บทสนทนา ที่ 1 : Cheshire Cat
ในเวลานี้ 8.00 น. ผมควรจะต้องอยู่ในห้องประชุมของบริษัทเพื่อเตรียมนำเสนอผลงานที่ผมและทีมงานได้ทุ่มเทสรรพกำลังมาแรมปีเพื่อทำให้ลุล่วงอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ผมกลับมานั่งเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางฝูงชนขวักไขว่ ทั้งหัวทองหัวดำเดินสวนกันไปมา บ้างเร่งรีบ บ้างเนิบช้า 
เราไม่ได้นั่งเฉย ๆ แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ?
ผมนึกถามตัวเองในใจ ตั้งแต่ผมจบการศึกษาปริญญาตรีมาจนเลยวัยเบญจเพส ผมก็หมกมุ่นกับเรื่องการงานมาโดยตลอด เรื่องอื่นนี่แทบจะไม่อยู่ในสายตาเสียเลยด้วยซ้ำ

จะว่าไปผมก็ไม่เคยมานั่งรอในสนามบินแบบนี้ในฐานะผู้โดยสารเลยสักครั้งเหมือนกันนี่นะ ที่ผ่านมาก็แค่แวะเวียนมาส่งญาติสนิทมิตรสหายทั้งนั้น นี่จะเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก และเป็นการเดินทางคนเดียวเสียด้วย

ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าผมรู้ทิศทาง และเป้าหมายในการใช้ชีวิตมาโดยตลอด ทุกอย่างมันค่อนข้างชัดเจนมากจนผมเลิกที่จะหันซ้ายหันขวา แม้ว่าจะเจอกับกำแพงใหญ่ที่ขวางหน้า ผมก็วิ่งพุ่งชนกำแพงอย่างสุดกำลัง ด้วยหวังว่ากำแพงนั้นจะพังสลายไป แน่นอนว่าผมคิดผิด
ออกไปเที่ยวมั่งก็ได้ลูก เผื่อจะคิดอะไรออก
นั่นคือสิ่งที่แม่ผมพูดก่อนที่ผมจะออกเดินทางครั้งนี้ อันที่จริงผมไม่เคยคิดพิศวาสการท่องเที่ยวเลยแม้แต่น้อย ส่วนมากแล้วเราจะไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยว นั่นก็คือจะต้องพบเจอกับผู้คนมากมาย พอมีการรวมตัวของผู้คนเยอะเข้า แต่ละคนก็มักจะแสดงออกถึงความเห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้องออกมา พวกเรามักจะตักตวงแต่สิ่งที่เราเห็นดีเห็นงามเข้าหาตัวเอง ด้วยเหตุผลที่เราคิดว่าอาจจะทำให้การกระทำนั้นดูน่ารังเกียจลดลง นั่นทำให้ผมพยายามหลีกเลี่ยงที่คนพลุกพล่าน และไม่ย่างกรายไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งโดยส่วนมากแล้วก็จะมีคนเยอะ ๆ หน่อย ดูอย่างแค่ที่สนามบินนี้สิ คนยังตั้งมากมายขนาดนี้เลย

ผมเหม่อมองออกไปสุดทางเดินของอาคาร ผมหันหลังให้กับทางเข้าอาคารมองตรงไปยักษ์รูปปั้นรูปยักษ์ต่าง ๆ ที่ยืนเรียงรายในห้องโถงกว้างใหญ่แห่งนี้ ด้านหลังของยักษ์วิรุณจำบังเป็นร้านหนังสือ หรือว่าผมจะเดินไปซื้อหนังสือมานั่งอ่านรอเวลาดีนะ ระหว่างการเดินทางมีหนังสือดี ๆ ไว้อ่านสักเล่มก็คงดีไม่น้อย คิดอย่างนั้นแล้วผมก็ลุกเดินตรงไปยังร้านหนังสือทันที

หลังจากเลือกอยู่สักพัก ก็เดินออกมาพร้อมกับหนังสือนิยายภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง ดูแล้วน่าสนใจ แถมยังเคยเห็นจากที่คนอื่น ๆ เขาเล่าขานกัน จึงใช้เวลาพิจารณาก่อนซื้อไม่นานมากนัก แล้วก็เดินออกมาจากร้าน
ฮี่ ฮี่ ฮี่ ฮี่
ผมเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านบน แต่ห้องโถงนี้มันกว้างมาก และก็มีเพดานสูงมากด้วย ผมเงยหน้าขึ้นไป มีควันจาง ๆ สีม่วงอ่อนอยู่ตรงช่วงไหล่ขวาของรูปปั้นยักษ์วิรุณจำบัง ผู้ครองนครจารึก แล้วก็เห็นแววตากลมสีเหลืองสว่างอยู่ภายใต้หมอกควันนั้น รอยยิ้มกว้างเห็นฟันครบทุกซี่ ควันเริ่มจางลง ผมเริ่มมองเห็นเป็นแมวตัวอ้วนใหญ่ ขนสีเทาเข้ม มองมาที่ผม

ใช่แล้ว... ผมมั่นใจว่าเจ้าแมวตัวนี้มองมาที่ผมแน่ ๆ เหมือนไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ด้วยซ้ำ นอกจากผมคนเดียว ว่าแต่มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ ผมไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องรามเกียรติ์ แต่คุ้น ๆ ว่าวิรุณจำบังน่าจะมีม้าทรงคู่ใจมากกว่าจะเป็นแมวนะ
เธอกำลังจะไปไหนเหรอ?
ใช่... ผมว่าเจ้าแมวนี่พูดกับผมแน่ ๆ เขามีเสียงที่นุ่มลึก ก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงไม่ตกใจจนวิ่งเตลิดออกไป เหมือนรู้แต่แรกแล้วว่าเขาตั้งใจอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับผม พร้อม ๆ กับสิ้นคำถามนั้นแมวสีเทาตัวอ้วนกลมค่อย ๆ ลอยลงมาอยู่ตรงหน้าผม ราวกับว่าตัวเองเป็นปุยนุ่นที่พร้อมจะปลิวไปทิศทางใดก็ได้

"ถ้าฉันอยากจะไปจากที่นี่ เธอจะช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าฉันควรไปทางไหน?" ผมตอบกลับด้วยคำถาม
มันก็...ขึ้นอยู่กับว่าเธออยากจะไปที่แห่งใด"ฉันไม่ใคร่จะใส่ใจเท่าไรหรอกนะ ถ้าไปให้ไกลจากที่นี่ จะเป็นที่ไหนก็ได้" ผมตอบตามที่คิดอย่างตรงไปตรงมา เจ้าแมวเลิกคิ้วขึ้น แกว่งหางไปมาช้า ๆ
ถ้าเช่นนั้น...มันก็คงไม่สำคัญว่าเธอจะเลือกไปทางไหน
"ตราบเท่าที่เส้นทางนั้นพาฉันไปสักที่ใดที่หนึ่งละก็นะ" ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าจะได้คำตอบนี้จากเจ้าแมวอ้วนเบื้องหน้านี้หรือไม่ ซึ่งระหว่างที่พูดกันอยู่มันก็ลอยไปมารอบ ๆ ตัวของผม
โอ้ เธอมั่นใจได้เลย ...ถ้าเธอออกเดินทางไปไกลมากพอละก็นะ ฮี่ ฮี่ ฮี่ ฮี่
พอจบประโยคนี้ เจ้าแมวอ้วนกลมก็ฉีกยิ้มต่อ ก่อนที่ตัวของมันจะค่อย ๆ จางไปกลายเป็นควันเหลือไว้แต่ดวงตามกลมโตสีเหลือง และรอยยิ้มกว้าง โชว์ฟันสีขาว แล้วชั่วเวลานึงก็หายวับไปกลายเป็นควันไปอีกแต่คราวนี้กลุ่มควันนั้นค่อย ๆ ลอยมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อตรงอกด้านซ้ายของผม

ผมเอามือขวาตบไปที่กระเป๋าเสื้อ เพราะกลัวว่าหนังสือเดินทางที่ใส่ไว้จะกลายเป็นควันหายไปด้วย จากนั้นก็หยิบขึ้นมาพลิกดูความเรียบร้อย แล้วก็ได้เห็นว่า Boarding Pass ที่ควรจะเป็นสีขาวเป็นสีเทาหม่น ๆ และถ้าตาไม่ฝาดไป เหมือนจะเห็นว่ามีตาสีเหลืองกะพริบสองสามครั้งก่อนจะหายไป ผมเหลือบไปมองที่ตัวหนังสือภาษาอังกฤษระบุไว้ว่า "Destination" มีตัวอักษรเพิ่มอยู่เบื้องล่างอีก 3 ตัวด้วยกัน
LHR
ผมหยุดคิด แล้วก็พลันนึกได้ว่าน่าจะสมควรแก่เวลาแล้วที่จะเดินไปรอที่เกท จึงรีบจัดแจงเก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็รีบเดินไปยังจุดตรวจคนเข้าเมือง โดยไม่ลืมที่จะเก็บหนังสือที่ตัวเองซื้อมาเอาไว้ในกระเป๋าสะพายขนาดเล็ก ตั้งใจว่าจะนั่งอ่านรอก่อนขึ้นเครื่องเสียหน่อย


//จบตอน//
SHARE
Written in this book
บทสนทนาระหว่างทาง
บทสนทนาระหว่างผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังออกเดินทาง กับใครก็ตามที่ได้พานพบกันระหว่างทางนั้น ๆ

Comments