Back to old Valentine's day
คุณจำได้มั้ยว่าคุณเคยตื่นเต้นกับเทศกาลแห่งความรักนี้มากเท่าไร ครั้งสุดท้ายที่ถือดอกกุหลาบไปให้ใครสักคนคือปีไหน และใครที่เป็นเดอะเบสออฟ วาเลนไทน์ ของคุณ

คนที่เราจะเล่าต่อไปนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี เพราะถ้านับจริงๆก็คงไม่ใช่แฟนคนแรก แต่เค้าเป็นคนแรกที่ทำให้เรารู้ว่า ความรักแบบที่แม่มอบให้พ่อจริงๆเป็นอย่างไร

ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ธรรมดาแสนน่าเบื่อหลังจากผ่านพ้นช่วงสัปดาห์กีฬาสีแสนวุ่นวายมาหมาดๆ เราได้พาร่างกายอัน(ทำเป็นว่า)เหนื่อยล้าของตัวเองมาทิ้งไว้ที่บ้านของเพื่อนสนิท ที่เป็นเพื่อนคนแรกที่เรารู้จักในชีวิตนี้เลย รู้จักกันตั้งแต่เข้าอนุบาลวันแรก จนถึงตอนเข้ามัธยมก็คิดว่าจะแยกกันเรียนคนละที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ตามมาเรียนด้วยกันจนได้ จนถึงตอนนี้ก็น่าจะ 17 ปีแล้วมั้งที่รู้จักกันมา(บอกทำไม) 

วันนั้นเราก็ไปบ้านเพื่อนคนนี้อย่างที่ชอบทำนั่นแหละ แต่วันธรรมดาก็สามารถเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาลได้ด้วยรูปถ่ายเพียงรูปเดียว 

ในช่วงกีฬาสีเพื่อนสนิทเราคนนี่เนี่ยก็เล่นถ่ายรูปกับกลุ่มของตัวเองเยอะแยะไปหมดเลย ซึ่งมันก็เอามาอวดให้เราดูอย่างที่เด็กผู้หญิงจะชอบทำนั่นแหละนะ เราก็ไม่ได้ว่าอะไร มันให้ดูเราก็ดูไป แต่แล้ว ... มันก็มีรูปหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ใจกระตุก 
คุณเชื่อในรักแรกพบกันหรือเปล่า
เรายังคงจำรูปรูปนั้นได้ดี เป็นรูปของเด็กผู้หญิงสองคนที่มีฉากหลังคือโรงปิงปองทีี่ี่ี่ี่ี่เด็กในโรงเรียนนี้ทุกคนต้องเคยใช้บริการ คนทางด้านซ้ายของรูปเป็นเพื่อนเราเองที่่่่่่่รับหน้าที่ถือกล้อง ส่วนคนทางด้านขวาก็เป็นใครบางคนที่เราไม่่่่รููููู้้้้จัก แต่เค้าสวย ฟิลเตอร์รูปตอนนั้นก็จะออกโทนสีส้มๆหน่อย เพราะมือถือที่มีกล้องหน้าดีๆมันพึ่งจะฮิิตกัน คาเมร่า 360 ยััััััังไม่มีด้วยซ้ำมั้งตอนนั้น(ทายอายุคนเขียนอยู่สินะคะ.หัวเราะ) แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะคนนั้นๆเค้าสวยจริิิงๆ แม้ว่ารูปภาพมันจะส้้มสักแค่ไหนก็็็็ตาม

ด้วยความที่ตัวเองชอบผู้หญิงมาตั้งแต่จำความได้หรือว่าแค่เพียงอยากรู้จักเพื่อนของเพื่อนหรืออะไรไม่มั่นใจ เราได้แต่มองดูรูปนั้นซ้ำๆอยู่อย่างนั้นก่อนจะตัดสินใจถามเพื่อนสนิทเราไปว่า คนในรูปชื่ออะไร ซึ่งเพื่อนเราก็บอกมาโดยไม่ได้ปิดบัง และแน่นอนว่าไขสันหลังเรามันอาจจะทำงานไวกว่าสมอง เราถามออกไปเลยว่ามีเฟสเค้ามั้ย และเค้ามีแฟนหรือยัง ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนเราก็ไม่มีเฟสหรือรู้เรื่องอะไรมากหรอก เพราะพึ่งอยู่กันมาได้ไม่นาน

นึกๆไปก็ตลก แค่รูปถ่ายเพียงใบเดียว แต่มันกลับทำให้เรารู้สึกได้เลยจริงๆว่า เราชอบเค้า ในทันทีทั้งๆที่ตัวจริงเราก็ไม่เคยเห็น ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายแล้วเราก็ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปในวันนั้น แต่เราก็ยังคงแยปๆถามเพื่อนเราให้มันขอเฟสคุณคนสวยให้เราอยู่เสมอ พร้อมทั้งให้ถามมาให้ด้วยว่าเค้ามีแฟนมั้ย แต่อย่าลืมออกตัวให้เราไว้ด้วยนะว่าไม่ได้จีบ แค่อยากรู้จัก (ไม่จีบนะ แต่ถามว่ามีแฟนมั้ย // ตอนนั้นเด็กค่ะ แก้ตัวไม่เก่ง)

สุดท้ายจนแล้วจนรอด ในเย็นวันนึงเพื่อนเรามันก็กลับมาพร้อมชื่อเฟสคุณคนสวยคนนั้น แต่ไม่รู้ว่ามันไปบอกเค้ายังไง เพราะเค้าฝากแมสเสจผ่านมันมาบอกเราว่า 'ไม่มีแฟนนะ แต่อย่าจีบเลย ไม่ได้ชอบผู้หญิง' เอาจริงๆเราก็แอบคอตกอยู่หน่อยๆเหมือนกันนะ เพราะไม่เคยรู้สึกว่าอยากรู้จักใครเท่าเค้ามาก่อนเลย แต่ก็คิดอยู่ในใจว่าเค้าก็ให้เฟสเรามานี่หว่า ก็คงไม่แย่ขนาดนั้นมั้ง น่าจะแอดไปเป็นเพื่อนกันได้

ดังนั้นเมื่อวันหยุดมาเยือนอีกครั้ง ตัวเราซึ่งบ้านไม่มีอินเทอร์เน็ตก็หอบสังขารพร้อมการบ้านมาที่บ้านเพื่อนเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเข้าเฟสแล้วแอดคุณคนสวยด้วยใจตุ๊มๆต่อมๆ ซึ่งเราถามเพื่อนตัวเองอยู่นานว่าใช่เฟสนี่แน่มั้ย เพราะเค้าไม่เอารูปตัวเองตั้งเป็นโปรไฟล์ แต่เค้าใช้รูปเต่าสีเขียวที่ชื่อว่า แซมมี่ ตั้งแทน และแน่นอนว่าพอแอดเค้าไปแล้วปุ๊บ เราเองที่อยากทำอะไรให้มันเหมือนๆเค้าบ้างแม้จะไม่รู้ว่าเค้าจะอยากรู้จักเรามั้ย ก็ไปทำการอ่านเรื่องย่อคร่าวๆของเจ้าเต่าตัวนี้พร้อมทั้งเปลี่ยนวอลเปเปอร์เฟสตัวเองให้กลายเป็นรูปจากการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องนี้เช่นกันทั้งๆที่ไม่เคยดู (พยายามเนาะ)

แล้วสุดท้ายจนแล้วจนรอดเค้าก็รับแอดเฟสเราในเวลาไม่นาน ก็คือน่าจะไม่กี่ชั่วโมงในวันนั้นแหละ ซึ่งตอนนั้นในใจเรากรี๊ดดังไปถึงดาวอังคารแล้ว แต่เก็บอาการอยู่ เพื่อนเราก็บอกนะว่าทักไปสิ บอกคุณเค้าไว้ให้แล้ว แต่เราก็ไม่กล้าไง ก็เค้าบอกไว้แล้วว่าไม่ชอบผู้หญิง ถ้าทักไปทำอะไรเด๋อด๋าจะอดหมดทุกอย่าง เพื่อนก็ไม่ได้ มากกว่านั้นคงไม่ต้องหวัง แต่ทุกคนรู้อะไรมั้ย ...
เค้าทักเราก่อน
ซึ่งการทักครั้งแรกไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไรนัก เพราะแชทเรามันไม่เด้ง จนเค้าต้องทักมาถามเพื่อนที่มันนั่งข้างๆเรานี่แหละว่า 'อยู่กับ...หรือป่าว บอกให้ตอบหน่อย ทักไปแล้ว' ตอนนั้นที่เพื่อนยื่นแชทที่คุยกับคุณเค้าให้ดูคือสมองอ๊องไปชั่วขณะ พอสติกลับมาก็รีบกลับไปเปิดแชทดูแล้วก็พบว่า ... ใช่ เค้าทักเราก่อนจริงๆ :)

รูปประโยคยอดฮิตในตอนนั้นไม่ใช่ สวัสดี แต่เป็น 'ทักนะ ... ใช่มั้ย'

เราปลื้มที่เค้าทักเราก่อนไม่พอ แต่ปลื้มที่เค้าพิมพ์ชื่อเล่นเราถูกหมดด้วย คือชื่อเล่นเราพิมพ์ยากอ่ะ ต้องกดชิพสองครั้ง คนอื่นก็จะแค่พิมพ์ให้อ่านออก แต่เค้าพิมพ์ถูกตลอดเลย ไม่ว่าจะวันแรกหรือวันไหน ถ้าต้องพิมพ์ชื่อเรา เค้าจะพิมพ์ถูกเสมอ

ในวันแรกของการคุยกันก็ไม่มีอะไรมากเลย เค้าก็แค่ถามว่าใช่เรามั้ย ชอบแซมมี่เหมือนกันหรอ ซึ่งแน่นอนว่าวันนั้นเราก็ตอบไปก่อนแหละว่าใช่ ชอบนะ น่ารักดี ทั้งๆที่พึ่งจะรู้จักเจ้าเต่านี่และเปลี่ยนรูปวอลเปเปอร์ไปไม่ถึง 6 ชั่วโมงดีด้วยซ้ำ ประโยคทั่วไปอย่างถามว่าทำอะไรอยู่ ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อย่างง่ายดาย เราจำไม่ค่อยได้แล้วว่าวันแรกนั้นคุยอะไรบ้าง แต่บางประโยคก็จำได้เลือนลางแต่ความรู้สึกแจ่มชัดในใจ เช่นว่า ...

เค้า : แล้ว ... ทำอะไรอยู่
เรา : ฟังเพลง
เค้า : เพลงอะไร
เรา : ไกลแค่ไหนคือใกล้ - getsunova
เค้า : (เงียบไปฟังเพลงแปปนึง)
       เคยส่งเพลงให้ใครป่าวเนี่ย
เรา : ไม่นะ พึ่งเคยส่งให้คนแรกเลย

เราไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เพราะเราไม่ได้เคยคุยกับใครแบบนี้ เราเด็กเรียนนิดนึง(จริงๆนะ ไม่ได้โม้.หัวเราะ) ไม่ค่อยจิ๊จ๊ะกับใคร เฟสก็พึ่งมาเล่นจริงๆจังๆตอนขึ้นมัธยมมาได้สักพัก ดังนั้นเค้าจึงเป็นคนแรกที่เราทำอะไรแบบนี้ให้ ซึ่งดูๆไปแล้วเราก็คิดว่าค่อนข้างเขินอยู่ ที่ส่งเพลงอะไรแบบนั้นไปให้เค้า ทั้งๆที่เค้าก็รู้อยู่ว่าเราชอบเค้า และเราก็รู้ว่าเค้าพึ่งฝากเพื่อนเรามาบอกว่าเค้าไม่ได้ชอบผู้หญิงเหมือนกัน แต่วันนั้นเราไม่ได้ถามไถ่กันตรงๆว่า ชอบหรอ จะจีบหรอ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีมากๆเพราะแค่เค้าทักเรามาแค่นี่มันก็เกินคาดแล้ว

แต่รู้อะไรมั้ย ... คนที่เค้าไม่มีใจเค้าไม่ทักอีกฝ่ายก่อนหรอก

เราคิดแบบนั้นมาตลอดจริงๆนะ แม้ว่าเราจะไม่ได้หน้าตาดีมากขนาดนั้น และแม้ว่าเค้าจะฝากเพื่อนเรามาบอกแล้วว่าตัวเค้าไม่ชอบผู้หญิง แต่การทั้งๆที่เค้าทักมาก่อนโดยที่รู้ว่าเรามีแนวโน้มจะจีบเค้านี่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เริ่มจากเฟรนด์โซน :)

ตั้งแต่วันนั้นที่ได้คุยกันเราก็แอบขอเบอร์เค้ามานะ ซึ่งเค้าก็ให้เรามาตรงๆนั่นแหละ ง่ายมาก ทุกอย่างดูง่ายดายไปหมด แต่เราก็ไม่เคยกล้าโทรไปสักที เหมือนขอมาดองไว้ในบัญชีรายชื่อโทรศัพท์ สุดท้ายก็ได้แค่ทักไปคุยในเฟสทุกวัน

เรียกว่าเป็นกิจวัตรประจำวันของเราเลย ช่วงนั้นเราจะต้องรีบกลับมาทำการบ้านให้เสร็จ พอฟ้ามืดเราก็จะสมัครโปรเล่นเน็ตแล้ว จำโปรแน่นอนไม่ได้แล้ว รู้สึกเหมือนจะเป็น สี่หรือห้าทุ่มถึงตอนเย็นๆของอีกวัน แต่เอาเจ้าจริงคุยถึงเที่ยงคืนนิดๆเค้าก็ไปนอนแล้ว แล้วเรื่องที่คุยกันทุกวันก็เหมือนไม่ใช่การคุยที่จะทำให้คุยได้นานด้วยนะ แต่คุยกันแค่นี้จริงๆ ประมาณว่า

เค้า : จะนอนยัง
เรา : รอแกนอนก่อน
เค้า : ไม่เอา แกนอนก่อนดิ
เรา : แกแหละนอนก่อนเลย
เค้า : ดึกแล้ว ไปนอน
เรา : ก็ดึกแล้วไง แกไปนอนสิ

เนี่ย คุยกันอยู่แค่นี้เกือบทุกวัน เวลาหมดมุกจะคุยก็ไล่กันไปนอนอย่างเดียว แล้วคุยแบบนี้กันนานมากนะ ไม่เบื่อด้วย  แต่ไม่เราก็ไม่เคยบอกชอบเค้า และเค้าก็ไม่เคยบอกด้วยว่าคิดกับเรายังไง 

ทุกวันตอนเช้าหลังจากส่งการบ้านเรียบร้อยแล้วเราจะมานั่งกับกลุ่มเพื่อนเค้า ซึ่งเราก็เนียนว่ามากับเพื่อนสนิทเรานั่นแหละ ได้มานั่งๆมองๆให้เห็นเค้าทุกวันโดยไม่ต้องคุยกันก็เอาละ แล้วเราก็ชอบ'จ้อง'เค้าเวลาเข้าแถวด้วย จ้องจริงๆ ชนิดที่เรียกว่าแถวห่างกันแค่ไหน อยู่หลังหรืออยู่หน้าเราก็จะหาองศาเอี้ยวตัวไปจ้องเค้าจนได้ จ้องจนเค้าอึดอัดจนต้องมาบอกในแชททีหลังว่า เลิกจ้องได้แล้ว (หัวเราะ) 

ใช้เวลาตื้อเค้าอยู่นานเหมือนกัน เห็นแบบนี้จริงๆก็เล่นตัวเก่ง รู้ว่าเราจ้องเรามองก็ทำเป็นไม่สนใจ พอกันตัวกันเป็นๆก็เลือกที่จะเมิน เจอหน้ากันก็ไม่ทัก แต่ในแชทคือคุยเก่งมาก

ที่โรงเรียนเคยมี English camp ครั้งนึง จัดในโรงเรียนเองนี่แหละ จำไม่ได้เหมือนกันว่ามาเองหรือตามเค้ามา แต่สุดท้ายเราก็มาร่วมด้วย วันนั้นทำกิจกรรมทั้งวันเลย แต่ก็พอให้มีช่วงไปแวะแต๊ะอั๋งเค้า(ทางสายตา)บ้าง ช่วงบ่ายตอนพักเหมือนเค้าจะบ่นปวดแขนมั้ง เพื่อนสนิทเราก็เลยไปนวดให้ เราก็เนียนๆไปนั่งด้วย ทำเป็นเล่นมือถือแต่จริงๆคือหยิบออกมาถ่ายรูปเค้า จะใช้คำว่าแอบก็ไม่ได้ 100% ด้วยสิ เพราะจริงๆเค้าน่ะรู้ตัวอยู่ตลอด แต่ไม่เคยพูดอะไรเลย แถมยังนั่งนิ่งๆให้เราถ่ายรูปด้วยซ้ำ ถามว่าเรารู้ได้ยังไงว่าเค้ารู้ตัว ... เพราะว่าบางรูปเค้าก็อมยิ้มแล้วทำเป็นไม่มองกล้องไง การแสดงถ้ามันเฟคก็ดูออกใช่มั้ยล่ะ (ยิ้มขำ)

แล้วก็กิจกรรมฐานสุดท้ายในวันนั้นค่อนข้างเละเทะเลยแหละ มีให้วาดลิปสติกเต็มหน้า ซึ่งเค้าก็โดนเต็มๆ เราเห็นแล้วว่าเค้าเช็ดไม่หมด ก็เลยใช้การเนียนหรือบังคับก็ไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็เป็นเรานี่แหละที่เช็ดหน้าให้เค้า เช็ดแบบใกล้มากๆ 

อยากจะบรรยาหน้าเค้าให้คนอ่านเข้าใจมากว่าเค้าสวยแค่ไหน แต่ไม่สามารถจริงๆ สำหรับเรา ในชีวิตนี้เรายกให้เค้าเป็นคนที่สวยมากๆคนนึงเลยนะ โดยเฉพาะดวงตากับคิ้ว เคยมีคนบอกเราเสมอว่าเราอ่ะตาสวยเหมือนตาปลาซึ่งเราพราวมากเลย แต่พอมาเจอเค้า ก็กลายเป็นเรานี่แหละที่เป็นคนชมเค้าในใจเสมอเหมือนกันว่าเค้้าอ่ะสวยมาก สวยมาตั้งแต่ตัวยังดำๆเป็นเด็กกะโปโล ตาสวย สวยเหมือนตากวาง คิ้วก็สวย มันรัับกับจมูกกับปากเค้าไปหมด ยิ่งโตก็ยิ่งสวย สวยแค่ไหนดีล่ะ ... ก็็็็็็็็็็็็็คือสวยพอให้เราชอบตั้งแต่เห็นรูููููููููููููููููููููููููููููููููููููููปแล้วกันเนาะ (หัวเราะ) 

สรุป English camp วันนั้นก็ได้เช็ดหน้าเค้าไปตามระเบียบ แต่ก็เหมือนเดิมคือไม่คุยกัน เราก็ยืนเช็ดหน้าไปเงียบๆ ส่วนเค้าก็ยืนนิ่งๆมองนกมองไม้ให้เราเช็ดไปเรื่อย ประดุจว่ากลัวดอกพิกุลจะร่วง แต่พอถึงบ้านก็แชทกันสนั่นว่าเช็ดใกล้จัง หน้าเนียนจัง เหมือนคุยกันต่อหน้าไม่ได้เพราะเค้ากลัวเพื่อนจะล้อ ซึ่งเอาจริงๆเพื่อนก็รู้อยู่ดีว่าคุยกัน

ช่วงม.ต้นปีแรก ที่โรงเรียนเราจะให้ผู้หญิงเลือกว่าจะเรียนยุวกาชาดหรือบำเพ็บประโยชน์ ซึ่งก็คือดวงดีที่เรากับเค้าเลือกยุวกาชาดเหมือนกัน โมเมนท์ใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ปีแรกโรงเรียนก็จะให้เข้าในโรงเรียนก่อน แต่วันสุดท้ายก็จะพาไปออกนอกสถานที่ วันที่อยู่ในโรงเรียนเราไม่ค่อยได้เจอเค้าหรอก เพราะเราก็ต้องอยู่กับเพื่อนเรา มีทำเนียนเดินผ่านเค้าบ้างแค่นั้น ยิ่งวันสุดท้ายที่ออกนอกสถานที่คือหาจังหวะไปอยู่ใกล้ตัวเค้ายากมาก แต่ก็แอบมองเค้าไกลๆแหละ เราจำได้ว่าปีนั้นโรงเรียนพาไปกองบิน 46 ให้โดดหอด้วย เราอ่ะโดดได้สบาย เพราะตอนประถมโรงเรียนเคยให้โดดแล้ว แต่พอถึงคิวเค้านี่สิ เราแอบหัวเราะอยู่ข้างล่างนานมาก จะเป็นห่วงก็เป็นห่วง แต่เค้ากรี๊ดได้ตลกมากจริงๆ ลีลาเยอะเหลือเกินไม่ยอมโดดสักที ไม่รู้ว่าพี่ๆทหารต้องถีบข้อพับลงมาหรือป่าว (หัวเราะ)

พอหมดวันช่วงที่เรียกรวมตัวก่อนจะขึ้นรถกลับบ้าน หลังจากที่ตะลุยฐานต่างๆมากมายมาอย่างทุลักทุเล สภาพแต่ละคนก็มอมแมมไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำเสียเท่าไร เราหันไปเจอหน้าเค้าโดยบังเอิญแล้วก็อดจะขำไม่ได้ แต่ก็นะ ... ขนาดโคลนแห้งเกรอะกรังติดเต็มหน้าเค้าก็ยังสวยอยู่ดีี สุดท้ายเราก็ถือวิสาสะเอามือไปเกะโคลนออกจากหน้าเค้า นอกจากเราจะชอบเค้าเก่งก็อาจจะเช็ดหน้้้้้้าให้เค้าเก่งด้วยก็ได้ 

แล้วก็ไม่คุยกันในชีวิตจริงอยู่อย่างนี้นานมาก จนวันนึงเราก็ถามในแชทว่า ทำไมเจอตัวจริงทีไรถึงไม่คุยกันเลย เค้าก็ตอบกลับมานะว่า 'งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้จะคุยด้วยนะ รอดูได้เลย' สรุปคือวันต่อมาเรายืนอยู่ในโรงอาหาร เจอเค้านั่นแหละ เค้าเห็นเราแล้วแต่ก็ตั้งท่าจะเดินงุดๆหนีไป เราก็เลยพูดให้เค้าได้ยินว่า 'ไหนว่าจะคุยไง' แต่เค้าก็เดินผ่านไปเฉยๆ เราไม่ได้หงุดหงิดใจอะไร กลับกันคือเราแต่ส่ายหน้าเบาๆแล้วยิ้มเล็กๆให้ความไม่กล้าของเค้า แต่เมื่อเราหันไปดูร้านอาหารรอบตัวเพื่อจะตัดสินใจว่ามื้อนี้จะกินอะไรดี ก็รับรู้ถึงแรงสะกิดที่หัวไหล่เบา พอหันไปก็เห็นว่าเป็นเค้าอยู่ใกล้ๆ และก่อนที่จะได้เอ่ยถามอะไร เค้าก็ชิงพูดมาก่อนว่า 'คุยนะ' แล้วก็เดินจากไป ก่อนจะพ้นจากจุดที่สายตาพอจะมองได้เห็นเค้าก็ยังหันกลับมายิ้มให้อีกรอบอีกด้วยซ้ำ

'คุยนะ อ่อ ที่บอกว่าจะคุยด้วยคือพูดว่าคุยนะ' ร้ายจริงๆผู้หญิงคนนี้

มีครั้งนึงที่ห้องของเค้าเคยถูกเลือกไปรำคีตะมวยไทย เช้าวันนั้นเรากลัวจะมาไม่ทันเจอเค้ามากเลย เพราะปกติเจอหน้ากันจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็มาทันเจอเค้านะ แต่เค้าก็อยู่บนรถไปแล้ว เราก็เลยเดินๆเลียบๆเคียงๆไปดูว่าเค้าอยู่ตรงไหน และแน่นอนว่าตอนนั้นเค้าก็ไม่ใจร้ายกับเราขนาดนั้น เค้าเห็นเราเค้าก็เรียกชื่อเราแหละ แล้วก็ยิ้มให้ ส่วนเราก็ยิ้มตอบ มีเสียงโหวกเหวกโวยวายผิวปากเล็กๆลอยมาจากหลังรถ คงเพื่อนเค้าแหละที่แซว สงสัยพ่อเป็นวงมโหรีมาก่อน(หัวเราะ) ก่อนรถจะออกเค้าก็ยื่นซูโม่มาให้เราซองนึง จำได้ว่าเก็บไว้นานมากกว่าจะยอมแกะกิน จนยายเกือบจะเอาไปทิ้งขยะอยู่แล้วเพราะแช่เย็นมาเป็นเดือนๆ

ช่วงหลังๆมาเราคุยกับเค้าในชีวิตจริงบ่อยขึ้น เดินไปส่งเค้าที่รถตู้บ่อยขึ้น เค้าเคยเรียกเราให้หันไปเพื่อให้พี่สาวเค้าดูด้วยว่าเราคนไหน พอพี่สาวเค้าเห็นเราก็พยักหน้าหงึกหงัก อมยิ้มเอ็นดูล่ะนะ แหม ก็ตอนเด็กๆเราน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ (เข้าสู่โหมดอวยตัวเองเนาะ) 

แล้วก็คุยโทรศัพท์กับเค้าได้แล้วด้วย แต่ว่าเวลาจะคุยกันก็คือต้องเป็นเวลา ต้องรอให้พ่อแม่เค้านอนให้หมดก่อน เค้าถึงจะฉุกเฉินค่าโทรหมดมาให้เราโทรกลับไป เวลาจะคุยกันก็คือลำบากเหลือเกิน เค้าคุยเสียงเบาราวกับกระซิบไม่พอ ยังต้องเปิดเพลงเพื่อไม่ให้พ่อกับแม่เค้าได้ยินอีก พิสูจน์ใจกันมากๆเลยนะ เพราะปกติเราเป็นคนขี้รำคาญเวลาคุยโทรศัพท์แล้วเสียงรอบข้างมันดังจนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไร แต่กับเค้าเรายอมหมด จำได้ว่าต้องสมัครโปรโทรฟรีห้าทุ่มถึงห้าโมงเย็นทุกวันศุกร์กับเสาร์เลย วันธรรมดาคุยไม่ได้เพราะเค้านอนกับที่บ้าน ศุกร์กับเสาร์นอนดึกได้ก็คุยได้แค่นั้น 

แล้วความสัมพันธ์ของเรามันก็ดีขึ้นเรียกว่ามากก็น่าจะได้ มากเสียจนกระทั่งวันนึงเราตัดสินใจที่จะบอกชอบและขอเค้าคบ แอบมั่นใจนิดนึงแหละว่าเค้าจะตกลง แต่ก็ ป่าว ... หน้าเสียอยู่ไม่มากไม่น้อย แต่ดีนะที่ไม่ได้ขอต่อหน้า (หัวเราะ) เค้าก็คงรู้แหละว่าเราเสียเซล์ฟ แต่เค้าก็ไม่ได้ปฏิเสธซะทีเดียวนะ เพราะเค้าบอกว่าขอเวลาเดือนนึง แล้วจะให้คำตอบใหม่ ซึ่งเราอ่ะโอเคอยู่แล้ว ถ้าเป็นคนนี้ยังไงเราก็รอได้ (หลงอ่ะ ยิ่งกว่าหลง)

ตลอดเวลาที่คุยกับเค้ามาก่อนจะคบ เรารู้สึกเหมือนว่าจะบอกกับเค้าว่าเราชอบไม่ถึงห้าครั้งด้วยซ้ำมั้ง ปากหนักเท่าวาฬสีน้ำเงิน เน้นทำเอาสม่ำเสมออย่างเดียวเลย โปรโมชั่นคนดีเพื่อเค้าสุดๆ จนผ่านไปได้แค่ 2 อาทิตย์หลังจากที่ขอคบครั้งแรกไป ไม่รู้เค้ารีบอะไร จู่ๆเค้าก็มาบอกเราว่า 'ที่เคยขอไว้มีคำตอบให้แล้วนะ' แล้วเค้าก็ให้เราโทรกลับไป 

เข้าสู่วันใหม่ของเข้าวันที่ 16 ธันวา ก็คือคุยกันข้ามคืนว่ากันง่ายๆ เราก็ถามเค้าอยู่หลายรอบมากว่าคำตอบคืออะไร เค้าก็เฉไฉ แกล้งให้เราบอกชอบอยู่นั่นเอง แล้วเราก็บ้าจี้มากพอที่จะตะโกนดังลั่นบ้านด้วยนะ ไม่รู้ว่าในใจคุณยายเราในวันนั้นจะเหลาไม้เรียวมาฟาดเราหรือยัง(หัวเราะ) มุกที่เรายังจำได้ดีที่สุดจนมาถึงตอนนี้ขณะที่พิมพ์อยู่คือ เค้าบอกให้เรา นับ 1-300 แล้วจะตอบคำถาม เราก็นับนะ นับทีละ 1 ทีละ 10 ทีละ 15 โกงเค้าไปเรื่อย เค้าก็เลยแกล้งให้เรานับใหม่ๆอยู่เรื่อยเช่นกัน จนเรางอแง เค้าก็เลยบอกว่าให้เราขอใหม่สิ แล้วเค้าจะตอบ ...

- เค้าชอบแกนะ เป็นแฟนกับเค้ามั้ย
- อือ

เนี่ย บทจะง่ายมันก็ง่าย แต่กว่าจะง่ายแบบนี้มันไม่ผ่านที่ยิ่งกว่ายากมากเยอะมาก แต่การได้เป็นแฟนกับคนที่ชอบอ่่่่่ะมันดีมากจริงๆนะ 



แต่คงจะดีมากกว่าถ้าเรารักษาความสัมพันธ์นี้ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ...





















SHARE
Written in this book
TRUST's
Writer
TRUSTPHm
the truth
Just close your eyes but keep your mind wide open

Comments

Greta
6 months ago
อ่านแล้วยิ้มตามเลยคะ 

Reply
bboncg
6 months ago
น่ารักมากๆเลยค่ะ อ่านแล้วนึกถึงตัวเองตอนแอบชอบรุ่นพี่555
Reply
Sunflower38
6 months ago
อบอุ่นหัวใจมาก ฮือ ของเราเจอ 'ถึงเที่ยงคืนแล้วจะบอก' ตอนนั้น 5 ทุ่มกว่า ฉันก็รอไปเถอะ อยากให้นาฬิกาเดินเร็วๆ 5555555
Reply
Faiifaii_1a
6 months ago
ทำให้นึกย้อนไปสมัยมัธยมฯเลยอะ​ น่ารัก^^
แต่ประโยคสุดท้ายที่ว่า​ ''​แต่คงจะดีมากกว่าถ้าเรารักษาความสัมพันธ์นี้ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ...''​
ใจก็หน่วงๆตามเลยนะ
Reply