แด่... SEPTEMBER ที่ฉันตกหลุมรักอยู่เสมอ.



1.
นานมาแล้วเท่าที่จะจินตนาการถึงรูปแบบของความรักบนท้องฟ้า เด็กชายคนหนึ่งถามเด็กหญิงว่า เธอเห็นเมฆก้อนนั้นเป็นรูปอะไร สาวน้อยครุ่นคิดอยู่สักพักพลางตอบ.. "หัวใจ"

เด็กชายเผลอระบายยิ้ม เพราะใจดวงน้อย ๆ ของเขากำลังขยายพองโต เขาลอบมองเธอที่นั่งห่างกันเพียงห้าเซนติเมตร

ณ ขณะนั้น... 
นั่นคือรักบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่ปรากฎขึ้นในใจของชายคนหนึ่ง

"เราชอบเธอ" เขาเอื้อนเอ่ย..


2.
ความทรงจำเกี่ยวกับความรัก ไม่ว่าจะรูปแบบไหน มันจะถูกบันทึกไว้โดยอัตโนมัติในที่ใดที่หนึ่ง มุมใดมุมหนึ่งของสี่ห้องหัวใจ...

จะเป็นความสุข ความเศร้า...
ช่วงทิวาแห่งรอยยิ้ม หรือราตรีแห่งคราบน้ำตา...

มันจะซุกซ่อน แอบอิง เล่นซ่อนหา และรอคอยจ๊ะเอ๋เราในวันที่อนุภาคความคิดถึงรุนแรงจนกระเทาะเปลือกลิ้นชักที่ห่อหุ้มความทรงจำให้เปิดออกมา...

ทุกครั้งที่คิดถึง...บางทีเราก็เพลอยิ้มให้กับช่วงเวลาเหล่านั้น แต่บางครั้งก็สั่นไหว เหน็บหนาว เวิ้งว้าง เพราะไม่อาจหลบเลี่ยง...

ฉันยืนมองท้องฟ้าในวัยที่ชีวิตย่างก้าวเข้าสู่ช่วงชั้นที่ยี่สิบเก้า รูปแบบของก้อนเมฆเปลี่ยนแปลงไป เฉดสีของท้องฟ้าเปลี่ยนแปลงไป บนพื้นที่ฉันหยัดยืนอยู่เปลี่ยนแปลงไป...

คนที่ฉันรัก-คนที่รักฉัน 
คนที่ฉันเกลียด-คนที่เกลียดฉัน
ต่างเปลี่ยนแปลงไป...

เสมือนเราต่างเติบโตขึ้นผ่านจิตวิญญานที่ได้สัมผัสถึงความความรัก ความเจ็บช้ำ ทุกข์ทน ผิดหวัง สมหวัง ล้มเหลว ประสบความสำเร็จ

"ทุกครั้งที่คุณมองท้องฟ้าหรือดวงดาว เราจะอยู่ตรงนั้น"

คุณยิ้มและบอก ภาพทรงจำของคุณลางเลือน ทว่าคำพูดของคุณยังแจ่มชัด....

"คุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก" ฉันรำพึงอย่างโดดเดียว พลางปาดป้ายน้ำหยดใสที่คล้ายจะไหลอาบแก้ม

"คุณอยู่ตรงนี้...อยู่ในหัวใจของฉันเสมอ"

3.
ห่าฝนซัดกระหน่ำในย่ำค่ำของ september ประหนึ่งใครสักคนกำลังชำระค่าปรับหัวใจด้วยความโศกเศร้า...

ความเหงายังคอยเป็นเพื่อนในยามว้าเหว่ ใจที่แหว่งวิ่นยังคงปรารถณาที่จะฟื้นฟูซากปรักหักพังของชีวิต

การนึกคิดทบทวนตัวเองยังเป็นอีกพาร์ทหนึ่งที่ฉันทำอยู่เสมอ คล้ายการเติบใหญ่ทำเรากลายเป็นนักสำรวจความทรงจำอย่างไม่อาจเพิกเฉย เราเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งฤดูกาลที่เวียนเปลี่ยน

ตอนเด็กเราคิดแบบหนึ่ง โตขึ้นมาหน่อยเราก็มีความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง โตไปเรื่อยๆความคิดเราจะเปลี่ยนไปอีกในรูปแบบหนึ่ง ตามแต่เรื่องราวและสิ่งที่ประสบพบเจอ

พูดให้เห็นภาพ เช่น ตอนเด็กไร้เดียงสาที่ไม่ต้องคิดต้องรับผิดชอบอะไรเราต่างเฝ้ารอสายฝนเพื่อที่จะออกไปเล่นวิ่งไล่จับ แต่โตขึ้นมาไม่ว่าจะด้วยหน้าที่รับผิดชอบ หรือช่วงเวลาที่กำลังเร่งรีบ เราต่างอยากให้สายฝนพัดผ่านไปเพื่อที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปรกติสุข.

เราต่างเติบโตผ่านมุมมองที่เจอะเจอ...
ผ่านเรืองราว ผ่านความขาวหงอกบนหัว 
ผ่านร้อยพันผู้คน ร้อยล้านปัญหา

ชีวิตคือการแก้ไขอุปสรรคที่จักรวาลโยนใส่เราอยู่ตลอด ไม่อาจหลบเลี่ยง หรือเมินเฉย

หากสิ่งใดเกิด เราก็แค่เผชิญไปกับมัน
จะความรัก ความเศร้า ความเหงา ความล้มเหว ความสุขความทุกข์ โรคภัย การพบเจอ การจากลา

ไม่ว่าสิ่งใดกำลังเริงระบำอยู่ในจังหวะใดของชีวิต
ฉันก็แค่เต้นรำกับท่วงทำนองนั้นไปด้วยใจทรนง





SHARE
Writer
McPITCH
ธารดารา
มันอยู่ที่ว่าคุณอ่านเรื่องของผมแล้วนึกถึงใคร

Comments