2. ครูมีคนคุยมั้ยครับ?

สิ่งที่น่ากลัวของการดำรงชีวิต
ไม่ใช่การรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น 
แต่คือการตีความสิ่งที่เกิดขึ้น


“ครูผมขอคุยด้วยหน่อย”
หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าการพูดอะไรตรงๆมันยากยิ่งกว่าการอ้อมค้อม แม้จะรู้ว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่กลัวการเปิดเผยความรู้สึกของคนให้ใครสักคนฟัง แต่มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกมีเพื่อนและอยากเป็นแบบนี้ต่อไป

ครูตั๋งมองผมด้วยสีหน้างกๆเงิ่นๆ ที่ผมทักระหว่างครูเดินกลับจากโรงอาหาร

ระหว่างทางครูตัองรับไหว้ตลอดเพราะลูกศิษย์ลูกหาท่านเยอะ และมันทำให้ผมรู้สึกแปลกในใจทุกครั้งที่เห็น 

ยิ่งใครสักคนเดินตามครูต้อยๆหรือบางทีก็ตรงดิ่งมาแทรกกลางระหว่างผมกับครู 

ไอความรู้สึกที่ผมบอกไม่ถูกนั้นยิ่งทวีความรุนแรง

ครูเดินนำผมไปยังห้องให้คำปรึกษาของโรงเรียนเช่นนี้ทุกครั้งที่ผมต้องการครู

ครูจัดเก้าอี้ให้ผมนั่งตั้งฉากกับเก้าอี้ครูตามหลักการให้คำปรึกษาเหมือนทุกครั้ง 

ต่างที่ครั้งนี้ ผมปรับเก้าอี้แล้วหันหน้าเข้าหาครู
โดยมีโต๊ะกั้นกลางเราทั้งสอง 

“อ่ะ ว่ามา”

คำพูดที่ได้ยินครั้งหลังมานี้เริ่มเป็นทางการน้อยลง นั่นเพราะผมทะลายกำแพงขนหมดสิ้น จากครั้งแรกที่เจอ ครูจะเริ่มบทสนทนาว่า
“วันนี้มีอะไรจะเล่าให้ครูฟังไหมคะ?” 
ตามด้วยคำพูดหว่านล้อมเพื่อให้ผมคายความจริงออกมาให้มากที่สุดด้วยการบอกว่า เรื่องที่เราคุยกันในห้องนี้จะเป็นความลับ 

ผมก้มหน้ายิ้ม 
ก่อนจะเรียกครู
“ครูครับ” 
“ครูมีคนคุยหรือยังครับ?”

ครูชะงักไปครู่นึง ก่อนจะเงยหน้ามองผม
“ถามอะไร?” 
ครูพูดเชิงตำหนิเบาๆดูจากคิ้วที่ขมวดเล็กๆคู่นั้น
ผมรู้ว่ามันคือสายตาของคนหวงพื้นที่ส่วนตัว แต่ผมเตรียมตัวมาดี 

“ผมถามว่า ครูมีคนคุยหรือยังครับ”
ผมแกล้งทำเป็นเข้าใจผิดว่าครูไม่ได้ยินผมจึงพูดให้เหมือนการทวนคำถาม


“คนคุย...คืออะไร?”

ผมจะอธิบายยังไงดี
นี่ครูล้อเล่นผมอยู่ใช่มั้ยเนี่ยะ 

“คนคุยคือ คนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับเรา แค่เราเก็บเขาไว้คุย” ผมหวังว่าครูจะเข้าใจขึ้นมาบ้างนะ 

“เดี๋ยวๆ ก่อนจะไปไกล ตกลงมีอะไรจะปรึกษาครูมั้ย ถ้ามีคุยเรื่องตัวเองเถอะ หรือแค่อยากชวนคุย ครูมีเด็กคนอื่นต้องการความช่วยเหลือนะ”






....
(ติดตามตอนต่อไป)





SHARE
Written in this book
ผมรู้สึกนะ

Comments