ช่องว่างระหว่างมัธยมกับมหาลัย
ช่วงชีวิตมัธยม
.
.
ต้องมัธยมปลายด้วยนะ! มันเป็นอะไรที่สนุกแบบมากๆๆจริงๆ จนกระทั้งจบม.6 ถึงแม้จะเหนื่อยที่ต้องขยันกว่าหน่อยที่จะต้องสอบเข้ามหาลัยและคณะที่อยากเข้าให้ได้ ยังจำโมเม้นที่รู้ว่าติดที่อยากเข้าได้อยู่เลย ถือว่าเป็นความสุขระดับต้นๆของชีวิตช่วงหนึ่งเลยแหละ 

ช่วงนั้นดีทั้งเพื่อนดีทั้งเรียน 
ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่า
ทำได้แล้วนะ 
คนอื่นว่าเราหรือดูถูกเราไม่ได้แล้ว ก็ทำได้ละหนิ สบายละได้หยุดยาวๆตั้งเกือบ6เดือน เหมือนได้รับรางวัลใหญ่ที่ได้มา หลังจากที่ต้องเรียนไม่มีหยุดยาวแบบนี้รวมๆก็15ปีได้เลย ถ้านับตั้งแต่อนุบาล1

พอได้เข้าสู่มหาลัยและคณะในฝัน สติแตกเลยสิ มีความสุขมากๆ ทั้งกิจกรรมแล้วก็เรื่องเรียน เนื่องจากคณะที่เราอยู่ เน้นเรื่องกิจกรรมมากอยู่แล้ว และในเมื่อได้เจอกับการรับน้องต่างๆนานๆ โอ้โห้..บอกเลยว่าช่วงเวลา3เดือนนั้น แฮปปี้มากๆ อาจจะมีเหนื่อยบ้างตอนเปิดเทอมที่ต้องทำกิจกรรมด้วยเรียนด้วยแต่เรามันสายกิจกรรมอ่ะเนอะ เก็บหมดเลยสิ ไม่มีพลาดสักวันเลยจะบอกให้ บางคนก็ไม่ชอบนะ แต่เราว่าแต่ละกิจกรรมที่เขาเตรียมมา มันคงมีเหตุผลที่ดีของมันแหละเนอะ

มีคนบอกมาว่า
ถ้ารับน้องจบ ละจะเหงา

เราเชื่อละ เหงามากจริงๆ สีสันหายไปเลยอย่างนึง จะบอกว่าอินกับการรับน้องมากก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้

แต่หลังจากนั้นก็ยังมีกิจกรรมมาตลอดเลย 
บอกเลย คณะนี้น่ารักกับเรามากๆ 



ผ่านมาไม่กี่เดือน แต่เหมือนได้เรียนรู้อะไรไปหลายปี


ได้เจอสังคมใหม่ๆ เจอความคิดใหม่ๆ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ มันดีมากเลยแหละ

ได้ไปค่าย เล่นกีฬา ได้เจอเพื่อนๆนอกคณะบ้าง เพื่อนสมัยมัธยม แม้กระทั่งรุ่นพี่ที่จบไปแล้วก็ยังได้มาเจอกัน 
ได้แชร์ประสบการณ์ให้กันและกัน บอกเลยว่าประทับใจ



บางคนคิดว่าผ่านมาไม่กี่เดือน 
พึ่งจบม.6มาเองยังไม่โตมากหรอก
|
แต่สำหรับเรา 
เราว่ามันแล้วแต่ประสบการณ์ที่ได้เจอมากกว่า 




เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ ได้เจอกับสถานการณ์จริง บอกเลยว่าได้อะไรๆมากกว่าเยอะ

ขอบคุณนะที่ให้ประสบการณ์ใหม่ๆกับเรา
อีก3ปีครึ่งที่เหลือ สู้ๆ

8 February 2019
SHARE

Comments