตัวเองคิดว่าน่าสนใจ เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ยิ่งออฟไลน์ เดี๋ยวนี้มีตัวเลือกมากมาย ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นป.โทอย่างเดียวอีกแล้ว จะเลือกไปเข้า workshop ที่ตัวเองชอบหรือลงเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรก็ได้ คอร์สทั้งหลายที่มีเปิดสอนกันอยู่ในปัจจุบันน่าจะหลากหลายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยศาสตร์แล้ว เพราะคอร์สเดี๋ยวนี้ เฉพาะทางของเฉพาะทางได้อีก ไม่ว่าเราจะชอบหรือสนใจอะไร มีสอนทั้งนั้นค่ะ
 
เหมือนเรื่องเก่าเล่าใหม่ตลอดเวลา ที่แนะให้ทำเรื่องใหม่ที่ชีวิตไม่เคยทำ ก็เพราะเมื่อลองทำอะไรเป็นครั้งแรก ประสาททั้งร่างมันจะเปิดออกหมดเพื่อเผชิญหน้ากับประสบการณ์ชนิดใหม่ เหมือนพฤติกรรมการเอาตัวรอด เช่น ถ้านั่งรถไฟ แล้วลงกลางทางในสถานีที่ไม่รู้จัก ในจังหวัดที่ไม่เคยไป แถมลืมหยิบมือถือออกจากบ้าน มีเงินติดตัวเหลืออยู่ 300 บาท ...พอเจอสถานการณ์แบบนั้น ยังไงในหัวก็ต้องเปิดโหมดเอาตัวรอดให้ได้อยู่แล้ว

ต้องลองทำอะไรที่ไม่เคยทำค่ะ



ส่วนตัว ถ้าเบื่อ เราคิดว่าตัวเอง “นิ่ง” เกินไป
ลองคิดภาพลูกบอลที่ถูกเตะเต็มแรงดู
ถ้าเทียบเป็นเรื่องพลังงานคือ ตอนแรก เราเข้าทำงานใหม่ๆ ถ้าเป็นลูกบอล ก็คือบอลแรงและเร็ว เมื่อบอลถูกเตะออกไปสักพัก มันจะแผ่วลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดนิ่ง

ตอนแรกก็เป็นพลังงานจลน์ แต่การอยู่กับที่ ทำเหมือนเดิม อยู่เหมือนเดิม ทำแต่เรื่องเดิม ไม่ได้ขยับขยายกล้ามเนื้อการเรียนรู้เลย มันก็เลยเป็นการสะสมพลังงานศักย์มากเข้าๆ จนรู้สึกตัวอีกทีก็นิ่งสนิท ก็เลยเบื่อ... นี่เป็นทฤษฎีส่วนตัวของเราเองค่ะ เราเบื่อเพราะเรานิ่งเกินไป

พลังงานศักย์ในตัวมากเกินไป แก้ไขได้โดยการเติมพลังงานจลน์ให้ตัวเอง 
ทำตัวให้กระฉับกระเฉงเข้าไว้ เคลื่อนไหวให้มาก ออกแรงให้เยอะ

ถ้าคิดว่าเราเป็นคนชอบออกกำลังกายก็ผิดแล้ว เราไม่ค่อยออกค่ะ เราแค่ “เดิน” ให้มากขึ้นเท่านั้น 

ถ้ามี Smart Watch ก็ใส่ Smart Watch ถ้างบน้อย(เช่นเรา) เราใส่ Mi Band ราคาเต็ม 890 บาท ถ้าซื้อในเน็ทถูกกว่านี้และส่งฟรีด้วย เป็น smart watch เรือนเล็กๆ จาก Xiao Mi บอกเวลาได้ สายมีครบทุกสี นับจำนวนก้าวเดินได้ และบอกคุณภาพการนอนได้ด้วย แต่ถ้างบถึง ก็เลือก Smart Watch รุ่นที่ใช่ แบรนด์ที่ชอบได้เลย

ตัวเลขจำนวนก้าวเดินที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือ 8,000 ก้าว แต่ถ้าให้ดีควรอยู่ที่ 10,000 ก้าว ในขณะที่หนังสือ EAT MOVE SLEEP ชื่อไทยคือ กิน หลับ ขยับตัว แนะนำไว้ที่วันละ 12,000 ก้าว

เราใส่ Mi Band เพราะอยากรู้ว่าวันๆ เราเดินไปกี่ก้าว เพราะถ้าไม่วัดค่า ก็พัฒนาตัวเองไม่ได้จริงไหมคะ?

เราเดินน้อยมากๆ เลยค่ะ ทุกวันนี้ที่วิ่งก็เพื่อเพิ่มจำนวนก้าวเดินให้ตัวเองเท่านั้นเอง ถ้าไม่ชอบออกกำลังกายก็ไม่ต้องออกก็ได้ แค่ต้องเดินให้ครบจำนวนก้าว เพื่อสุขภาพที่ดี

แต่ถ้าอยากออกแรงจริงจัง ก็เลือกวิธีตามที่สะดวกเลย จะล้างรถ ถูบ้าน ล้างห้องน้ำ จัดบ้าน ทาสีผนัง ทำสวน ตัดหญ้า ...เลือกวิธีที่ชอบแล้วนำพาสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เข้ามาสู่ชีวิตตัวเองได้เลยค่ะ

แต่ถ้าเป็นคนชอบออกกำลังกาย ดีจังเลย เลือกออกกำลังกายตามที่ชอบได้เลยค่ะ



ในการลดพลังงานศักย์ให้ตัวเอง เราเลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากมือถือและคอมพิวเตอร์ เปิดคอมเฉพาะเท่าที่ต้องใช้ ส่วนมือถือเอาวางไว้ให้ห่างไกลตัวมากที่สุด ตอนนี้เรากำหนดให้มีวันในสัปดาห์ที่เราจะไม่เปิดคอมเลยด้วย เพราะการใช้คอมก็ดี ใช้มือถือก็ดี นั่นแปลว่าเรานั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานค่ะ

แน่นอนว่ากรณีอยู่กับที่นิ่งๆ เป็นเวลานาน หมายรวมถึงการอ่านหนังสือด้วย การอ่านหนังสือจบเล่มหนึ่ง แล้วต่อเล่มใหม่ทันทีไปเรื่อยๆ เช่น อ่านซีรีย์ชุดยาว หรืออ่านเปเปอร์ไม่จบไม่สิ้นเพื่อทำวิจัย เรานั่งอยู่กับที่นิ่งๆ มากเกินไป ต้องลุกไปขยับตัว ต้องออกแรงบ้าง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนอิริยาบถ การนั่งอยู่กับที่นานๆ มีโอกาสเฉาได้ง่ายค่ะ

พอพูดถึงอาการ “เฉา” มันก็เป็นอาการหนึ่งที่คล้ายๆ อาการเบื่อ แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว มันค่อนข้างจะอึนๆ มึนๆ ไม่รู้สึกสดชื่น หรือสนุก หรือตลกกับอะไรสักอย่าง

กรณีแบบนี้ ให้กินอาหารปรุงสุกและอาหารสด จะช่วยได้มากค่ะ 
ลดการทานอาหารที่อุ่นด้วยไมโครเวฟหรืออาหารที่ทำค้างไว้นานๆ แต่เลือกกินอาหารทำเสร็จใหม่จะช่วยเติมความรู้สึกดีให้ได้มากกว่า

อาหารปรุงสุกใหม่จะหอมเพราะความสดของวัตถุดิบ รสชาติมันจะลึกและชัดไม่ใช่ด้วยเครื่องปรุงสังเคราะห์รสเข้มข้นกว่าปกติเพราะต้องทำเผื่อการอุ่นซ้ำ แต่มันเป็นรสชาติของวัตถุดิบจริงๆ

หนึ่งในอาหารอร่อยที่ฟื้นฟูพลังได้ง่าย แถมทำง่ายมากๆ คือ ผักนึ่ง แต่ถ้าไม่ชอบ ทำผักย่างก็ได้เหมือนกัน พวกฟักทอก แครอท มันม่วง มันเทศ มันแครอท พริกกระดิ่ง หอมหัวใหญ่ ...มันดีงามมากจริงๆ ค่ะ แต่เรายังยืนยันว่า ผักนึ่งอร่อยมากนะ ถ้าได้ชิมซาโยเต้นึ่งในฤดูหนาว รับรองจะต้องติดใจ


ถ้าผ่านพ้นช่วงเวลา “เบื่อ” ครั้งนี้ไปได้และชีวิตกลับมามีสีสัน รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกหน ลองเขียนรายการ 20 อย่างที่ตัวเอง ทำแล้วชีวิตแฮปปี้ เก็บไว้เป็นยันต์เฉพาะตัวได้ค่ะ

ลงรายละเอียดให้ลึกๆ ชัดๆ เช่น เราแฮปปี้เมื่อได้กินชานมไข่มุก brown sugar หวานน้อย ใส่เยลลีด้วย ของร้าน XYZ

อย่าเขียนกว้างอย่างไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ให้ดูว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เราแฮปปี้ คือการได้กินอาหารญี่ปุ่น? ชมทิวทัศน์ต้นไม้หลากสี? แต่งตัวลุคที่ปกติไม่ได้แต่ง? ช็อปปิ้งเสื้อผ้าเครื่องประดับ? ดูวิวธรรมชาติสวยๆ? แฮปปี้จากอะไรล่ะ...

เขียนออกมาทีละข้อชัดๆ เขียนลงกระดาษ พับใส่กระเป๋าสตางค์ ซ่อนไว้ในเคสโทรศัพท์ หรือจดไว้ในแอพที่หาง่ายๆ ในมือถือก็ได้ แค่จำให้ได้ว่าทุกครั้งที่เบื่อหรือดาวน์ เปิดลิสต์รายการ 20 อย่างนี้ขึ้นมา นี่เป็น how-to ในแบบฉบับของตัวเอง เพราะตัวเองเขียนขึ้นมาเอง เก็บไว้เป็นคู่มือเฉพาะตัวของตัวเองเลย

ในกรณีของเรา ...มีกินลูกชิ้นปลาอร่อยๆ, ไปสระผมที่ร้านทำผม, กำจัดข้าวของไม่ได้ใช้ออกจากบ้านให้ได้สัก 4-5 ลัง, เขียนจดหมายหาเพื่อน, กินไอติมท็อปเท็นของวอลล์, มีบทสนทนาดีๆ, อ่านการ์ตูนสนุกๆ

เขียนลิสต์รายการ 20 อย่างเพื่อความแฮปปี้ในแบบฉบับของตัวเองได้ ก็จะพบว่า บางรางการจะมีค่าใช้จ่ายสูงนิดหน่อย แต่โดย “ส่วนใหญ่” แล้ว การทำให้ชีวิตมีความสุขไม่ได้อาศัยเงินทองมากมายเลย



อีกวิธีหนึ่งเป็นการยืมพลังธรรมชาติ เรียกว่า ธรรมชาติบำบัด 

มีตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม คือ ออกไปรับแสงแดด (phototherapy) เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานดีๆ จากดวงอาทิตย์ 

หลายครั้งเราพบว่าตัวเองไม่ค่อยโดนแดดเท่าไร คนทำงานออฟฟิศ บางครั้งออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าฟ้ายังไม่สางดี ถ้าออฟฟิศงานหนัก เลิกงานช้าหลังทุ่ม พระอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ยิ่งถ้าตอนกลางวันขี้เกียจออกจากตึกไปหาข้าวกิน... แปลว่า วันหนึ่งๆ ไม่ถูกแดดเลยเพราะอยู่ในอาคารตลอด

วิธีนี้ง่ายมาก อย่าลืมออกไปรับแสงธรรมชาติให้เพียงพอค่ะ

อาหารสดก็เป็นการยืมพลังธรรมชาติเหมือนกัน รวมถึงอาหารที่แปรรูปน้อย มีความใกล้เคียงธรรมชาติสูงด้วย เช่น เมล็ดทานตะวันอบกระเทียม อัลมอนด์อบเกลือ หรือสาลี่หวานๆ เย็นฉ่ำ อาหารที่ใกล้เคียงกับสภาพเดิมที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ จะยังรักษาพลังงานดีๆ ไว้ได้ แตกต่างจากอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปขั้นตอนนับไม่ถ้วน เช่น ขนมเค้ก น้ำหวาน ฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารสำเร็จรูป เป็นต้น เหมือนขอยืมพลังงานจากดินและแสงแดดผ่านอาหารอย่างไรอย่างนั้นค่ะ

หรือถ้าเดินป่า ปีนเขา ไปดูดาวไหว ลุยเลยตอนที่หัวเข่าและข้อเท้ายังดีอยู่ เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม หาคนนำทางที่ไว้ใจได้ ไกด์ท้องถิ่นก็มี ลองออกเดินทางดู ธรรมชาติจะทำให้เราตัวหดเล็กลงเหลือนิดเดียว ไปให้ธรรมชาติกอดค่ะ



2
อาการไม่อยากตื่นตอนเช้า ไม่ใช่อาการของคนขี้เซาชอบตื่นสายแต่ต้องมาตื่นเช้า แต่เป็นอาการไม่รู้จะตื่นไปทำไม ไม่มีอะไรให้อยากทำ ไม่มีอะไรที่ดึงดูดความสนใจให้ทำ วันทั้งวันดูไม่มีความหมาย และมันก็จะเป็นแค่อีกวันหนึ่ง ดังนั้น การรู้สึกตัวในตอนเช้าแล้วจะให้ลุกขึ้นจากที่นอนมันทำได้เชื่องช้ามากจริงๆ

เราพึ่งอ่านหนังสืออิคิไกจบไป บทที่ 2 ทั้งบทพูดเรื่อง “เหตุผลที่จะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า” ตัวอย่างพ่อค้าปลาที่ต้องตื่นแต่เช้าไปตลาดเพื่อคัดปลาชั้นเยี่ยมส่งให้คุณลุงจิโร่ซูชินั้นสุดยอดไปเลย ถ้าอยากแก้อาการวันทั้งวันไม่มีความหมาย ต้องหาอิคิไกของตัวเองให้พบ อิคิไกเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่เปลี่ยนโลก สำหรับคนเป็นพ่อแม่คนแล้ว อิคิไกอาจเป็นความสุขของการเห็นลูกตัวเองเติบโตแข็งแรงไปโรงเรียนทุกวันก็ได้ เราเชื่อว่าคนมีลูกเล็ก เค้าจะมีแรงฮึดตื่นในตอนเช้ามากเป็นพิเศษ
 
แต่ถ้ายังไม่พบอิคิไก เราขอเสนอเทคนิคหาเหตุผลในการตื่นนอนตอนเช้าเท่าที่เคยลองทำมา

หนึ่ง.To do list เขียนสิ่งที่ต้องทำวันพรุ่งนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนนอน เรียงลำดับก่อนหลังว่าอันไหนควรเสร็จก่อน เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าอีกวัน เราจะมีเหตุผลให้รีบลุกออกจากเตียงไปทำงานที่ว่า

...วิธีนี้ได้ผล แต่มันต้องคอยบอกตัวเองตลอดเวลาว่าทำไปทำไม และมีจุดอ่อนคือ เมื่อไรก็ตามที่เหตุผลเราไม่เร้าพอ ก็ไม่อยากจะลุกจากเตียงอีกแล้ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงจะมาคุยเรื่องพลังของกิจวัตรในช่วงที่ 4 แต่ถ้าลองทำ To do List ก่อนอน แล้วพบว่าวิธีนี้เหมาะกับตัวเรา ดีเลยค่ะ มันทำให้เราเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำในวันถัดไปได้เป็นระเบียบขึ้นนะ

สอง.ให้รางวัลกับการตื่นเช้า

แทนที่จะออกจากห้องไปต่อคิวซื้อกาแฟไม่อร่อยระหว่างทางไปทำงาน เปลี่ยนใหม่เป็นให้รางวัลตัวเองโดยซื้อเมล็ดกาแฟอย่างดี กลิ่นที่ใช่ ความเข้มที่ชอบ แล้วชงกาแฟกินเองที่บ้าน กาแฟร้อนหอมๆ ที่ดื่มอย่างไม่รีบเร่งมันชุ่มคอสบายใจ ให้ความรู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง ถ้าชอบกาแฟเย็น ก็เลือกคุณภาพวัตถุดิบเองได้ด้วยว่าอยากใช้นมสดแท้หรือครีมเทียม ชงสองแก้วใส่เหยือกไปทำงานด้วยก็ยังได้

หรือ ลองบอกลาข้าวเหนียวหมูปิ้ง ขนมปังไส้หวานจัดที่กินมาตลอด 20 ปี หรือคอนเฟลกใส่นมที่กินจนไม่รู้รสชาติอีกต่อไปแล้ว เปลี่ยนมาเป็นให้รางวัลตัวเองด้วยการทานข้าวเช้าแบบที่ตัวเองโปรดปราน จะหั่นเฉพาะวัตถุดิบเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือทำเตรียมเสร็จไว้เลยตั้งแต่คืนก่อนก็ได้ เพราะทำทานเอง จะทำแซนวิชไส้ตู้มๆ ใช้แฮมดีๆ ปูอัดดีๆ ใส่ผักเยอะๆ แถมเลือกขนมปังไม่มีสารกันเสียก็ได้ หรือจะม้วนข้าวห่อสาหร่ายแบบเกาหลีญี่ปุ่นเตรียมไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า เช้ามาก็แค่หยิบกิน หรือจะออกนอกเส้นทางก่อนไปทำงาน แวะไปกินข้าวเช้าร้านที่ชอบ ให้รางวัลตัวเองเป็นอาหารเช้าดีๆ เพื่อเริ่มต้นวันด้วยความสดใสเบิกบานก็ยังได้

ทำให้ตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เปล่งประกาย ไม่ต้องรีบเร่ง อย่ามองตอนเช้าเหมือนคู่รักชีวิตสมรสจืดจาง ตอนเช้าไม่ได้ทำอะไรผิด เราปรับพฤติกรรมตัวเองได้ถ้าวางแผนก่อนว่าเช้านี้จะให้รางวัลอะไรกับตัวเองดี ซึ่งมันต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่คืนก่อนหน้าหรืออาจเริ่มวางแผนตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ เข้านอนให้เร็วขึ้น จะได้เพิ่มช่วงเวลาในตอนเช้าของตัวเองให้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม



3

ในขณะที่ จขกท. เบื่อที่ต้องทำกิจวัตรเดิมๆ ตลอด เราเองเสียอีกที่เป้าหมายปีนี้ อยากทำให้ชีวิตตัวเองเข้าที่เข้าทาง สร้างกิจวัตรประจำวันที่คาดเดาได้ เพื่อควบคุมตารางเวลาของตัวเองให้ได้มากกว่านี้ ตอนนี้เป็นสัปดาห์ที่ 8 ของปีแล้ว ยังไม่ค่อยเข้าที่เท่าไรเลยค่ะ

แต่ละวันในสัปดาห์ของเราไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงอยากมีกิจวัตรมากๆ อยากจัดการชีวิตให้เรียบง่ายขึ้นกว่านี้ คนที่มีกิจวัตร บอกได้ว่าวันไหนต้องทำอะไร เมื่อไร เสร็จงานกี่โมง น่าอิจฉาออก มันแปลว่าเราวางแผนใช้เวลาหลังเลิกงานได้ชัดเจนและมีเวลาแบบนั้นสม่ำเสมอด้วย

ไม่มีคนรู้จักที่ทำงานประจำหรือราชการ ชนิดที่ 4 โมงครึ่งเก็บของ พอ 5 โมงปุ๊บก็เด้งออกจากโต๊ะ เพื่อไปขับ Grab ทันที, ไปสอนพิเศษทันที, ไปรับถ่ายรูปทันที (งานแต่งงาน งานศพ), ไปขายของตลาดนัดทันที, ไปดูหนังกับเพื่อนในชมรม-บอร์ด-แฟนเพจแล้วเขียนวิจารณ์ลงพื้นที่ของตัวเอง, ไปออกกำลังกายในฟิตเนส 3 ชม. ค่อยกลับบ้าน, ไปเรียนภาษาใหม่ เพราะอยากมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ ไม่ก็อยากดูซีรีย์เกาหลีรู้เรื่อง, ไปเรียนเต้นละติน, ไปหัดเต้น cover, ไปตอบแชทและห่อของให้ลูกค้าที่สั่งซื้อของออนไลน์ ฯลฯ

จะบอกว่า... รอบตัวไม่มีคนทำแบบนี้เลย... เหรอคะ?

คนทำงานประจำที่มีกิจวัตรและตารางเวลาคาดเดาได้น่ะดีออก เพราะมันวางแผนการใช้เวลานอกเหนืองานประจำได้ชัดเจน คาดเดาทุกอย่างได้ ประเมินเวลาทำงานของตัวเองเสร็จได้ล่วงหน้า และดีมากเลยที่เมื่อสิ้นเดือนมาถึง ก็จะได้รับเงินเดือนอีกต่างหาก ดีจังเลย



ในโพสต์คราวก่อน เรื่อง 20 ข้อแตกต่างระหว่างมืออาชีพและมือสมัครเล่น มีข้อหนึ่งที่ว่า ในขณะที่มือสมัครเล่นให้ความสำคัญกับ “เป้าหมาย” มืออาชีพจะให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” คือ ถ้าหนนี้ทำสำเร็จ จะทำให้สำเร็จแบบนี้อีก 9 ใน 10 ครั้งอีก ต้องทำอย่างไร มอง วิเคราะห์ แล้วสร้างเป็นกระบวนการออกมา

กระบวนการทำซ้ำอย่างที่ว่า ถ้าเอามาใช้กับตัวเราเอง มันก็คือกิจวัตร เรียกอีกย่างได้ว่า มันก็คือการสร้างนิสัยใหม่ให้ตัวเองนั่นเอง

ลองดูกระบวนการทำซ้ำของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร อย่างสตีฟ จ็อบส์ หรือ มาร์ค ซัคเคอเบิร์ก ทั้งคู่แต่งตัวเหมือนเดิมทุกวันเลยนะ

หรือคนทำอาชีพพัฒนาบรั่นดีในญี่ปุ่น ทานมื้อกลางวันทุกวันเป็นอุด้งน้ำ เพื่อให้ลิ้นคงสภาพเดิมอยู่เสมอ

การดำเนินกิจวัตรประจำวันที่เรียบง่าย เป็นไปในทำนองเดียวกันทุกวัน มันช่วยให้เราไม่ต้องคิดมาก ไม่เปลืองพลังงานระหว่างวัน สามารถเก็บกักพลังงานและความคิดสร้างสรรค์เอาไประเบิดใช้กับเรื่องที่เราอยากทำได้เต็มที่

มีคำกล่าวของ กุสตาฟ โฟลแบร์ นักเขียนเรื่องมาดามโบวารี บอกไว้ว่า
Be regular and orderly in your life,
So that you may be violent and original in your work.
จงใช้ชีวิตเรียบง่าย มีระเบียบแบบแผน
เพื่อจะได้ปลดปล่อยความโลดโผนโจนทะยานและเป็นตัวของตัวเองในผลงานของคุณ


ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีระเบียบแบบแผน เรียกอีกอย่างว่า การสร้างนิสัย/กิจวัตรให้ตนเอง
เช่น เราไม่ต้องคิดว่าเราจะแปรงฟันอาบน้ำตอนเช้าหรือไม่ เพราะการแปรงฟันกับอาบน้ำตอนเช้าเป็นสิ่งที่เราทำเป็นกิจวัตร มันกลายเป็นนิสัยที่เราทำเป็นประจำ

เช่น ตอนต้นปี ตั้งใจว่าปีนี้จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น 
ถ้ามองแบบ “สร้างนิสัยใหม่” จะไม่บอกว่า ปีนี้จะอ่านหนังสือ 50 เล่ม อย่างงี้คือการตั้งเป้าหมาย
แต่การสร้างนิสัย/กิจวัตรใหม่ จะทำเรื่องเล็กน้อยกว่ามาก เช่น ตั้งโปรแกรมสมองว่า 
1.พกหนังสือติดกระเป๋าไว้เสมอ 
2.ว่างเมื่อไรให้หยิบหนังสือเล่มนี้ออกมาอ่านแทนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาดู

ลองนึกภาพตามว่า ถ้าเป้าหมายคือ ต้องผอม จะหนัก 45 กิโลกรัม ดูชีวิตต้องใช้พลังใจเยอะกับทุกอย่างขึ้นมาทันที

แต่ถ้ามองว่าจะ “สร้างนิสัยใหม่” โปรแกรมสมองว่า เปลี่ยนการขึ้นลงลิฟท์ทั้งหมด เป็นการขึ้นลงบันได หรือเปลี่ยนขนาดจานข้าวที่ใช้เป็นประจำเป็นชามใบเล็กลง และจะกินแค่นี้เท่านี้ หรือกินข้าวเย็นให้เสร็จก่อน 1 ทุ่ม หลังจากนั้นจะไม่กินอะไรอีกแล้ว

หากเราปลูกฝังนิสัยใหม่ให้ตัวเองได้สำเร็จ ข้อดีคือ เราสามารถทำไปได้เป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ไม่ต้องใช้วินัย ไม่ต้องใช้ “พลังใจ” เลย แค่สร้างนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมาใหม่เท่านั้น



4

ลองมาดูจุดอ่อนของเป้าหมาย(ผลลัพธ์) และประโยชน์ของกิจวัตร(กระบวนการ) กัน ถ้าอยากอ่านรายละเอียดมากกว่านี้ อ่านได้ในเว็บไซต์ Farnam Street ค่ะ

จุดอ่อนของเป้าหมาย
1.เป้าหมายมีจุดจบ ถ้าทำได้ถึงเป้าที่ตั้งใจไว้แล้ว ก็จะหมดแรงขับให้ทำต่อ 

เราเป็นแบบนี่กับการวิ่ง ค่อยๆ วิ่งเพิ่มไปวันละนิด อยากจะวิ่งให้ได้ถึง 60 นาทีต่อเนื่อง แต่ผลคือ พอวิ่งได้ถึง 60 นาทีสัก 2—3 ครั้งก็เลิกวิ่งไปเลย

2.การจะพิชิตเป้าหมายให้ได้ มันอาศัยปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้มากเกินไป
เช่น มีงานแทรก มีงานสังคมกะทันหัน หรือจู่ๆ อาจตกบันไดขาหักเข้าเฝือกก็ได้

3.เพราะเป้าหมายอาศัยพลังใจและวินัยในตนเองสูง

พลังใจหมดได้ และวินัย... เราว่าเราไม่ค่อยมีค่ะ การยึดตัวเองไว้กับเป้าหมายตลอด เพื่อจะได้มากำหนดสิ่งที่ตัวเองต้องทำ มันต้องอาศัยพลังใจแบบต่อเนื่อง และมันทำให้เครียดได้

เรื่องเทคนิคหาเหตุผลให้การตื่นตอนเช้าแบบแรกที่บอกไป ถึงได้บอกว่า ถ้าทำ to do list ก่อนนอนเหมาะกับตัวเรา ทำแบบนี้ก็ได้ ถ้าทำได้ทุกวันก่อนนอนมันก็จะกลายเป็นนิสัย แต่ถ้าวิธีนี้ไม่เหมาะ ทำไปก็จะเครียดและทำให้ไม่อยากตื่นอยู่ดี ...แต่ก็ต้องค่อยๆ ลองไป เดี๋ยวก็จะเจอวิธีที่เหมาะกับตัวเองล่ะค่ะ

ลองสร้างลำดับกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเองในตอนเช้า ทำซ้ำต่อเนื่อง ปรับให้เข้ากับตัวเรา แล้วเราก็จะได้ morning routine ของตัวเองมานะคะ

4.สมองคนเราสับสนว่า การบรรลุเป้าหมาย = ความสำเร็จ

การบรรลุเป้าหมาย อาจจะเป็นความสำเร็จหรือไม่เป็นความสำเร็จก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าให้นิยามความสำเร็จว่าอย่างไร 

เช่น เขียนงานออกมา 1 ชิ้นได้สำเร็จตามความพอใจของตน อบขนมเค้กตกแต่งออกมาได้สวยสดงดงาม แต่ความสำเร็จคืออะไร? คือการขายได้เกิน 1,000 ชิ้น คือการมีคนกดไลค์เกิน 10,000 ไลค์ คือการทำเงินได้ 100,000 บาท หรือคืออะไร เราวัดความสำเร็จด้วยวิธีไหน... บรรลุเป้าหมายได้ ไม่แน่ว่าว่าจะสำเร็จ มันคนละเรื่องกัน 

ถ้ายึดติดกับเป้าหมายมากๆ ว่าทุ่มเททำลงไปเต็มที่แล้วไม่ได้ความสำเร็จอย่างที่หวังไว้ คนเจ็บก็คือเราเอง... การยึดติดกับเป้าหมายก็จะเศร้าๆ หน่อยแบบนี้


ประโยชน์ของกิจวัตร
1. ถ้าปลูกฝังนิสัยใหม่ให้ตัวเองสำเร็จ ร่างกายจะทำไปได้เองเลยเป็นอัตโนมัติ เพราะสมองปรับพฤติกรรมของเราไปแล้ว ทำให้สามารถทำสิ่งนั้นๆ ได้โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้ความพยายาม ไม่ต้องใช้พลังใจ สามารถเก็บพลังสมองและออมแรงเอาไว้ไปใช้กับสิ่งที่เราต้องใช้พลังมากๆ แทนได้ ลองทำสิ่งที่ต้องการต่อเนื่องสัก 30 วันดู ถ้าปลูกฝังนิสัยใหม่ให้ตัวเองสำเร็จ มันจะทำต่อไปได้ง่ายมาก

2. นิสัยเป็นตัวก่อร่างชีวิต ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับว่าเรามีนิสัยอย่างไร มีกิจวัตรอย่างไร บางอย่างเราไม่เคยสังเกตด้วยซ้ำว่าตัวเองมีนิสัยแบบนี้ แต่คนอื่นมองเห็น อยากเป็นคนอย่างไร ให้สร้างนิสัยแบบนั้นขึ้นมา

3. การทำให้เป็นกิจวัตร สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่าเป้าที่ตั้งไว้ได้ 

เช่น ตั้งใจว่าปีนี้จะเขียนหนังสือ 200 หน้าให้จบ 1 เล่ม กับ เขียนบทความทุกวันวันละ 1 หน้า... ความหนักอึ้งของสองสิ่งนี้ต่างกันมาก เขียนบทความวันละ 1 หน้าไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด จะอยู่ที่ไหน จะยุ่งยังไงก็เขียนได้ และมันก็จะมีวันที่เขียนได้ดีเป็นพิเศษ เขียนเป็น 10-20 หน้า ดังนั้น เป้าหมายที่ตั้งใจว่าจะใช้เวลา 1 ปีเพื่อเขียนหนังสือ 200 หน้า ก็สามารถเขียนเสร็จให้เร็วกว่านั้นได้หากเปลี่ยนมาสร้างนิสัยเขียนงานวันละน้อยๆ แต่ทำสม่ำเสมอ

4. การเปลี่ยนนิสัยมีพลังทวีคูณ 

การมีนิสัยใหม่ 1 อย่างจะเปลี่ยนพฤติกรรมเราไปมากกว่าหนึ่งเรื่อง และมันจะทวีคูณขึ้นโดยขยายไปเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่อยู่รอบข้างด้วย

เช่น ถ้านิสัยใหม่คือ เริ่มออกกำลังกายทุกวัน 
คนที่เริ่มออกกำลังกายเป็นประจำ จะใส่ใจเรื่องอาหารไปโดยปริยาย เขาจะเริ่มดูว่าในอาหารนี้มีคาร์บเท่าไร โปรตีนเท่าไร ไขมันเท่าไร ไฟเบอร์เท่าไร โซเดียมเท่าไร ไปจนถึงสนใจวิธีการล้างผักผลไม้ และอาจจะเลิกกินอาหารร้านเดิม เปลี่ยนไปทานอาหารร้านใหม่ เพราะไม่แน่ใจว่าร้านอาหารที่ตนกินประจำ ล้างผักหรือไม่ หรือใช้สารปรุงแต่งอาหารมากเกินไปรึเปล่า จนบางคนอาจเริ่มต้นทำอาหารทานเองก็ได้

ที่บอกว่า เมื่อเริ่มเปลี่ยนนิสัยอย่างหนึ่ง มันจะทวีคูณทั้งตัวเราและคนรอบข้าง ยกตัวอย่าง เวลามีเพื่อนสายสุขภาพมาพักที่บ้าน เราก็จะเตรียมของกินเล่นแนวสุขภาพไว้ให้ เตรียมผักผลไม้ไว้ในตู้มากเป็นพิเศษ เพราะคงไม่ค่อยดีนักถ้าขนมในบ้านจะมีแต่เลย์กับบิสกิต เช่นกัน ถ้าไปกินข้าวกับเพื่อนที่ทานมังสวิรัติ เราคงไม่เลือกเมนูประเภทข้าวหน้าหมูทงคัตสึชิ้นเบ้อเริ่ม แต่จะเลือกเมนูที่ไม่ระคายสายตาและความรู้สึกเพื่อนจนเกินไป

ทั้งหมดนี้เกิดจากการปลูกฝังนิสัยดีๆ เพิ่มให้ตัวเองแค่ 1 อย่าง
เช่นกัน ถ้าเลิกนิสัยไม่ดี 1 อย่างได้ มันก็จะส่งผลทวีคูณในลักษณะเดียวกัน


ข้อแนะนำในการปลูกฝังนิสัยใหม่ คือ เริ่มเล็กๆ และทำให้ต่อเนื่อง

นิสัยอย่างหนึ่งที่เราก่อนนี้ไม่มีติดตัวแน่นอน คือการเขียนรีวิวหนังสือ

เราเริ่มรีวิวหนังสือใน goodreads ปีนี้ขึ้นปีที่ 4 แล้ว โดยการบอกตัวเองว่า เมื่ออ่านหนังสือจบ 1 เล่ม ก็จะเขียนรีวิวเรื่องที่อ่านจบไป เวลาคนอื่นจะตัดสินใจซื้อ สามารถมาอ่านความเห็นเราก่อนจ่ายเงินซื้อหนังสือได้ 

ส่วนหนึ่งก็เพราะเดี๋ยวนี้ซื้อหนังสือออนไลน์เป็นหลัก และหนังสือภาษาไทยไม่ได้มีตัวอย่างให้พลิกเปิดอ่านภาษาก่อนได้แบบเว็บซื้อหนังสือต่างประเทศ ซื้อมาพลาดก็มาก ซื้อมาเพราะโปรยปกเป็นแบบหนึ่งแต่เนื้อหาไปคนละทางก็มาก 4 ปีก่อนนี้แทบจะไม่มีคนรีวิวหนังสือเลย หรืออย่างน้อยแนวที่เราอ่านก็คงไม่ใช่แนวที่คนส่วนใหญ่จะอ่านด้วย ทำให้การตัดสินใจซื้อหนังสือสักเล่มแทบเป็นการซื้อล็อตเตอรี่เลยค่ะ พอทำต่อเนื่องมา 3 ปีเต็มขึ้นปีที่ 4 ก็สามารถอ่านหนังสือจบแล้วเขียนรีวิวได้สบายๆ เพราะชินแล้ว

สำหรับเรื่องงานเขียน เราพยายามจัดเวลาเพื่อทำให้มันเป็นกิจวัตรอยู่ เพราะ 7 วันของเราไม่เหมือนกันเลย ก็เลยอยากทำให้ชีวิตมันเรียบง่ายราบรื่นขึ้น จะได้สบายๆ กับการเขียนมากกว่านี้ แต่ที่เริ่มโพสต์ storylog ทุกวันพุธ ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่พยายามทำให้เป็นกิจวัตรอยู่นะคะ 555



เราคิดว่าการที่ จขกท. ก็ดี หรือใครก็ตามฉุกคิดขึ้นมาว่า “เป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ของตัวเองคืออะไร เหตุผลในการตื่นนอนตอนเช้าของเราคืออะไร” เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ

นั่นแสดงว่าความเป็นอยู่ในปัจจุบันทำให้เขาเริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว และชีวิตของเขากำลังเข้าสู่กระบวนการแสวงหาคำตอบของคำถามนี้ ซึ่งการจะพบคำตอบของตัวเองได้ต้องใช้เวลาและลองลงมือทำเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน

ไม่ใช่ทุกคนจะถามตัวเองด้วยคำถามนี้ ดังนั้น การที่วันหนึ่ง เราลุกขึ้นมาตั้งคำถามนี้กับตัวเองอย่างจริงจัง แปลว่า เราตื่นแล้ว เราไม่ไหลไปกับกระแสที่สังคมขีดเส้นให้เราเดินแล้ว เราอยากหาหนทางของเราที่เราเป็นคนกำหนดเองและให้ความหมายกับตัวเราเองแล้ว 

เป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ง่าย 
แต่นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ได้นะคะ :-)

 
nananatte
20.02.2019

ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ

Source:
Farnam Street - Habits VS Goals
https://fs.blog/2017/06/habits-vs-goals/

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

takumacheerup
5 months ago
การมีเป้าหมายชีวิตทำให้เรามีแรงเด้งตัวจากที่นอนได้จริงค่ะ แต่บางครั้ง..ก็มีบ้างที่คนเราจะอ่อนไหวกับสิ่งที่เข้ามา ถ้าลองยอมรับและปรับให้สมดุล น่าจะไปต่อได้นะ

เราก็มีนะที่ขี้เกียจ หรืิอเบื่อบ้างในบางวัน
ลองใช้แอพ random สุ่มเลือกกิจกรรมก็ทำให้ชีวิตสนุกขึ้นมาได้นะคะ 55+ ถือซะว่าถ้าได้ทำสิ่งไหน สิ่งนั่นควรทำที่สุดในเวลานั้นแล้วล่ะ😄
Reply
nananatte
5 months ago
จริงค่ะ คุณ takuma คนเรามันต้องมีวันเบื่อบ้างแหล่ะ แต่ช่วงหลังนี่ ณัฐคิดว่าตัวเองนิ่งเกิน ต้องลุกมาวิ่งค่ะ กับอีกอย่างคือ ไม่ค่อยโดนแดดเลยค่ะ พอรู้สึกตัวก็จะเติมคำว่า "กระฉับกระเฉง" ใส่สมอง แล้วลุกขึ้นมาเต้นโดยไม่มีสาเหตุค่ะ 5555
takumacheerup
5 months ago
เยี่ยมมากเลย ชอบไปวิ่งเหมือนกัน 😉
Takaing_Doa
5 months ago
ชื่นชมคนเขียนมากมายก่ายกอง ปอลิง อิคิไก ยังอยู่ในโหลแช่อิ่ม ^_____^ 
#นักโภชนาการหนังสือ 
Reply
nananatte
5 months ago
ณัฐแนะนำอิคิไกให้พี่อ่าน พี่บอกว่า... เหมือนหนังสือแนะนำวัฒนธรรมญี่ปุ่นเบื้องต้นล่ะค่ะ 5555

ขอบคุณมากนะคะ คุณหมี่ (^____^)