ทำไมการฟังเพลงรัก จึงมีส่วนทำให้เรา "เข้าใจผิด" เรื่องความรักมากขึ้น ?

สวัสดีครับ อันดับแรกเลย  คงจะไม่ยุติธรรมนักหากจะเหมารวมว่า เพลงรักทุกเพลง ทำให้เราเข้าใจผิด เพราะก็ยังมีเพลงรักอีกมากมายที่ผมก็ไม่เคยฟัง  "เพลงรัก" ในบทความนี้ ผมจึงหมายถึงเพลงรักไทย ๆ ที่เราโตมากับมัน ฟังทั้งจากหาเองหรือได้ยินเปิดในที่สาธารณะบ่อย ๆ นั่นเอง

จากเพลงที่ผมเคยฟังมา ผมสังเกตได้ว่าเนื้อเพลงของเพลงรักไทยๆ จะเล่นกับแนวคิดว่าด้วยความ "ดี-ชั่ว" อยู่ตลอด เช่น

-  ฉันมันไม่ดีพอ 
-  เธอแม่งเหี้ย
-  ฉันถูกคนชั่วทำร้าย
-  เธอดีเกินไป สูงส่งประดุจเทพบุตร,เทพธิดา

ซึ่งผลที่ตามมา คือ ทำให้เราหมกมุ่นและหวาดระแวงกับการปล่อยให้ มีคนชั่วเข้ามา หรือ คนที่เข้ามาดีแล้วสักวันอาจทำสิ่งที่คนชั่วทำ

อ้าว แล้วมันไม่ดีเหรอ ? คนเราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้าถึงตัวอยู่แล้วนี่ ?

จะว่างั้นก็ถูกครับ แต่การระวังของเราที่วางอยู่บนแนวคิดเรื่อง "คนดี - คนชั่ว" เป็นการประเมินที่มองไม่เห็นถึง "ความเป็นมนุษย์" จริง ๆ ความเป็นมนุษย์ที่ว่านั้น คือ

-  ในคนๆนึงมีความดีและชั่วปะปนกัน ขึ้นอยู่กับว่านิยามของ "ดี-ชั่ว" ของเขานั้น ตรงกับเราแค่ไหน


-  คนดีเมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง (หรือเวลาผ่านไป) อาจกลายเป็นคนชั่วก็ได้


- คนชั่วเอง ก็อาจกลายเป็นคนดีในวันนึงได้เช่นกัน

ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องเบสิคมาก ๆ ใช่ไหมครับ แต่เอาจริง ๆ ในเพลงรักส่วนใหญ่ที่อธิบายความล้มเหลวของความสัมพันธ์ว่า "เราแค่ไม่เหมาะกัน - เราแค่ไปกันไม่ได้" นี่มีน้อยกว่าประเภท "หญิงชั่ว-ชายเลว" มาก ๆ เพราะอะไรกัน ?

เพราะเรามองไม่เห็นถึงความเชื่อมต่อกันของ "เงื่อนไข" เบื้องหลังที่นำไปสู่การตัดสินใจสิ่งที่ไม่ดี เมื่อมันเกิดขึ้น ที่เรารับรู้ได้ คือ Action ณ โมเม้นนั้นที่มันเกิดขึ้น แล้วมันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดใจ จนอยากบอกว่า "ก็ฉันมันเลวเอง" "ก็เธอมันชั่ว(และอาจจะเขาชั่วด้วย)" และแน่นอนว่าการกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูด คนทำเลว มันจะไม่เลวได้ไง ?

คุณอาจจะมองว่าผมโลกสวย แต่ผมคิดว่าไม่มีใครอยากทำให้คนที่เขารักเสียใจ
และไม่มีใครอยากเป็นคนเลว อยากโทษตัวเองว่าเลว ถูกประณามว่าเลว หรือ
ต้องมี "ความล้มเหลว" เป็นบันทึกในประวัติความสัมพันธ์

ผมมองว่ามันไม่มี "คนที่พร้อมรักจริงตลอดเวลา" หรือ "คนที่พร้อมทำเลวตลอดเวลา"

ผมเคยได้ยินหลายเพลงที่พร่ำเพ้อในฟีลลิ่งของเด็กวัยรุ่น
ก่อนมีความรักครั้งแรกหรือครั้งที่สอง
ประมาณว่า
"เนี่ย ถ้าฉันมีแฟนนะ ฉันจะรักเขา เป็นคนดีที่สุดของเขา
และคนอื่นๆจะต้องอิจฉาเขาที่มีฉันเป็นแฟน "

ซึ่งพอความสัมพันธ์เกิดขึ้นและต่อมาปรากฏว่า ฉันกลับทำเรื่องเลว (ทั้งๆที่ก่อนมีแฟนตั้งใจจะทำดี) ก็เกิดเป็นความงุนงงสับสน ไม่เข้าใจ บ้างก็ประชดชีวิตแบบ เออ กูจะเลวให้มันสุด ก็มี หรือ ถ้าเป็นคนที่โดนกระทำ ก็ระแวงไปหมดว่าจะเจอคนไม่ดีอีก สร้างกำแพงให้ตัวเอง  มีนิสัยชอบจับผิดติดตัวไปเลย ก็มี และก็มีคนที่ถูกกระทำ แล้วโทษตัวเองว่า ทำไมไม่รู้จักเลือกคนดีๆเข้ามาในชีวิต ก็มีอีก

เราไปมองว่า "การกระทำที่ดีต่อใจ" นั้นจะมาจากคนดีเท่านั้น
และ ถ้าวันหนึ่งเขาไม่ทำ แปลว่าเขาไม่ดีจริง

เราลืมนึกถึง "เงื่อนไข" ที่กำหนดพฤติกรรมคน

สำหรับผม "เงื่อนไข" ที่ว่าคือ "การสร้างภาวะความรัก" ให้เกิดขึ้น
ภาวะความรัก คือ บรรยากาศที่ร่วมพยายามทำบางสิ่งไปด้วยกัน

ผมเห็นข้อผิดพลาดหลายอย่างที่เกิดขึ้น ที่มักไม่ถูกนับว่าเป็นข้อผิดพลาด
นั่นคือการอยู่แบบ "โดดเดี่ยวด้วยกัน" ไปจนกว่าความสัมพันธ์นั้นจะจบ กล่าวคือ การไม่พยายามช่องทางของการมีความสุขด้วยกัน ซึ่งก็คือการพยายามรักษาความรักในเชิงรุก ในขณะที่การคอยจัดการข้อขัดแย้ง เป็นการรักษาในเชิงรับ

เราต้องไม่ทำให้สถานะของคนรัก เป็นเพียงเพื่อนที่เอากันได้ + กฏระเบียบพิเศษ
แต่ต้องเป็น คนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุขเกินกว่าการเป็นเพื่อนสนิท

ซึ่งข้อเสนอของผม คือ การมีกิจกรรมที่ทำเพื่อพัฒนา "ตัวเอง" ร่วมกัน
ดังนั้น ผมไม่ได้หมายถึงแค่ให้ไป เที่ยวด้วยกันบ่อยขึ้น,หากิจกรรมสนุกๆทำเยอะขึ้น

เช่น การออกกำลังกายร่วมกัน , การศึกษาหาความรู้ใหม่ร่วมกัน , การช่วยอีกฝ่ายทำงาน คิดงาน หรือ การร่วมทำในสิ่งที่ศรัทธากันทั้งคู่ (เช่น ในกรณีคนนับถือศาสนาเดียวกัน(ถ้าเคร่ง)ก็ไปโบสถ์ด้วยกัน คนอินการเมือง ก็ร่วมต่อสู้ทางการเมืองด้วยกัน ฯลฯ) หรือ อื่น ๆ ประเด็นสำคัญ คือ มันเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ตัวเอง "รู้สึกดีกับตัวเอง" (ไม่ใช่แค่ "รู้สึกดี" เฉยๆนะ) มากขึ้น

หลายอย่างไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย มีแต่ความบันเทิง
แต่ความรักก็เหมือนโรคอ้วน การกอบโกยแต่ความสุข (การกินเยอะเกินไป) ก็มีราคาที่ต้องจ่าย (ต้องหาหมอรักษาโรคในที่สุด)
ซึ่งเราสามารถ "จ่าย" ล่วงหน้าได้ โดยการ "ร่วมทุกข์กันในสิ่งที่เราเชื่อว่ามันจะดีต่อตนเองด้วยกัน" (เปรียบเสมือนการกินของอร่อยแต่ก็ออกกำลังกาย / อดใจไม่กินของที่อยากบ้าง)

ซึ่งความรักที่มีแต่ส่วนของกิจกรรมที่ "ทำให้รู้สึกดี" จะมาถึงทางตันในวันหนึ่ง เมื่อเงื่อนไข/สภาพแวดล้อม บีบบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้อง "ลดชั่วโมงความสุขลง ไปเพิ่มชั่วโมงการทำงานอื่นๆขึ้น" เช่น เมื่อถึงช่วงต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้า/ชิงทุน เมื่อฐานะทางการเงินเปลี่ยนไป เมื่อต้องทำงานมากขึ้น ฯลฯ

เพราะเราค่อยๆ จัดประเภทของแฟนเราไปอยู่ในประเภท Entertainment อย่างเดียวโดยไม่รู้ตัว
เมื่อมี "เงื่อนไข" ดังกล่าวเข้ามา เช่นเดียวกับที่เราต้อง ดูซีรี่ย์น้อยลง,เล่นเกมน้อยลง,กินของอร่อยน้อยลง เราก็ต้องพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับแฟน ให้น้อยลงด้วย

ซึ่งผลที่ตามมา คือ สภาวะต่อต้าน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากอยู่ก็อยาก แต่ก็ไม่อยากอยู่ในขณะเดียวกัน เหมือนอยากกินของอร่อย แต่ก็รู้ว่าถ้ากินแล้วก็จะอ้วน

เมื่อมีสภาวะต่อต้านแล้ว อะไรที่เราควรจะทำให้แฟนเรา ก็กลายเป็นว่า ไม่อยากทำให้ ขิว แค่คิดถึงก็หงุดหงิด ซึ่งอะไรแบบนี้แหละ ที่นำไปสู่การทำ "สิ่งที่คนเลวทำ" เช่น การไม่เอาใจใส่ , การด่าทอ ลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ (ซึ่งผมก็ไม่ได้จะบอกว่าการกระทำพวกนี้ถูกต้อง)

ผมเคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้มามาก เรื่องของคนที่มีแฟน ซึ่งแฟนเขาเป็นดีเพรียบพร้อม
แต่เมื่ออยู่กันไปนาน ๆ กลับกลายเป็นว่า แฟนกลายเป็นคนเย็นชา และ ค่อยๆเปลี่ยนจาก "คนดีเพรียบพร้อม" เป็นอะไรที่ตรงข้าม ทั้งๆที่ก็ไม่ได้หมดรักกัน

Sigmund freud เคยเสนอว่า ในแง่การบริหารองค์กร การที่มีพนักงานที่ไม่ Active เฉยชา หรือ แม้กระทั่งกบฏดื้อแพ่ง ส่วนสำคัญ คือ "งาน" นั้นไม่ได้ตอบสนองต่อ Self ของเขา ก็เลยทำแบบเช้าชามเย็นชามพอให้ได้เงินไป แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้นอะไรมากกว่านั้น

ซึ่งถ้าเราคิดแบบคอนเซป "ดี-ชั่ว" ตามแบบเพลงรักที่ว่ามานั้น สิ่งที่ควรทำต่อพนักงานเหล่านี้ คือ ลงโทษ,ไล่ออก + ตั้งมาตรการคัดคนขี้เกียจ/ไม่รับผิดชอบ (คนชั่ว)  แต่ส่วนที่หายไป คือ การสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี และ การให้ความรู้ความเข้าใจว่างานของเขามันดีต่อตัวเองและสังคมยังไง

ผมว่าความรักก็เหมือนกัน ถ้าเกิด "บรรยากาศของความรัก" ที่ดีแล้ว 
คนย่อมต้องการทำสิ่งดี ๆ ให้คนที่เรารักอยู่แล้ว
(หรืออีกนัยหนึ่งคือ Self มีความมั่นคงพอที่จะ ทำอะไรที่ไม่ได้เสริม Self แต่รู้ว่าแฟนเราจะชอบ)

หรือถ้าพูดให้ง่ายกว่านั้น คือ ความรักที่ดี จะเกิดขึ้นได้ด้วย 2 แนวทาง คือ

1. คนที่รู้ว่าทำอะไรแล้ว เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง และ ภูมิใจในคุณค่าที่ "ตัวเอง" สร้าง มาคบกัน
2. อาจมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รึทั้งคู่ ไม่ได้เป็นแบบที่ 1. แต่มาร่วมช่วยกันให้เป็นแบบที่ 1.

ซึ่งอะไรแบบนี้ มันเข้าใจผิดได้ง่ายตรงที่ ก็มีคนที่เกิดมาเพรียบพร้อม หน้าตาดีรูปร่าง พ่อแม่รวย ฯลฯ ทำให้เขามีความมั่นใจว่า ฉันมีดีขนาดนี้ ฉันจะต้องได้เจอคนดี และ มีความรักที่ดีแน่ ๆ และก็มีคนสนใจฉันเยอะแยะ ฉันมีความมั่นใจในตัวเองสูง

และนั่นเป็นเพียงปราการด่านแรก (การมีคนเข้าหา) แต่ก็มีปราการด่านต่อไป นั่นคือ Self จริงๆของเขา ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย (พ่อแม่รวย,หน้าตาดี) นั้นเป็นอย่างไร ในโลกที่ อุดมการณ์ทางการเมือง - ศาสนา ค่อยๆถูกทำลายด้วยทุนนิยม เขารู้หรือไม่ว่าจะทำสิ่งใดเพื่อให้ "รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี" (ไม่ใช่แค่ทำแล้วรู้สึกดี,เพลิดเพลิน) โดยสามารถทำการรักษาความสัมพันธ์แบบเชิงรุก (บอกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นคนดี) มิเช่นนั้น จะลงเอยด้วยการคิดแบบ เพลงรัก คือ ดี - ชั่ว หรือ การรอให้อีกฝ่ายเอาคุณค่ามาป้อนให้อย่างเดียว (และจะรู้สึกเสีย Self เมื่อไม่ได้รับ)

โดยสรุปก็ คือ ทัศนคติที่มีในเพลงรักหลาย ๆ เพลง อาจทำให้เราเข้าใจผิดว่า "วิธีที่ทำให้ความรักดีคืออะไร" มันทำให้เรามองความรักแบบ แบนๆ คิดแต่ว่าใครจะดี ใครจะชั่ว เราจะรับคนเข้า คัดคนออกยังไง จนลืมในส่วนของการสร้างบรรยากาศที่รักษาคนให้อยู่ยังไง หรือ เมื่อความรักมันเกิดขึ้นแล้ว (และ "ความรักมันก็ไม่เลือกเวลาเกิด") เราจะทำให้คนที่เรารักนั้น ไม่ว่าเขาจะเคยดีหรือชั่ว ให้กลายเป็นคนดียังไง ซึ่งมันไม่ใช่การ "รอ" ให้คนชั่วกลายเป็นคนดีแบบลมๆแล้งๆ แต่คือการ รุกเข้าไปเลย ว่าเขาพร้อมเติบโตไปกับเรา (ในแนวที่เราเชื่อ) หรือไม่ ถ้าไม่ ก็เป็นสัญญาณบอกแล้ว ว่าไม่ควรไปต่อ

สิ่งที่น่ากลัวจริงๆสำหรับความรักแล้ว ไม่ใช่เรื่องดี-ชั่วเลย
หากแต่เป็น "ความเชื่อ" ต่างหาก ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ
ที่จะกำหนดพฤติกรรมให้คนๆนึงทำ ดีหรือชั่ว ในระยะเวลาต่อมา





SHARE
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,HR,RappeR
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บ.ก.กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper วงซ้ายจัดชื่อ กบฏสบถ และตีกลองให้วง Kalibut เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments

Nobita_sung
9 months ago
โดนใจมากครับสำหรับบทความ เราเติบโตมากับนิยามความรัก ที่สื่อและสังคมสร้างขึ้น
ซึ่งในความจริง ความรักไม่มีนิยามและออกแบบไม่ได้ครับ
Reply
K_Kabot
9 months ago
ขอบคุณคร้าบ
peterpanpkm
9 months ago
โดนใจมากค่ะ ชอบมาก เราอาจเป็นคนชั่วในสายตาคนที่เคยมองเราดีก็ได้
Reply
K_Kabot
9 months ago
จริงครับ