โดนแบนเรื่องราวคร่าชีวิต
เราผิด หรือ ใครผิด

คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ฉันเฝ้าถามตัวเองตลอดระยะเวลาช่วงนั้น
คุณเชื่อฉันไหมถ้าคุณโดนแบน คุณจะเกิดคำถามมากมายว่าจะอยู่บนโลกนี้ต่อไป... ทำไม?


ใครกันที่บอกว่าชีวิตมอปลายเนี่ย เพื่อนดีที่สุด จำมิรู้้ลืม เพื่อนสมัยไหนก็ไม่เหมือนเพื่อนมอปลายเพื่อนสมัยมอปลายคือเพื่อที่ดีที่สุด ใครกล่าว ฉันไม่ได้กล่าว เพราะฉันขอค้าน

เรื่องราวมันเกิดขึ้น ฉันโดนแบน จากกลุ่มเพื่อนที่ฉันสนิทด้วยและเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลของห้อง
เขากุมอำนาจในห้องไว้คนเดียว ไม่มีใครกล้า ลุกสู้ หรือต้านเขา ทุกคนในห้อง มอบอำนาจทุกอย่างให้กับบุคคลกลุ่มนี้ กลุ่มที่ฉันเคยสนิทด้วยไงล่ะ แล้วฉันโดนแบน ไงล่ะ

เรื่องมันเริ่ม ตอนฉันย้ายที่เรียน มัธยมปลายใหม่ ... ที่ใหม่ ที่เหมือนจะดี
ฉันต้องไปอยู๋กับญาติ ฉันได้สอบเข้าโรงเรียนนี้ ได้อยู่ห้องแรก คนอันดับต้นๆ อยู่ห้องนี้
ที่นี่มีเด็กโรงเรียนเก่าอยู่ในห้องนี้เยอะแยะมากมาย ฉันเป็นเด็กใหม่ของห้องนี้ และในห้องนี้มีเด็กใหม่เพียงแค่ 2 คน เท่านั้น ฉันต้องสร้างการยอมรับ ฉันต้องหาเพื่อนใหม่ ฉันรู้จักทุกคน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ จนฉันเริ่มสนิทกับกลุ่มที่มีอิทธิพลกับคนในห้อง ฉันเป็นส่วนเกิน ฉันต้องทำหลายอย่างเพื่อที่จะได้เนียนเข้าไป ฉันต้องการการยอมรับ ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของฉันมันผ่านไปด้วยดี แฮปปี้ ฉันช่วยเหลืองาน กิจกรรมของห้องเสมอ จนกระทั่งช่วงมัธยมศึกษาปีที่5 เรื่องก็เกิดขึ้นเนื่องจากเรามีนัดกิจกรรมทำบอร์ดกันแล้วเพื่อนนักมารับฉันไปด้วยแต่แล้ว ครอบครัวฉันมาบ้านพอดีฉันต้องช่วยเขายกของก่อน เพื่อนคนนั้นทนไม่ไหว ไปโรงเรียนไม่รอฉันแล้วก็บอกเพื่อนทุกคนห้ามติดต่อห้ามคุยกับฉัน แล้วฉันก็ทำโดยที่ไม่มีใครพูดกับฉัน ฉันอึดอัดมาก แล้วหลังจากนั้นคุณรู้ไหม คุณจะต้องรู้สึกอย่างไร เมื่อคนในกลุ่มไม่คุยกับคุณ และเพื่อนๆในห้องไม่อยากยุ่งกับคุณ เพราะเคยมีคนมายุ่งกับเราแล้วเขาก็แอบโดนเพื่อนแบนไปด้วย แล้วใครจะอยู่ข้างคุณล่ะ ชีวิตมัธยมปลายของคุณมันเปลี่ยนไปเลยล่ะ จากที่มีสีสันฉูดฉาด มันมืดมน เทาหม่น โลกทั้งใบที่มีแต่เพื่อนของคุณมันดับไปเลยนะจริงๆ ยิ่งถ้าคุณเป็นคนติดเพื่อนล่ะก็คุณจะรู้สึกแย่มากๆเชื่อฉันสิ คุณรู้ไหม ฉันร้องไห้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสามเดือน ฉันไม่อยากไปโรงเรียนอีกเลย คุณคิดภาพที่คุณจะต้องไปทานอาหารคนเดียว เดินเรียนคนเดียว ทำงานกลุ่มแล้วเพื่อนๆก็ไม่กล้าจะรับเข้ากลุ่ม แล้วที่หนักสุดคือคุณจะต้องนั่งเรียนโต๊ะเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครคุยกับคุณแล้วต้องนั่งข้างกัน นั่งโต๊ะเดียวกับกลุ่มคนที่เขาแบนคุณ เวลาทำแลปล่ะ ส่องกล้องจุลทรรศน์ล่ะ คุณจะได้มีส่วนร่วมไหม ?

แล้วคุณอาจจะคิดว่าทำไมไม่ย้ายโรงเรียนล่ะ ถ้ามันแย่ ....
ฉันคิดทุกวันเรื่องย้ายโรงเรียน แต่ฉันก็คิิดว่าฉันไม่อยากทำให้ครอบครัวต้องลำบากเพราะฉัน
เขาจะต้องมาทำเรื่องต่างๆ ลำบากพวกเขา เงินก็ต้องเสียเพิ่ม เพื่อฉัน ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ฉันรู้สึกว่ามันไม่คุ้มกันเสียเลย ฉันจึงเลือกที่จะทนสู้อยู่ที่นี่แม้ฉันจะร้องไห้ทุกวันก็ตาม

แล้วฉันผ่านมันมาได้เพราะตัวฉันเอง ฉันคิดว่า ไม่เป็นไร เรามาโรงเรียน เพราะเรามาเรียน เท่านี้ก็พอแล้ว และด้วยความที่ฉันขยันและเป็นคนทำงานจึงหางานกลุ่มทำได้ไม่ยากแค่อย่าไปยุ่งกับกลุ่มคนที่มีอิทธิพลนั้น มีคนเห็นใจฉันอยู่อีกจำนวนมาก แล้วฉันก็ใช้ชีวิตคนเดียวอยู่เช่นนั้น จบมัธยมศึกษาปีที่หก ที่ทุกครั้งพวกกลุ่มคนนั้นอยู่ที่ไหน ฉันก็ไม่อยู่ที่นั่นให้รำคาญและอึดอัดใจ ฉันก็จะเข้าเรียนเร็ว และเจอกลุ่มเพื่อนที่เข้าเรียนเร็วเหมือนๆกันท้ายสุดเราก็เป็นเพื่อนกัน คุยกันไปไหนมาไหนด้วยกัน ตอนนั้นก็ต้องขอบคุณพวกเขานะ เพราะถ้าไม่มีพวกเขาตอนนั้นฉันคงแย่เหมือนกัน เพราะงานกลุ่มเยอะเหลือเกิน และฉันก็พยายามทำผลงานออกมาให้ดีซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น จนฉันจบมาแล้ว คุณคิดว่าชีวิตมหาวิทยาลัยของฉันจะเป็นอย่างไรล่ะ ในเมื่อเราจะได้เจอเพื่อนใหม่ ฉันมาที่ที่ดีกว่าพวกกลุ่มคนพวกนั้น ฉันสอบได้ที่ดีๆ และไม่ต้องอยู๋กับคนพวกนั้นอีกต่อไป ฉันอยู่ในมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีกลุ่มคนพวกนั้น คุณอาจคิดว่าฉันจะกลับมาปกติเหมือนเดิมเพราะทางโล่ง
แต่เปล่าเลย...ฉันปิดใจ ไม่เปิดใจให้เพื่อนคนไหนเลย ฉันเรียนปีหนึ่งด้วยการที่มีเพื่อนไม่กี่คน และไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร ฉันทำทุกอย่าง เดินเรียน กินข้าวคนเดียว เดินใส่หูฟังอยู่คนฟังเพลงอยู่คนเดียว ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม หลายคน รุ่นพี่ เพื่อน เห็น ก็จะทักตลอดทำไมมาคนเดียว แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรก็ตอบๆไป....

หูฟังเป็นสิ่งที่ฉันขาดไม่ได้และเพลงเป็นเพื่อนรักที่ดีที่สุดของฉัน
เรื่องราวทั้งหลายนี้มันเกือบจะฆ่าฉันแต่ ดีที่ฉันคิดได้ว่า การตายไปนั้นเปล่าประโยชน์ ฉันจะต้องดีประสบความสำเร็จแล้วค่อยเอาความสำเร็จมาตบหน้าคนเหล่านั้น เพราะถึงเขาจำทำให้เราแย่ แต่ท้ายสุดเราก็ดีกว่าพวกกลุ่มคนเหล่านั้นทุกคน และฉันก็คงตอบไม่ได้ว่าจะให้่อภัยกับคนกลุ่มเหล่านั้นได้ไหม แต่เชื่อไหมจากเรื่องราวนี้ ความคิด และพฤติกรรมฉันเปลี่ยนไปเยอะมาก มันดีขึ้นเลยล่ะ เพราะฉะนั้น อย่างน้อยเรื่องราวที่แย่ที่สุดมันก็ยังมีข้อดีอยู่เสมอนะ เราแค่มองหามันให้เจอก็พอ อาจจะช้า และยาก และ ลำบากหน่อย แต่จงค้นหาสิ่งดีๆจากเรื่องราวที่ร้ายที่สุดให้ได้มันจะทำให้คุณโตขึ้นอย่างมาก เชื่อฉันสิ
 
และตอนนี้ฉันอยู่ปีสี่ ฉันเสียเวลาไปสองปีที่ติดอยู่กับความรู้สึกแย่ๆของคำว่า เพื่อน
แต่ท้ายสุด ฉันก็มีเพื่อนเยอะ น่ารักเหมือนเดิม แต่เรื่องความสัมพันธ์มันกลายเป็นปมด้อยสำหรับฉันไปเลยล่ะ ฉันพยายามรู้จักคน สนิทคนให้น้อย แต่ฉันก็ทำไม่ได้อยู่ดีนะ เพื่อนบางคนเรียกฉันว่า เป็น ผู้ลงสมัครพรรคการเมือง เพราะฉันรู้จักคนไปทั่วลงตึกมาเพื่อนก็ทักกันหมด เดินไปกับเพื่อนกลุ่มนึง ก็ต้องแวะไปหาเพื่อนอีกกลุ่มกว่าจะไปถึงรถ ก็ต้องรอฉันกันเสียนาน

แต่คุณเชื่อไหม รู้จักคนให้น้อย นั่นแหละดีแล้ว เพราะเรื่องแย่ๆของคุณมันกระจายได้ไวมากๆ ในขณะที่เรื่องดีๆของคุณมีน้อยคนจะรู้น้อยคนจะใส่ใจแต่สิ่งสำคัญที่อย่าลืมคือ จงทำตัวเองให้ดี !
SHARE
Written in this book
M E
Writer
Sirilucky
writer
I'm a kid who want to write or share my thought and my story that useful to make people feel good and funny

Comments

Sirilucky
3 months ago
เรื่องราวน่าสนใจ

Reply