อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือ INBOUND MARKETING การตลาดแบบแรงดึงดูด
อ่านจบผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่เพิ่งเรียนรู้และสนใจเรื่องการตลาด อยากรู้ว่าการตลาดในยุคดิจิทัลทุกวันนี้ควรรู้อะไร และต้องทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือการตลาด 101 ที่ครบและครอบคลุมในทุกด้านที่จำเป็นต้องรู้

กลุ่มที่สองคือคนที่กำลังสนใจศึกษาเรื่องดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หรือการตลาดออนไลน์เพิ่มเติม อาจจะเป็นคนที่เก่งกาจเรื่องการตลาดและการขายแบบเดิม แต่อยากอัพเดทตัวเองให้ทันโลก แบบหลักสูตรเร่งลัด และไม่ต้องการพวกศัพท์แสงเทคนิคเยอะ เพราะหนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สามารถเปรียบเปรยกับเรื่องต่างๆรอบตัวได้อย่างดี นั่นหมายความว่าผู้เขียนต้องแตกฉานดีจนสามารถเปรียบเทียบกับเรื่องต่างๆรอบตัว สามารถทำให้เรื่องใหม่ของคนที่ยังไม่แน่นเรื่องดิจิทัล ก็สามารถเข้าใจได้ว่าไม่ได้ใหม่จนน่ากลัวขนาดนั้น

ส่วนกลุ่มที่สามที่ผมอยากแนะนำให้อ่านก็คือพวกที่คิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว หรือคนที่ทำงานด้านดิจิทัลมานาน ด้วยความที่มันนานนี่แหละครับ บางครั้งบางทีเราก็อาจหลงลืมอะไรบางอย่างที่มันเป็นพื้นฐานไปได้ เหมือนได้กลับมาทบทวนความรู้อีกครั้ง หรือบางเรื่องก็อาจจะได้อีกมุมมองในเรื่องที่เคยรู้ หรือเคยคิดว่ารู้ครับ

เนื้อหาในเล่มแบ่งย่อยออกเป็น 50 เคล็ดลับ หรือเคล็ดวิชาตามที่ผู้เขียนเรียก โดยผมจะขอหยิบบางเคล็ดลับวิชาออกมาเล่าเพื่อเรียกน้ำย่อยให้คุณไปหาอ่านเต็มๆที่ร้านหนังสืออีกทีแล้วกันนะครับ


เคล็ดวิชาที่ 2 รู้จักเขาให้ดี รบกี่ทีก็ชนะ

ว่าด้วยเรื่องการทำ Personar ของลูกค้า ที่ฟังดูเป็นเรื่องที่นักการตลาดหลายคนรู้ดี แต่จะมีซักกี่คนที่ทำมันออกมาได้ดีจริงๆ และการทำ Personar ก็มีแยกย่อยออกไปในบางธุรกิจ (อันนี้ความรู้ใหม่ที่ผมได้) นั่นก้คือมีทั้ง User Personar กับ Buyer Personar

เช่น ในโรงเรียนสอนพิเศษ User Personar คือผู้ใช้งาน นั่นก็คือเด็กที่มาเรียนพิเศษ ส่วน Buyer Personar ก็จะเป็นพ่อแม่ที่เป็นคนตัดสินใจซื้อ

เห็นมั้ยครับ คิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว แต่กลับได้อะไรใหม่มาที่ดีมาก

และอยากจะบอกว่าในเล่มนี้มี template การทำ personar ให้ดาวน์โหลดด้วยครับ

อีกความรู้นึงที่ได้ คือถ้าเราขายของออนไลน์แล้วใช้ Shopee หรือ Lazada แล้วติดเสริชดีในวันนี้ก็อย่าเพิ่มได้ใจ จนหลงคิดว่าการทำเว็บของตัวเองไม่จำเป็นนะครับ

เพราะผู้เขียนเตือนให้ระวังว่า ถ้าวันนึง Google ลงมาเล่นตลาดขายสินค้าแบบนี้เองบ้าง ก็คงไม่มีเหตุผลที่ต้องให้ Shopee หรือ Lazada ขึ้นอันดับแรกๆเวลาคนเสริชหาของ คุณว่าจริงมั้ยล่ะครับ

เคล็ดวิชาที่ 6 คอนเทนต์(ไม่)จำเป็นต้องอินเทรนด์

หมายถึงการทำคอนเทนต์ไม่ต้องทำให้ปัง ดัง หรือแชร์กันจนไวรัลเสมอไป เพราะคอนเทนต์แบ่งออกได้เป็นสองประเภท หนึ่งคือ Tropical Content หรือคอนเทนต์ที่เน้นความดังและปังตามกระแส เช่น ช่วงนี้ PM2.5 มา ก็รีบเล่นตามเค้าไป

กับคอนเทนต์อีกประเภทคือ Evergreen Content ยอมรับตรงๆว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่พออ่านดูก็เข้าใจได้ว่ามันคือการทำ Content Marketing นี่แหละครับ คือการทำเนื้อหาบางอย่างที่มีคุณค่าเอาไว้ โดยเป็นคอนเทนต์ที่จะมีคนเข้ามาหามันเองเรื่อยๆ แม้ระยะสั้นจะไม่หวือหวา แต่ในระยะยาวนี่ได้ผลดีแน่นอนครับ

อารมณ์เหมือนซื้อกองทุนไว้ยาวๆครับ

เคล็ดวิชาที่ 8 อยากได้เหยื่อ ต้องรู้จักยิงปืน

ว่าด้วยเรื่อง Call-to-Action นี่ก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการทำการตลาดดิจิทัลเหมือนกัน คือถ้าคุณอยากให้คนทำอะไร ก็เอ่ยปากขอไว้ เพราะถ้าขอก็อาจจะได้หรือไม่ได้ แต่ถ้าไม่ขอก็เท่ากับว่าคุณจะไม่ได้อะไรเลย

ยังไง 0.01 ก็ยังดีกว่า 0 จริงมั้ยครับ

เคล็ดวิชาที่ 12 ก๊อปปี้แบบ 4P ยิ่งเขียนดี ยิ่งขายได้

ส่วนตัวชอบอันนี้มาก เพราะ crack ว่าจะเขียนอย่างไรให้ดีออกมาได้เข้าใจง่ายมาก โดยเริ่มจาก P แรก Promise หรือบอกก่อนว่าจะได้อะไร จากนั้น P ที่ 2 คือ Picture หรือทำให้เห็นภาพ ว่าไอ้ที่บอกว่าจะให้เมื่อกี๊น่ะ จะให้ได้ยังไง หรือใช้เครื่องมืออะไรเพื่อทำให้ได้ แล้ว P ที่ 3 คือ Proof ถ้าไม่เชื่อมาลองดูผู้ใช้งานจริงที่เคยได้มาแล้ว เพื่อทำให้คนมั่นใจว่ามันต้องได้เหมือนไอ้คนนั้นแน่ๆ และสุดท้าย P ที่ 4 คือ Push บิ๊วมาขนาดนี้รออะไร ใส่ Call-to-Action เข้าไปซิ

จะว่าไปก็คล้ายกับสูตรของ TV Direct เลยนะครับ มันช่างเป็นสูตรสำเร็จการขายที่ทรงพลังเลยจริงๆ

เคล็ดวิชาที่ 14 จะดึงดูดคนได้ต้องรู้จักบริบท

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากของการทำการตลาดในยุคดิจิทัลก็ว่าได้ครับ ดิจิทัลทำให้เราสามารถเข้าหาว่าที่ลูกค้าของเราได้อย่างถูกที่ ถูกเวลา และถูกคนในแบบที่สื่อเดิมไม่มีทางทำได้

เราสามารถเข้าหาคนที่กำลังหิวได้แค่ในช่วงที่เค้ากำลังหิว และไม่ได้เข้าหาแบบหว่านๆแต่สามารถเลือกเข้าหาเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ร้านเราได้ เพราะถ้าโฆษณาหาคนที่อยู่กันคนละจังหวัดต่อให้เค้าเห็นแล้วอยากกิน เค้าก็คงจะขับรถมากินเราหรอกนะครับ

ดังนั้นสำหรับผมขอบอกเลยว่า Content is King แต่ Context is God ครับ

ขอเล่าอีกหนึ่งเคล็ดลับให้ฟังก็แล้วกัน เป็นอีกอันที่ผมชอบมาก นั่นคือเคล็ดลับที่ 29 วิธีสร้างคอนเทนต์ในอุตสาหกรรมที่น่าเบื่อ

หนังสือเล่มนี้บอกไว้อย่างน่าสนใจมากครับว่า “คำว่าคอนเทนต์ที่น่าเบื่อไม่มีอยู่จริง” เพราะเค้าอธิบายว่าต่อให้อุตสาหกรรม หรือธุรกิจนั้นไม่หวือหวาแบบแฟชั่น เสื้อผ้า อาหาร หรือไลฟ์สไตล์ แต่เชื่อมั้ยครับว่าความน่าเบื่อไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาหรือคอนเทนต์ แต่เกี่ยวกับความไม่เกี่ยวข้องกับเค้าต่างหาก

เช่น ถ้าเราอยู่ในอุตสาหกรรมแบบ B2B แล้วทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ชวนออกไปท่องเที่ยว มันใช่เรื่องมั้ยล่ะครับ

คุณต้องเริ่มจากกลับไปดูที่ Personar ของกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าเค้าต้องการอะไร และเค้าเข้ามาหาคุณทำไม จากนั้นก็ให้คอนเทนต์ที่เค้าต้องการ ไม่ต้องทำตัวให้สนุก แต่ต้องทำตัวให้รู้จักกาละเทศะครับ

ที่เล่าแค่นี้ไม่ใช่ว่าที่เหลืออีก 44 เคล็ดวิชาไม่น่าสนใจนะครับ แต่ถ้าให้เอามาเล่าให้ฟังทั้งหมดหนังสือก็คงไม่ต้องขายพอดี

เอาเป็นว่าลองเดินไปที่แผงใกล้บ้าน แล้วหยิบอ่านซัก 3-4 เคล็ดวิชาเพิ่ม แล้วคุณจะรู้เองว่าคุณต้องซื้อกลับไปอ่านต่อที่บ้านมั้ย

และอย่างที่บอกว่า หนังสือเล่มนี้ผมอยากแนะนำให้คนสามกลุ่มนี้ได้อ่าน ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการ นักการตลาดมือฉมังรุ่นเก่า นักการตลาดิจิทัลรุ่นเก๋า หรือนักการตลาดน้องใหม่ อย่าคิดว่าสิ่งที่คุณรู้นั้นจะรู้ดีอยู่แล้ว หรือเข้าใจมันดีพอทุกแง่มุมแล้วเสมอไปครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการตลาดว่า หนังสือเล่มนี้เขียนได้ดีมากครับ อ่านแล้วลื่น อ่านแล้วคล่อง อ่านแล้วไม่สะดุด แถมยังใช้คำสัมผัสที่สวยงามทำให้อ่านแล้วเพลินแปบเดียวจบแล้วเนี่ย


อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 6 ของปี 2019

INBOUND MARKETING
การตลาดแบบแรงดึงดูด
CONTENT SHIFU เขียน
สำนักพิมพ์ Amarin How>To

20190205
ติดตามสรุปหนังสือเล่มใหม่ก่อนใครได้ที่ www.summaread.net ครับ
SHARE
Writer
nuinattapon
Reader
Hi my name is Nattapon I love to read and share story inside the book to everyone. I just want to share.

Comments