ชีวิตอย่างช่างฝีมือ ความหมายของมืออาชีพ พลังอย่างมือสมัครเล่น
1
แต่ละคนย่อมมีแนวทางการใช้ชีวิตแตกต่างกันไป เพราะจุดมุ่งหมายในชีวิตคนเราต่างกัน
ถ้าอยากมุ่งเรื่องการทำเงิน ให้ศึกษารูปแบบวิธีการทำเงินสี่แบบจากหนังสือ “เงิน 4 ด้าน” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ 
ถ้าอยากเพิ่ม productivity ให้การทำงานและดำเนินธุรกิจในยุคดิจิตอล ต้องอ่าน “ทำน้อยแต่รวยมาก” (The 4-Hour Work Week) ของทิม เฟอร์ริส
ถ้าอยากละทางโลก ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับวัตถุสิ่งของแล้ว ก็คงต้องไปศึกษาธรรมะ

แต่ละคนย่อมมีแนวทางการดำเนินชีวิตแบบที่ตนเองต้องการ 
ส่วนเรา ดูเหมือนแนวทางที่เราชอบ คือแนวทางการดำเนินชีวิตแบบช่างฝีมือ


2
การดำเนินชีวิตแบบช่างฝีมือ เป็นวิธีการหาเงินและใช้เวลาชนิดที่โรเบิร์ต คิโยซากิต้องส่ายหัว และทิม เฟอร์ริสต้องส่ายหน้า เพราะนอกจากจะไม่ทำเงินมหาศาลให้แล้ว ยัง productivity ต่ำเหลือเกิน

คิโยซากิจัดหมวดช่างฝีมือไว้ในเงินด้านแรก ด้านเดียวกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (เช่น แพทย์ ทนายความ สถาปนิก นักบัญชี) และผู้ประกอบการขนาดเล็ก

ความเหมือนกันของคนในหมวดนี้คือ ศิลปิน ช่างฝีมือ คนทำงานเฉพาะทาง และผู้ประกอบการรายย่อย ต้องคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ชั่วโมงการทำงานยาวนาน ต้องเผชิญความเครียดเรื่องกระแสเงินสดและปัญหาจุกจิกประจำวัน เงินด้านนี้เป็นการหาเงินด้วยวิธีที่เหนื่อยที่สุดในเงินสี่ด้าน เพราะหากอยากมั่งมีมากขึ้น ตนเองก็ต้องทำงานมากขึ้น เพิ่มชั่วโมงทำงานมากเข้า

อุดมคติตามที่คิโยซากิเสนอคือการเป็นเจ้าของธุรกิจ(สร้างระบบ จัดการกระแสเงินสด จ้างคนมาบริหาร) และเป็นนักลงทุน (ใช้ทรัพย์สินสร้างสินทรัพย์ให้งอกงาม) หนังสือพ่อรวยสอนลูกของคิโยชากิ ทำให้คำว่า passive income และอิสรภาพทางการเงิน กลายเป็นศัพท์พื้นฐานชนิดที่คนไม่รู้เรื่องการเงินแม้แต่น้อยก็ยังเข้าใจ



ฝั่งทิม เฟอร์ริส แนะวิธีการสร้างกระบวนการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยตนเอง เจ้าของเข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อยที่สุด แต่ระบบก็ยังดำเนินต่อไปได้เรียบร้อยและทำเงินดี ทิม เฟอริสทำให้การเอาท์ซอร์สและจ้างฟรีแลนซ์ข้ามชาติกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะในขณะที่หนังสือ “ใครว่าโลกกลม” เล่าเรื่องของ virtual assistant ในฐานะบทความสารคดี ทิม เฟอริสคือนักธุรกิจที่เขียนหนังสือเล่าเรื่องสิ่งที่เขาใช้งานจริงและทำสำเร็จมาแล้วจริงๆ จน The 4-hour work week กลายเป็นคู่มือสามัญประจำตัวผู้ประกอบการยุคดิจิตัล

อุดมคติการทำธุรกิจของทิม เฟอริสคือตอบคำถามหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ใช้เวลาแค่วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น สัปดาห์ละ 4 วันก็พอ ส่วนเวลาที่เหลืออยากจะทำอะไรก็ทำ อยากกิน ดื่ม เที่ยว เล่นเซิร์ฟ คุยเล่นกับเพื่อนๆ หรืออยากจะใช้เวลาทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น


สมัยยังเด็ก เราคิดว่าหนังสือของคุณคิโยซากิและทิม เฟอร์ริส ตื่นตาตื่นใจจนเหมือนอ่านนิยายแฟนตาซี โลกของพวกเขาช่างหมุนไวและเกิดเรื่องมากมายรวดเร็วเหลือเกิน แต่มันไม่แฟนตาซีหรอก เพราะทั้งคู่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และพวกเขาเป็นนักธุรกิจที่ทำได้จริงในสิ่งที่ตัวเองบรรยายไว้ ผู้คนทั้งหลายลองทำตามที่ทั้งคู่แนะแนวทาง บางคนทำสำเร็จ บางคนก็ไม่ ใครๆ ก็รู้ว่าการใช้ชีวิตให้ได้ตามหนังสือเบสต์เซลเลอร์เขียนไว้ใช่ว่าจะทำตามกันได้ง่ายนัก

แต่เราเชื่อว่า ชีวิตคือการใช้ชีวิต และการใช้ชีวิตคือการใช้เวลา
หากใช้เวลาทำงานเพียง 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วเวลาที่เหลืออีกมากมายเหล่านั้นจะใช้ทำอะไรล่ะ?
อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีเงินมากเพียงพอจริงเหรอ?



3
มีคำตอบให้ตัวเองในระดับหนึ่ง หลังคิดเรื่องนี้มาหลายปี  
แต่พึ่งได้รับการยืนยันคำตอบเมื่อไม่นานนี้เอง

เราได้ฟังพ็อดคาสท์ Yaro Starak ว่าด้วยเรื่องอิสรภาพ 3 แบบ

ยาโรเป็นบล็อกเกอร์ที่เป็นดิจิตัลนอแมด มี passive income มีอิสรภาพทางการเงิน เราติดตามบล็อกและพ็อดคาสท์ของเขาบ้างเป็นระยะๆ เพราะเขาเขียนสนุกและน่าสนใจ ยาโรอายุเท่าๆ กับทิม เฟอร์ริส และเขาประสบความสำเร็จจากการเอาท์ซอร์สและใช้ virtual assistant พร้อมๆ กับที่ทิม เฟอร์ริสออกหนังสือเล่มโด่งดัง ...เนื่องจากเขาทำได้ด้วยตัวเองก่อนที่เฟอร์ริสจะออกหนังสือ เขาก็เลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับวิธีการที่เฟอร์ริสใช้สักเท่าไร

ปลายปี 2018 ยาโรเล่าว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาโฟกัสแต่เรื่องอิสรภาพทางการเงิน เพราะถ้าการเงินไม่มีปัญหา หากมีสินทรัพย์หรือระบบที่จะสร้างกระแสเงินสดให้ได้ตลอด ชีวิตก็น่าจะมีพร้อม สามารถทำทุกอย่างได้ มันน่าจะเป็นอย่างนั้น

แต่เขาก็บอกว่า การจะได้มาซึ่งอิสรภาพทางการเงินนั้น ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอิสรภาพทางเวลาไป

ถึงแม้จะเอาท์ซอร์ส ถึงแม้จะใช้ virtual assistant ใช้เรื่องความต่างของไทม์โซน ค่าแรง และค่าครองชีพมาช่วยแล้ว แต่การได้มาซึ่งอิสรภาพทางการเงิน ต้องแลกมาด้วยการทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ เขาไม่เห็นประโยชน์ของการหาเงินได้ แต่บีบบังคับให้เขาต้องทำอะไรที่ขัดกับความเชื่อ แถมยังไม่มีเวลาเพียงพอให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบได้อีก

สุดท้าย เขาจึงค้นพบว่า มีอิสรภาพอีกอย่างหนึ่ง (ที่หนังสือหมวดธุรกิจไม่พูดถึง) คืออิสรภาพทางใจ

แทนที่จะทำเงินได้มากมายจนไม่มีเวลาเหลือสำหรับกิจกรรมที่ตัวเองชอบหรือการได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก เขาเลือกที่จะทำเงินให้ได้มากเพียงพอกับไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองต้องการ เพื่อควบคุมการใช้เวลาอย่างที่ตัวเองอยากใช้ดีกว่า ความเข้าใจนี้ ยาโรเรียกมันว่า อิสรภาพทางใจ

(อาจจะรู้สึกว่า นี่มันก็เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เหรอ? อาจจะใช่ก็ได้นะคะ //ยิ้ม)


เหตุผลที่เราชอบแนวความคิดการใช้ชีวิตแบบช่างฝีมือ เพราะเราคิดว่ามันตรงกับสิ่งที่เราต้องการในชีวิตค่ะ มีรายได้เพียงพอแก่การเลี้ยงตัว และสามารถใช้เวลาไปกับการทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะอยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบให้ดีขึ้น ก็เลยต้องใช้เวลาเพื่อฝึกซ้อมและพัฒนาฝีมือตัวเอง




สัปดาห์ก่อน เราเขียนโพสต์เรื่อง 20 ข้อแตกต่างระหว่างมือสมัครเล่น vs มืออาชีพ

แต่ยิ่งศึกษามากเท่าไร คำว่า “มืออาชีพ” ก็ยิ่งดูเป็นนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ เราเห็นความหมายมันเป็นเพียงแค่ค่าๆ หนึ่งบนสเกลของความเป็นมือสมัครเล่น และความเชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ (Master) เท่านั้น

เช่น Mindset อย่างมือสมัครเล่น -------------------- Mindset อย่างปรมาจารย์
หรือ ทักษะอย่างมือสมัครเล่น -----------------------ทักษะระดับปรมาจารย์

อย่างน้อยเราก็ไม่ได้คิดอย่างนี้ไปเองคนเดียว เพราะเฮมมิงเวย์กล่าวว่า พวกเราล้วนเป็นเด็กฝึกหัดในศาสตร์ที่ไม่มีใครเคยสำเร็จเป็นปรมาจารย์

ทักษะความสามารถ ความถี่ในการฝึกซ้อม ลองวางตัวเองลงไปในสเกลนี้อย่างไม่หลอกตัวเอง ก็จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราเป็นมือสมัครเล่นแค่ไหน เป็นมืออาชีพแค่ไหน ประสบการณ์เกิดจากเวลาและการเรียนรู้ ดังนั้น คนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ สเกลของเราบนระนาบนี้ก็สามารถเลื่อนไปมาได้เช่นกัน


5
ดูเหมือนเราจะสับสนคำว่า “มืออาชีพ” กับ “การทำงานเลี้ยงชีพ” อยู่มากทีเดียว

ยิ่งศึกษามากเท่าไร คำว่า “มืออาชีพ” ในความหมายที่ใช้ในวงธุรกิจ ก็ยิ่งดูจะเป็นการมองจากบุคคลภายนอกเข้ามายังคนๆ หนึ่ง มากกว่าจะเป็นการตัดสินตัวเองเสียด้วยซ้ำ ว่าผลงานดีพอไหม วางตัวต่อสาธารณะดีพอรึเปล่า
 
นอกจากนี้ เรายังพบว่า ความเป็นมืออาชีพก็ดี ความเป็นมือสมัครเล่นก็ดี มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับ (1) รายได้ และ (2) ความชอบเลย คือเราอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ และมันจะสร้างรายได้หรือไม่สร้างรายได้ก็ได้เช่นกัน

เช่น
เมื่อมองดูผ้าทองดงามประณีต แต่ช่างทอผ้าได้ค่าแรงไม่มากนัก 
จะบอกว่าช่างทอไม่ใช่มืออาชีพ ก็คงไม่ใช่

หรือผู้เชี่ยวชาญฟิสิกส์ควอนตัมที่เกษียณอายุแล้ว จึงไปทำงานที่ปรึกษาอาสาสมัคร (ไม่ได้ค่าตอบแทน) 
จะบอกว่า เขาไม่ใช่มืออาชีพเหรอ?  
ก็ไม่น่าจะใช่.

ดังนั้น เราจึงคิดว่า การทำเป็นอาชีพ เป็นคนละเรื่องกับความเป็นมืออาชีพ และรายได้มากหรือน้อยไม่เกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพหรือเป็นมือสมัครเล่น


ในทำนองเดียวกัน ทุกคนน่าจะเคยเข้าร้านอาหารที่อยู่มาได้เพราะทำเลเป็นหลัก รสชาติอาหารไม่น่าจดจำ เป็นร้านที่กินเพียงครั้งเดียวก็ลืม และบรรยากาศจากพนักงานในร้านชวนให้สัมผัสได้ว่าเขาทำเพราะจำเป็นต้องทำเพื่อการดำรงชีพ พนักงานไม่ได้ชอบสิ่งที่กำลังทำอยู่แน่นอน

พนักงานไม่ได้ชอบสิ่งที่กำลังทำอยู่ ทักษะ(การทำอาหารและบริการ) ไม่ค่อยดี แต่เขาทำเพื่อเลี้ยงชีพ อย่างนี้จัดว่าพนักงานเป็นมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพดีล่ะ?

พอคิดแบบนี้ คำว่า “มืออาชีพ” จึงดูพร่ามัวมากในความเห็นของเรา
แต่ถ้าบอกว่าทุกคนคือมือสมัครเล่นในสนามของตัวเอง ดูเข้าใจง่ายกว่ากันตั้งเยอะ

ในความเป็นมือสมัครเล่น บนเส้นทางชีวิตของตัวเอง เราคือผลงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จะอัพเกรดตัวเองเป็นเวอร์ชั่น 2.5 เวอร์ชั่น 4.0 หรือเวอร์ชั่น 10.0 ก็แล้วแต่ความทุ่มเทพยายาม ความเอาใจใส่ และการฝึกฝน

ด้วยเวลาที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้ประสบการณ์เพิ่มพูน ทุกคนจึงเป็นมือสมัครเล่นที่เชี่ยวชาญขึ้นทีละน้อย หากว่ายังวนเวียนอยู่ในสนาม และไม่ถอนตัวออกมาเสียก่อน

หากพอใจที่เวอร์ชั่น 4.0 จะคงอยู่ที่เวอร์ชั่นนี้เรื่อยไปก็ได้ แค่หวังว่าจะไม่ตกรุ่นเร็วเกินไปนัก... เพราะสิ่งที่เราดูแลตนเองได้ก็มีเพียงภายในขอบเขตของตัวเรา ส่วนปัจจัยภายนอก จะอย่างไรก็ไม่สามารถควบคุมได้เต็มร้อยอยู่แล้ว





อีกเรื่องหนึ่งที่เราค้นพบคือ ความเป็นมืออาชีพเป็นเรื่องภายใน

มีแต่ตนเองต้องขัดเกลาตนเอง ทั้งในแง่จิตใจ ฝีมือ และการกระทำ 
อุปนิสัยดีๆ หลายอย่างจะมีได้ก็ด้วยผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไม่ว่าจะความอดทน เทคนิคการทำงาน การปล่อยวาง หรือการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว

Charles Finch เป็นนักเขียนคนหนึ่ง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับตัวเขา ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างนักเขียนมือสมัครเล่นและนักเขียนมืออาชีพก็คือ นักเขียนมือสมัครเล่น “เร่งรีบ” อยู่ตลอดเวลา รีบที่จะเขียนต้นฉบับให้เสร็จ รีบที่จะอีดิทให้จบ รีบที่จะตีพิมพ์มันออกมา เพื่อให้คนสรรเสริญว่านี่เป็นงานชิ้นเยี่ยม

เขาบอกว่าจะรีบขนาดนั้นก็ได้ แต่ตามสถิติ นักเขียนใหม่ที่ปล่อยงานเขียนเรื่องแรกออกมาแล้วได้รับการยอมรับในระดับมาสเตอร์พีซ ใน 50 ปีจะมีโผล่มาสักคนหนึ่ง ส่วนนักเขียนที่เหลือ มีมิตรแท้คือ “เวลา” เขียนให้จบ วางไว้ ลืมมันไป ผ่านไปสักอาทิตย์ ผ่านไปสักเดือน ค่อยกลับมาดูมัน ข้อผิดพลาดจะปรากฎเองแบบชัดเจนมากจนน่าแปลกใจว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงมองข้ามไปได้

ความรีบเป็นของมือสมัครเล่น ความอดทนอยู่คู่กับมืออาชีพ

บางที เราก็ติดนิสัยไม่ดีมาจากความเป็นเพอร์เฟคชันนิสเกินไป ของบางอย่างมันมีกันทันทีไม่ได้ ความอดทนก็ดี Growth Mindset ก็ดี หรือความยืดหยุ่นพลิกแพลงก็ดี มีได้เพราะต้องผ่านประสบการณ์มามากทั้งนั้น ที่เรายังเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ ก็เพราะประสบการณ์ไม่เพียงพอนั่นเอง

กว่าผลไม้จะสุก หรือไวน์จะบ่มได้ที่ ของบางอย่างได้มาเพราะ “เวลา” ดังนั้น ก็ควรให้ “เวลา” ได้ทำหน้าที่ของมันก่อนที่เราจะตัดสินตัวเอง

บางที สิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งคือการถอดใจเร็วเกินไป

อันที่จริง อาจไม่จำเป็นต้องเครียดเลยด้วยซ้ำ เรียกร้องตัวเองให้ทำได้สารพัดอย่างดีเลิศทุกอย่าง มันมากเกินไปรึเปล่า? ใจดีกับตัวเองบ้างก็ได้นะ


มุมมองที่เปลี่ยนไปนี้ ส่วนหนึ่งได้จากการอ่าน “อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่” ของ Ken Mogi
ไม่ว่าจะ ความสำเร็จ, การยอมรับ, รายได้ ล้วนเป็นเรื่องภายนอกทั้งหมด

คุณลุงจิโร่ซูชิ สุดยอดเชฟซูชิยังเคยมีรายได้เพียงเดือนชนเดือน ร้านเล็กคับแคบก็เพราะมีงบเปิดร้านเพียงเท่านั้น

ความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่การแสดงออกยิ่งใหญ่ว่าอยากเปลี่ยนแปลงโลก หรือประโคมร้องป่าวถึงความสามารถของตน แต่ความเป็นมืออาชีพเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ว่าอยากขัดเกลาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ตนทำอยู่ให้ดีขึ้น

ไม่เหมือน passion มันไม่ใช่ความเร่าร้อนที่จะปลุกเร้าผู้คนให้คล้อยตามหรือลุกฮือ เป็นเพียงความสุขเล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ซึ่งสุดแสนจะถ่อมตัวของคนธรรมดา

ในหนังสืออิคิไก พูดถึงนิสัยอย่างหนึ่งที่เรียกว่า โคดาวาริ ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยไม่ยอมประนีประนอมและยึดตัวเองเป็นหลัก เกือบจะไปถึงจุดที่ไม่รับและให้อะไรใคร เรียกง่ายๆ ว่าหัวแข็งเต็มทน ตัวอย่างของคนเป็นโคดาวาริคือ สตีฟ จ็อปส์ที่ไม่ปล่อยรายละเอียดผ่านไปง่ายๆ หรือเจ้าของร้านราเม็งที่สุดแสนจะละเอียดลออกับของกินทุกชนิดที่จัดวางลงไปในชาม หากลูกค้ากินเหลือหรือซดน้ำซุปไม่หมดชามก็อาจทำเจ้าของร้านไม่พอใจขึ้นมาได้ง่ายๆ

เรื่องอิคิไกก็ดี เรื่องโคดาวาริก็ดี มันเป็นความคิดที่สอดคล้องกับแนวคิดแบบช่างฝีมือ ซึ่งถ้าใครโฟกัสกับ productivity ก็คงบอกว่าไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มเวลา ไม่คุ้มเหนื่อย

Productivity เป็นแนวคิดที่มีรากฐานอิงกับการวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม จัดเป็นแนวคิดที่มีขึ้นเพื่อการประกอบอาชีพและการผลิตปริมาณมหาศาล ซึ่ง... คนเป็นช่างก็ดี คนเป็นศิลปินก็ดี ไม่ได้มองแบบนั้น

การลองผิดลองถูก 
ความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้จนกว่าจะผลิตชิ้นงานให้ได้อย่างที่อยากได้ 
ความดีใจสนุกสนานแบบเด็กๆ โดยไม่สนว่าจะใช้เวลากี่ชั่วโมง กี่เดือน กี่ปีเพื่อสร้างของชิ้นนี้ให้เสร็จออกมา 
...มันเป็นความคิดแบบช่างฝีมือ 

มันเป็นความสุขของการได้อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ 
มันเป็นความสุขเล็กๆ ที่ productivity ต่ำและ work – life ก็ไม่บาลานซ์ด้วย เพราะคนพวกนี้เขาใช้ชีวิตแบบ work-life integrated ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของงาน งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต 
พวกเขาหมกมุ่นหลงใหลในการลงมือทำ คนอาจเห็นหรืออาจไม่เห็น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่มันเป็นความสุขที่เป็นปัจจุบันขณะ 
ของการลงมือ ของการได้ทำ 
มันคือ self-actualization ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า การเติมเต็มชีวิต 
ความสุขแบบนี้ซื้อหาหรือทำแทนกันไม่ได้ เป็นความสุขของผู้สร้างที่มีเพียงผู้สร้างจึงจะเข้าใจ
 



การเขียนโพสต์ครั้งนี้จัดเป็นการหมกมุ่นหาคำตอบให้กับตัวเองที่แปลกดี แต่ก็สนุกดีค่ะ

เราเลิกที่จะมองว่า “มืออาชีพ” เป็นเรื่องที่เอื้อมไม่ถึง

แต่มองว่า “มืออาชีพ” คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการตกลงใจว่าจะกระทำสิ่งหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ เลิกผูกติดค่านิยมที่สังคมมีให้กับคำๆ นี้ แล้วหันมาดูแลฟูมฟักในสิ่งที่ตนเองทำได้ แล้วค่อยๆ ก้าวไปทีละน้อย

พลังของมือสมัครเล่น คือจิตใจแบบผู้เริ่มต้น ความสงสัยใคร่รู้ และความทุ่มเทพยายามแบบช่างฝีมือ

มนุษย์เป็น Work in Process ของชีวิตตัวเอง และคำว่า “มืออาชีพ” เป็นคำที่เราสามารถเป็นได้เองโดยไม่ต้องขอรับอนุมัติจากใคร หรือจะเป็นมือสมัครเล่นตลอดไปก็ยังได้ เพราะถึงอย่างไร มืออาชีพก็คือมือสมัครเล่นที่ยังไม่ถอนตัวออกจากเกมและยังไม่หยุดพัฒนาตัวเองอยู่ดี


nananatte
13.02.2019

ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

takumacheerup
4 months ago
จากประสบการณ์ มืออาชีพ คือคนที่เชี่ยวชาญ ชำนาญในสิ่งที่ทำ แม้มีข้อจำกัดก็สามารถสร้างสรรค์งานที่ดีได้ ส่วนเรื่องรายได้ ความรักในงานหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนละเรื่องกัน
Reply