Bodyslam : Forever Young
   
ช่วงเวลา 16 ปีสำหรับวงดนตรีที่ก่อร่างสร้างขึ้นจากจุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยอุปสรรคแต่ด้วยสองเท้าว่างเปล่าที่ก้าวตาม “ความเชื่อ” เพื่อพาชีวิตไปหาความฝัน พวกเขาบอกกับตัวเองและคนรอบข้างว่า “ชีวิตเป็นของเรา” สร้าง Drive ที่รุนแรง จากความมุ่งมั่นเอาชีวิตเป็นเดิมพันแสดงออกอย่างสุดกำลังเพื่อเป้าหมาย “สักวันฉันจะดีพอ” 

แน่นอนระยะเวลาขนาดนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน

ณ วันนี้ 2018 เพื่อนกลุ่มนี้กลับมาอีกครั้งกับภาพใหม่ที่เปลี่ยนแปลงตามวัย จากเด็กวัยรุ่นฟูมฟายกลับสุขุมเยือกเย็นกว่าที่เคย บอกเล่าวิถีปล่อยวางกระซิบบอกเพื่อนข้างกายด้วย “วิชาตัวเบา” จุดคิดที่ทำให้ชีวิตของคุณสบายขึ้น นัดหมายรวมพลกันอีกครั้งกับเทศกาลดนตรีใหญ่ยักษ์พร้อมต้อนรับผู้คนเหยียบ 2 แสน เล่นกันเต็มเหนี่ยว 2 วันติดกลางใจเมือง ทั้งหมดคือหมายเหตุที่เราต้องจับเข่าคุยกับพวกเขา “บอดี้แสลม” 

“ภาพจำในวันเริ่มต้น”

ณ นาทีนี้ใครๆก็รู้จัก “บอดี้แสลม” ในฐานะวงชั้นนำของเมืองไทย วงที่ใครๆก็อยากชมการแสดงสด วงที่มีแฟนคลับมากเป็นลำดับต้นเรียกง่ายกว่านั้นพวกคุณคือวงที่ดังมากแล้ว ทั้งนี้หากให้มองย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของวงภาพจำที่ชัดที่สุดของพวกคุณเป็นแบบไหน

ตูน ขออนุญาติเล่านะครับ ภาพที่จำได้มากที่สุดหากย้อนไปคือ 16 17 ปีก่อน ตอนออกอัลบั้มแรกเป็นภาพที่เข้าไปอ้อนวอน “มิวสิกบั๊กส์” ขอโอกาสให้ “บอดี้แสลม” ได้เข้าห้องอัดเถอะเรามีเดโมเก็บไว้พอสมควรมีเพลงที่คิดว่าพร้อมออกสู่โลกกว้างมั่นใจว่าไม่ทำให้ขาดทุนในแง่ของค่าย เราใช้เวลาไปกับกระบวนการรอคอยหลายปีหลังจากที่ออกจาก “ละอ่อน” จน “ปิ๊ด”เองก็ออกจาก“ละอ่อน” แล้ว (อัลบั้มแรกของ ละอ่อน ซึ่งตูน ร้องนำออกจำหน่ายปี 2540 ขณะที่อัลบั้มแรกของ บอดี้แสลม วางจำหน่ายปี 2545)

เป็นภาพใหญ่ซึ่งจำได้แม่นเพราะตอนนั้นผมเกือบไม่เอาแล้ว เป็นวันที่ตั้งธงไว้ต้องคุยกับ พี่เอก (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ให้รู้เรื่องจะได้ทำเพลงรึเปล่าหากไม่ผมจะเลิก เริ่มจากนั่งประชุมกันกับทีมแต่งเพลงของ “มิวสิกบักส์” ที่ร้านกาแฟในปั้มน้ำมันบางจากซอยสุขุมวิท 39 ชื่อ “ลาวีต้า” ตอนนี้ยังมีแก้วเก็บไว้เลย คุยยังไงก็ไม่เห็นทางออกเพราะทุกคนเป็นพนักงานตัดสินใจอะไรไม่ได้แต่ทุกคนให้กำลังใจเราตลอด ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาจากวงประชุมบอกทุกคนขอเวลาแป๊ปเดียวเดินกลับไปที่ มิวสิกบักส์ ที่ห่างไปอีก 500 เมตร เพื่อไปคุยกับพี่เอก
ปิ๊ด ตอนนั้นตูน บอกขอเวลาแปปเดียวแต่เอาเข้าจริงล่อไป 4 ชั่วโมงและเป็น 4 ชั่วโมงที่บีบหัวใจสุดๆ
ตูน เราคิดแค่ว่าต้องไปเปิดใจ เราเข้าใจค่ายเข้าใจเรื่องธุรกิจไม่ใช่ไม่เข้าใจ ถึงรอทำทุกอย่างตามกระบวนการทั้งหมด(เขาใช้เวลาราว 5 ปีในการทำเดโมและเสนอค่ายทั้งหมดถูกปฏิเสธ)แต่ก็อยากให้เข้าใจเราด้วยเวลามันมีเส้นขีดที่เรากำหนดให้ตัวเองรอได้ถึงตรงไหนกำหนดให้ครอบครัวรอถึงเมื่อไหร่ ณ ตอนนั้นเส้นมันมาถึงแล้ว ผมเเดินเข้าไปขอคำตอบเฉยๆเพื่อที่เราจะเดินหน้าชีวิตถูก


สุดท้ายไปนั่งเล่าทุกอย่าง ทำอะไร เป็นอะไร คิดอะไร บอกความรู้สึกทั้งหมดที่มีในห้องเล็กๆมีแค่เก้าอี้ 2ตัว ที่มีโต๊ะคั่นกลางผมนั่งตรงข้ามกับพี่เอก ในตอนนั้นพูดไป 2-3 ชั่วโมง ร้องไห้เพราะเราเก็บทุกอย่างเอาไว้เยอะมากพอได้ปล่อยก็ออกมาจนหมด 
(จากเดิมที่เสียงเบาอยู่แล้วกลับแผ่วลงกว่าเดิมแต่ไม่เป็นไรเพราะในสตูดิโอไม่มีใครแทรกกลางแน่)  
เมื่อพูดทุกอย่างที่รู้สึกออกไปหมดพี่เอกที่นั่งตรงข้ามลุกขึ้นมานั่งข้างๆกอดคอ ขอโทษแล้วก็อนุญาติให้เข้าห้องอัดทำอัลบั้มแรก …… 

ใช่ครับในห้องสัมภาษณ์งตอนนั้นเงียบกริบ รอคำต่อไปหลุดออกมาจากปากของ ตูน ที่ยังนั่งก้มหน้าอยู่ จนเรากระเซ้าไปว่า สุดท้ายคุณปิดจ๊อบกับนายห้างแบบนี้เลย เขาลดมือที่ปิดหน้าลงผงกหัวเป็นอันว่าทุกคนกลับมามีรอยยิ้มได้แล้ว

ตูน ให้ผมตายไปผมก็ไม่ลืมวันนั้นแต่เวลาผ่านไปมันดีมากเรื่องนี้ทำให้เรารู้คุณค่าของการรอคอย รู้ถึงความยากลำบากกว่าจะได้โอกาสมา เราจะไม่ยอมทำโอกาสที่มีครั้งนี้อย่างเสียเปล่า ไม่ยอมเลินเล่อประมาทหรือไม่เต็มที่กับมันเพราะไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มันมา

สำหรับผมกับปิ๊ด มันเป็นโอกาสสุดท้ายไม่มีใครสามารถเปลี่ยนชื่อวงกันได้บ่อยๆ จะให้ลงมือทำแล้วไม่สำเร็จจากนั้นเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยมันไม่ง่ายจริงๆหากได้ลองทำลองผิดลองถูกก็ดี ถ้าผิดก็ต้องหาอย่างอื่นทำเพื่อเลี้ยงชีพพับเก็บดนตรีไว้เป็นความฝันที่ 2 เดินหน้าต่อไปในความเป็นจริง มองกลับไปไม่รู้ว่ากดดันรึเปล่านะแต่ผ่านมาได้แล้วก็สนุกดีครับ

เบื้องหลังแบบนี้ใช่ไหมจึงเป็นที่มาของความหมายที่คุณบอกทุกคนเมื่อปี 45 ว่าวงดนตรีชื่อ บอดี้แสลม=ทุ่มสุดตัว ครั้งนั้นมันสุดตัวขนาดไหน

ตูน แปลเข้าไปได้ไงแบบนี้ภาษาอังกฤษแบบไทยๆเนอะ(เขาหันมายิ้มกับเราอีกครั้ง) 
ตอนนั้นผมชอบมวยปล้ำ ชอบ ฮองโฮแกน (Hulk Hogan) เจค เดอะ สเนค โรเบิร์ต (Jake "The Snake" Roberts) อัลติเมต วอร์ริเออร์(Ultimate Warrior ) ท่า “บอดี้แสลม” เป็นไม้ตายที่แรงระดับหนึ่งซึ่งเรามาตีความแบบไทยๆ Bodyในความหมายของเราคือตัวทั้งนี้รวมถึงจิตวิญญาณด้วย Slam คือทุ่มเหวี่ยงฟาดลงไปแบบแรงๆ
รวมแล้วในความหมายของเรา Bodyslam คือการทุ่มเทร่างกายและจิตวิญญาณเข้าไปกับอะไรสักอย่างแบบเต็มที่เต็มเหนี่ยว ซึ่งฟังดูไม่เวิร์กเลยในช่วงแรกๆ

ปิ๊ด ช่วงแรกไม่มีใครเห็นด้วยเลยกับชื่อนี้แต่เราไม่รู้สึกว่าต้องเห็นด้วยกับคนที่ไม่เห็นด้วย หากเรารัก เราชอบกับชื่อนี้แล้วมันโอเคจากนั้นก็ลุยเต็มที่

ตูน ทุ่มเต็มที่ในตอนนั้นเราไม่มีงานประจำอะไรทั้งที่เรียนจบแล้วเดิมพันกับฝันครั้งนี้ด้วยการออกมาทำอย่างเต็มที่ให้เวลากับมันเต็มตัว ส่วนเรื่องใจมันเกินร้อยเรายอมให้พ่อแม่เสียใจได้ที่เราไม่มีงานประจำ แค่นี้ก็เห็นแก่ตัวมากแล้วเขาส่งเงินมาให้จากต่างจังหวัด ส่งเรียนจนจบนิติศาสตร์แทนที่จะส่งเงินกลับไปบ้างไม่มีหรอกเลี้ยงตัวเองยังถูๆไถๆเลยจะส่งอะไรกลับไป เรียกว่าทุ่มหมดหน้าตัก
เทียบกันปี 45 กับตอนนี้ 61 ทุ่มสุดตัวของ “บอดี้แสลม” ต่างไปไหม

ชัช ช่วงที่เข้ามาเป็นแบ็กอัพให้วงได้เห็นถึงความตั้งใจ พวกเขาจริงจังมากจะเป็นมืออาชีพจริงๆต้องแบบนี้ผมเองต้องมาหัดตีใหม่เลยเพราะตีไม่ลงกับเบสเลย ทำยังไงก็ไม่ลง

ปิ๊ด ไม่ใช่ทำไม่ได้นะเพียงแต่พี่ชัช ความสามารถล้นมากจนต้องแสดงออกมาแทบทุกท่อน ตีจริงไม่เหมือนต้นฉบับ ซึ่งผมไม่ถนัดกับการอิมโพรไวซ์ไปเรื่อยๆตัดสินใจบอกไปตรงๆหากตีแบบนี้ผมไม่เอานะปรับให้เข้ากันได้ไหม โชคดีมากที่ พี่ชัชรับฟังและรับได้พร้อมปรับไปด้วยกันจนทุกวันนี้

ยอด ทุกคนทุ่มสุดตัวอยู่แล้วด้วยเหตุผลที่ต่างกันออกไปตัวผมกว่าจะเป็น “บอดี้แสลม”ผ่านเรื่องราวมาเยอะ ยอมทำทุกอย่างเพื่อมีงานเปลี่ยนแนวทุกแบบตามที่ค่ายแนะนำ เขาให้ร้องเองก็เอา (ต้องเต้นด้วยไหม เสียง ปิ๊ด แซวข้ามมา) ย้ายค่ายก็ทำมาแล้วพอจะออกอัลบั้มมีปัญหาทุกทีแต่สู้มาเรื่อยๆจนตอนนี้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน มีวง มีเพลงของพวกเราเองยิ่งต้องทุ่มเท

โอม ส่วนตัวเวลาทำงานอะไรจะทุ่มเทกับมันมากชีวิตมีแต่งานบ้านมีไว้นอนอย่างเดียว ผมกล้าพูดแบบนั้น ทำทุกอย่างที่ทำได้เยอะแยะพันตัวไปหมดจนมาถึงวันที่ ปิ๊ด ชวนเข้าวงแล้วพูดว่าหนักหน่อยนะเหนื่อยหน่อยนะพี่ มาอยู่ด้วยกัน

ผมคิดในใจไม่มีอะไรหนักกว่าที่ที่กูมาแล้ว แต่ “บอดี้แสลม” สอนให้ผมรู้จักคำว่าจิงจังมันเป็นยังไงได้รู้ว่าการที่เอาชีวิตทั้งหมดไปทุ่มเททำอะไรจนมันสำเร็จออกมาอย่างน้อยที่สุดผลตอบแทนมันคุ้มค่าทางใจ โคตรมีความสุขเลย

ดังนั้นมาถึง พศ นี้ ยังทุ่มเทในการทำงานทุกมิติส่วนเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นผมว่าการแบ่งหนักเบาสั้นยาว อะลุ่มอะล่วยช่วยจัดการกับทุกๆอย่างได้ดีแต่ถามว่าความเต็มที่ลดไปไหมไม่หรอกอย่างน้อย 15 ปีที่ผ่านมาพวกนี้(เขาชี้ไปที่สมาชิกที่เหลือ) ก็ยืนยันให้เห็นมาแล้ว



ที่ผ่านมา “บอดี้แสลม” บอกเล่าเรื่องของ Drive แรงๆแสดงออกถึงความมุ่งมั่น ชีวิตเป็นของเรานะต้องมีความศรัทธามีฝันและต้องเดินตามหาลงมือทำซ้ำให้ฝันเป็นจริง นั่นคือตัวตนของพวกคุณใช่ไหม
ตูน เพลงอย่าง Body Slam/ความเชื่อ/ชีวิตเป็นของเรา นั่นคือสิ่งที่เราเตือนตัวเองผมพูดบ่อยมากว่าช่วงเวลานั้นเราไม่ได้มีแรงไม่มีปัญญามากพอจะสอนใคร ให้ทำอย่างนี้สิ ทำอย่างโน่น ทำไปเถอะ
ตัวเองยังเอาไม่รอดเลยนั่นเป็นที่มาว่าทำไมเพลงความเชื่อ ต้องใช้เสียง อาแอ๊ด คาราบาว ในท่อนฮุก นั่นเพราะเราไม่ได้เก่งกาจมากพอจะร้องท่อนนั้นให้คนเชื่อได้ จริงๆเราทำเพลงเพราะอยากได้พลังงานให้ตัวเอง ร้องในสิ่งที่เราคิดเราฝัน แล้วท่อนฮุกเราอยากได้เสียงของคนที่เราจะเชื่อเขาได้ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นคนนั้นด้วยซ้ำ
จนถึงอัลบั้มนี้ก็ยังมีเพลงลักษณะเดียวกันที่ใช้บอกตัวเองเตือนตัวเอง สิ่งที่ตามมาคือพลังแบบนี้มันย้อนกลับมา ในอัลบั้ม Believe ยังเป็นช่วงเขียนจดหมายซึ่งเราได้รับเยอะมากที่เขียนมาขอบคุณที่ทำเพลง ความเชื่อ หลายคนลาออกจากงานไปทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้แล้วก็สำเร็จ

แรกๆไม่ชินเลยแทบไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเพลงของเราทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ แต่พอเวลาผ่านไป มันกลายเป็นความรู้สึกที่ดีจัง เพลงที่เราบอกและให้กำลังใจตัวเองสามารถเดินทางไปถึงคนบอกได้จนพวกเขามีกำลังใจมาพัฒนาตัวเอง ในฐานะวงดนตรีเรื่องเป็นเกียรติมาก



ปิ๊ด เป็นความโชคดีเรื่องที่บอกตัวเองซ้ำๆไปตรงใจกับคนฟัง จากอัลบั้มแรกวงมีเพื่อนที่ชอบเรา 10 คน แล้ว 10 คนนั้นก็ไปบอกต่อ เป็นเพื่อนกับวงนี้สิเพลงเป็นแบบนี้ ทำให้เราเจอเพื่อนใหม่ขึ้นเรื่อยๆจนทุกวันนี้ เชื่อไหมช่วงเวลาที่เหนื่อยท้อ ผมใช้เพลงของวงนี่แหละให้กำลังใจไม่ได้ฟังวงอื่น (เพลงอะไรบ้างเราขอคำตอบ)Body Slam อีกเพลงคือ ความเชื่อ ฟังทีไรก็นึกถึงภาพจำวันที่ ตูน เอามาสเตอร์ ที่น้าแอ็ด ร้องมาให้ฟังตอนนั้นยังเล่นกลางคืนอยู่แถว อตก พี่ชัช พี่ยอด อยู่กันหมดไปเปิดฟังพร้อมกันในรถ เพลงมันโดนมากชอบทุกท่อนน้ำตาคลอตลอด สักพักนึงมีเสียงสะอื้นดังหันไป พี่ชัช ร้องไห้เละเลยปากก็บอกนี่มันชีวิตกูชัดๆ
 การบอกตัวเองซ้ำๆเตือนตัวเอง มีฝันนะ ลุยนะทำให้เต็มที่ ทำให้ได้ตามเป้าหมาย มันคล้ายๆสะกดจิตตัวเองเลยว่าแต่วิธีการนี้มันดีไหม 

ตูน ผมเคยซื้อหนังสือพัฒนาตัวเองที่ฮิตขนาดพิมพ์สี่สิบห้าสิบรอบ มาอ่านแล้วพอจับจุดได้ว่าหลักการคือสะกดจิตบอกอะไรซ้ำๆวนๆคุณทำได้ให้คนเรามีภาพที่ชัดเจนอยากเป็นอะไร สร้างภาพความสำเร็จเป็นรูปธรรมย้ำทุกเมื่อเชื่อวันเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจลงมือทำเราจะทำเพื่อไปที่เป้าหมายนั้นโดยอัตโนมัต
พวกเรา สะกดจิตไหมก็สะกดจิตนะแต่ไม่ใช่วิธีที่คุ้นๆกัน แต่เป็นการซ้อม ความหลงไหล สะกดจิตด้วยความรักในเสียงเพลงจริงๆซ้อมมันเข้าไป สะกดแบบนี้ผมไม่เชื่อว่าการสะกดจิตด้วยการบอกว่าฉันจะเป็นนี่นะ ความสำเร็จต้องสะกดมันด้วยการกระโดดลงไปทำ

สิ่งที่แฟนเพลงรับรู้มาตลอดคือพวกคุณซ้อมหนักมาก ตอนซ้อมคิดหรือวางแผนไหมว่าการทำงานหนักจะพาวงไปเป้าหมายขั้นไหน  

ปิ๊ด ช่วงซ้อมไม่ได้คิดอะไรไม่ได้จินตนาการว่าต้องออกมาเป็นแบบนี้แบบนั้นเพียงแต่คิดว่าต้องซ้อมให้เยอะเพื่อเล่นจริงมันจะออกมาดีที่สุด “บอดี้แสลม” แต่ละคนมีของไม่เท่ากันหรอกครับแต่รวมแล้วเติมเต็มให้กันจนทำให้อยู่มาจนถึงวันนี้ ผมก็ขาดทักษะบางอย่างได้พี่ยอด พี่ชัชมาเติม ผมว่ามันเป็นข้อดีหากทุกคนเก่งเต็มล้นเมื่อไหร่ก็เติมให้กันไม่ได้คราวนี้คงไปคนละทิศทาง

ตูน ไม่ได้คาดคั้นความสำเร็จตอนลงมือทำย้อนกลับไปก็ไม่มีภาพว่า 20 ปี ข้างหน้าจะต้องเล่นราชมังคลา คนเต็มต้องขายอัลบั้มได้เท่านี้ ผมยืนยันเราเริ่มจากความชอบซึ่งความชอบมันพาเราเดินทาง เราไม่รู้เลยว่าในอนาคตจะเจออะไร ระหว่างทางคงเหนื่อยบ้างท้อบ้างแต่ทำแล้วมันสนุกกว่าเจอแต่เรื่องประหลาดใจตลอดและทำให้รู้ว่าเรารักดนตรีจริงๆ

“เมื่อชีวิตจริงเข้ามาแทนภาพฝัน”
ช่างเป็นคำตอบที่หล่อพระเอกมาก นั่นคือเสียงที่ดังขึ้นในหัวของผมขณะนั้นด้วยความเป็นผู้ร้ายในจิตใจปนอยากรู้คำถามต่อมาจึงถูกส่งออกไปอย่างไม่กลัวว่า “บอดี้แสลม” จะตอบเราด้วยอารมณ์ไหน
 
ขอถามแบบผู้ร้ายเลย พวกคุณคิดคาดหวังกันแค่นี้จริงๆเหรอ คนเราทำอะไรเป็นบ้าเป็นหลังวันละ 14 ชั่วโมงเพราะชอบแค่เพราะสนุกมันต้องมีมุมอื่นสิ อยากดัง อยากรวย ต้องเป็นเลิศ ต้องประสบความสำเร็จ 
มนุษย์ทำงานหนักขนาดนี้เพราะความสนุกได้จริงเหรอ เราถามวงออกไปตรงๆแบบที่อยากรู้

สิ่งที่ได้กลับมาหลังถามจบ Body Slam หัวเราะชอบใจตบเข่าฉาดใหญ่ แล้วได้คำตอบแบบนี้ครับ
ปิ๊ด มันเป็นความฝันรายตัว อย่างผมอยากเป็นนักดนตรีตัดสินใจจะเป็นนักดนตรีอาชีพให้ได้ตั้งแต่ ม 4 แต่ไม่มีความฝันออกอัลบั้มเป้าหมายคือเป็นนักดนตรีแบ็กอัพ เพราะชอบมากับวง Future ที่เล่นแบ็กอัพให้ พี่คริสตินา พี่เบิร์ด ณ ตอนนั้นบอกกับตัวเองว่าจะเป็นมือเบสวงนี้ให้ได้
ไม่คิดเลยว่าต้องมาเป็นศิลปินออกอัลบั้ม ( ตอนนี้คิดยังเสียงตูน แทรกขึ้นมาพร้อมเสียงฮาของทุกคน) โธ่ กำลังจะหล่อเลย

โอม ถามว่าคิดไหม คิดดิ ไม่คิดก็บ้าแล้วฝันไว้ต้องเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ไม่ถึงขั้นว่าต้องดังขนาดคนนี้ ไม่ได้เอาฝันมาคาดคั้นต้องทำให้ได้ ทำให้สำเร็จเวลาซ้อมมันเป็นความสุขจริงๆตลอด 5 ชั่วโมงที่อยู่ด้วยกันคำถามที่วงดนตรีถูกถามมากที่สุดคือผมอยากเป็นศิลปินแบบพี่ต้องทำยังไง

เชื่อไหมไม่รู้จะตอบเขาว่ายังไงได้แค่บอกว่าทำไปเถอะแต่ทำให้สนุกแล้วมันจะนำพาไปเอง ถ้าให้ย้อนว่า 10 15 ปีที่แล้วเคยคิดไหมว่าจะเป็นศิลปินมีนิตยาสารมาสัมภาษณ์ไม่มีหรอก คือชีวิตมันฝันได้ ฝันลางๆแต่ทุกคนต้องอยู่กับชีวิตจริง 4-5 ชั่วโมงที่ซ้อมนี่ไง ดังนั้นสนุกกับความเป็นจริงดีกว่า

ยอด ผมนี่หนักกว่าเพื่อนไม่มีฝันแบบที่ถามเลยแค่ดูคนเก่งอย่าง Paul Gilbert (มือกีตาร์จากคณะ Mr. Big) Steve Vai (มือกีตาร์ที่โลกยกย่องว่าเก่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมี) อยากเล่นได้แบบเขาแค่นิดเดียวก็มีความสุขผมซ้อมทั้งวันทั้งคืนเลย ซึ่งซ้อมผิดวิธีมาตลอดแต่ทำไปได้ด้วยความอยากเล่น

ตูน ทุกคนคงมีจุดเริ่มต้นคล้ายๆกัน ตอนเริ่มวงผมพิสูจน์แค่เอาชีวิตให้รอดได้ด้วยอาชีพร้องเพลงทำดนตรี พิสูจน์กับพ่อแม่ให้เห็นว่าเราทำแบบนี้ดูแลตัวเองได้มองที่ละขั้นแค่นี้ช่วงที่รอทำ “บอดี้แสลม” พวกเราต้องไปเล่นดนตรีกลางคืนแบ่งกันได้วันละ 4-500 บาท เพื่อเลี้ยงตัวให้รอด

ขณะที่ในค่ายมี วง “ลาบานูน” มีชื่อเสียงแล้ว “บิ๊กแอส” ที่เริ่มมีชื่อเสียงผมเองมีโอกาสดูคอนเสิร์ต ได้ตามไปช่วยยกของให้พี่ๆสองวงนี้ ไปเกาะเวทีดู ถามว่าเห็นแล้วรู้สึกยังไง เห้ย มันดีจังเลย ได้เล่นเพลงของตัวเองคนร้องตามได้ มันน่าจะดีเนอะได้เล่นเพลงตัวเองแล้วมีคนชอบร้องตามได้
ใช่ผมอยากเป็นแบบนั้นแต่ไม่กล้าคิดว่าจะเป็นเบอร์ไหน ต้องดังขนาดไหนเพราะแค่คิดโลกความจริงก็ดึงเรากลับมา ห้องอัดยังไม่ได้เข้าเลยชีวิตจริงมันเป็นแบบนี้ แต่เห็นแล้วแหละความฝันมันใกล้แล้ว ทำยังไงละ ต้องค่อยๆประกอบฝันนั้นไปให้เป็นรูปร่าง



===============================================================

======



จากความฝันอยากเป็นศิลปินตอนนี้พวกคุณได้โบนัสมาไกลมากจนมีคอนเสิร์ตใหญ่คนดูครึ่งแสน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่แต่ทั่ววงการบอกว่าคุณคือเบอร์ 1 ในประเทศนี้แล้วการได้ยืนบนยอดพีรามิดความรู้สึกจริงๆเป็นเช่นไรมันสุขหรือกดดันเล่าให้เราฟังทีครับ
ตูน บอดี้แสลม เป็นวงที่ค่อยๆเดินขึ้นบันไดอัลบั้มแรกคนรู้จักบ้าง จากนั้นก็มากขึ้นเรื่อยๆบางคนยังไม่รู้เลยหน้าเป็นยังไงจนมาชุดที่ 3 ปี 48 จากที่ก้าวทีละก้าวมันเหมือนเบิ้ล 2 ขั้น ได้พี่ยอดมา ได้พี่กบพี่ออฟ บิ๊กแอส มาช่วยทำเพลงย้ายมาอยู่ “จีนี่เร็คคอร์ดส์” ค่ายที่ช่วยส่งเสริมเรื่องช่องทางพาเราไปสู่ผู้ฟังได้มากขึ้นทุกอย่างก็ดีขึ้นเรื่อยๆค่อยเป็นค่อยไปได้เรียนรู้จากชุดแรกเล่นแคมปัสทัวร์ เครื่องก็ยกกันเองเครื่องที่ได้เล่นก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ก็เล่นเต็มที่การไปเรื่อยๆนี่แหละโชคดีทำให้เห็นค่าของมัน

ถ้าป็นจะมีใครจัดอันดับหรือคิดถึงเราเป็นวงแรกๆถือเป็นเกียรติ์และขอขอบคุณมาก แต่ด้วยความสัตย์จริงเราไม่เคยจัดอันดับให้วงตัวเองเป็นตัวเลข แน่นอนเมื่อมีใครมาบอกว่าคุณคือเบอร์นั้นเบอร์นี้ มันมีความสุขแน่ๆหากอยู่ในอันดับที่ดี แต่เราไม่เอาความสุขไปผูกติดกับตัวเลข แล้วยังไงอีก 5 ปี 10 ปี ธรรมชาติบอกเราว่าคลื่นลูกเก่าต้องหายไป คลื่นลูกใหม่ต้องมา หากเราไปผูกใจไว้กับตัวเลขความสุขมันคงหายไป

โอเคละเราดีใจมากที่เพลงขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตฮอตเวฟเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเราดีใจแต่ไม่ได้เหลิงเพราะขึ้นอันดับ 1 แต่เพราะมีคนฟังเพลง เพลงของเราถูกเปิดถูกแชร์ ถูกรัก แล้วก็ทำงานดีๆต่อไปเพราะเราเชื่อมั่นว่าความสุขของเราผูกไว้กับการทำงาน ความสุของเราผูกกับการเล่นคอนเสิร์ตบ้าคลั่งคนดูสนุกที่สุดนั่นต่างหาก แต่ขอบคุณครับที่ให้เกียรติ์วงเราให้อยู่ตรงนั้นตรงนี้
ปัญหาของคนรุ่นใหม่ที่ Drive แรง ความสำเร็จมาเร็วหลายคนเกิดอาการสำลักความสำเร็จต้องเสพติดมันมากขึ้นเรื่อยๆต้องสำเร็จมากกว่าเดิม พอไม่ได้ตามที่คิดหลายคนผิดหวังจนแทบรับไม่ได้ “บอดี้แสลม” มีอาการแบบนั้นบ้างไหม
 
ตูน มีบางช่วงกลางการเดินทางเราคุ้นชินกับเรื่องของจำนวนไปที่ไหนคนแน่นหมด คุ้นชินกับอารมณ์เต็มอิ่มบ่อยๆแล้วเราเสพย์ติดพอมาบางที่อ้าวทำไมไม่เต็มละ ไม่เหมือนเมื่อวานมันมีอารมณ์ตกใจ แต่ถามว่าเต็มที่ไหมยังเต็มที่เหมือนเดิมแล้วก็แปลกเพราะหลายครั้งที่คนน้อยๆมันสนุกมากกว่าคนเยอะก็มี 
ตลอดการทัวร์ 8 ปีที่ผ่านมา มีหลายวันที่ข้างในใจมัน Fulfill กว่าที่เล่นราชมังฯซึ่งตัวผมป่วย เราเต็มที่กับทุกวันอยู่แล้วแค่มันแตกต่างกันกันออกไปด้วย ภาพดินฟ้าอากาศ สภาพแวดล้อม สภาพตัวเรา
ส่วนสำลักไหมไม่เชิงสำลัก แต่เห็นนะสิ่งที่เปลี่ยนไปสังเกตและตั้งคำถาม แต่ไม่นำมาคิดมากเราเป็นอะไรแล้วเขาไม่รักแล้วไม่อยากดูแล้ว ไม่เป็นขนาดนั้นเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวแปรที่จะเอามากำหนดให้เราเต็มที่หรือไม่กับงาน  

ถามตรงๆหากเล่นคอนเสิร์ตสักงานแล้วคนดูมาไม่ถึงครึ่งกับที่วางแผนไว้ บอดี้แสลมในวันนี้รับได้ไหม 
ปิ๊ด ตอนนี้ก็ยังเจออยู่บ่อยๆนะ (ใช่ครับ วงดนตรีที่บ้านเรายกเป็นมือ 1 ตอบกับเราแบบนี้) เอาง่ายๆสงกรานต์ปีที่แล้ว ที่เชียงราย ร้านพาร์คลับ ความจุที่คุยกับเจ้าของงานต้องการไว้ 2000 คน เอาเข้าจริงๆมา 150 หล่อมแหลม แต่คนที่มาผมเรียกเป็นเทพตัวยง โคตรพันธุ์แท้ร้องได้หมด เสียงดังเอนจอยเต็มที่ผลออกมาโคตรมันสุดๆเลย เป็นงานคนน้อยที่สนุกและยังจำได้จนวันนี้ (ระหว่างตอบทุกคนในวงล้วนจำงานที่ ปิ๊ดพูดได้หมดและยอมรับว่างานนั้นมันมาก)

โอม ผมกับ ตูน เคยไปดูคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์ เป็นโชว์ของ Izzy Kairo ศิลปินระดับโลกกวาดตาดูด้วยสายตาคนดูไม่เกิน 200ไม่เกิน 300 คน แต่ตัวศิลปินและวงใส่ออกมาสุดๆโคตรมันเลย แม้แต่คนทำไฟก็ดูสนุกกับงานของเขาทั้งงานมีไฟแค่ 15 ดวงบวก Follow แต่ใส่ยับมากสนุกเต็มที่จนสื่อสารกับคนดูให้คึกตามไปได้ ความรู้สึกและพลังที่ได้จากงานนั้นไม่ต่างจากโชว์ที่มีคนเยอะ 3000 5000 คนเลย
เรื่องนี้สอนพวกเราได้โดยตรงขนาดวงระดับโลก เวลาเจอปัญหาคนดูน้อยอุปกรณ์แบบนี้เขายังเล่นเต็มที่ ดึงให้คนดูมีอารมณ์ร่วมได้ แล้วเราเป็นใครจะมานั่งผิดหวังกับจำนวนคนไปทำไม


คนดูที่มาตรวจข้อสอบแบบนี้จะคล้ายก๊วนที่มาดูแล้วเอาแต่ถ่ายวิดีโอไหม แบบสมาธิไม่ได้อยู่กับการดูโชว์ไม่เต็มที่ คุณรับมือยังไง  
โอม ไม่เหมือนกันคนมาจับผิดแบบในคำถามอย่างน้อยเขาตั้งใจดูเพราะเขาชอบจนอยากรู้ แต่ที่ถ่ายมือถือก็เข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมสมัยนี้ไปแล้ว ก็พอเข้าใจได้
ตูน ทุกวันนี้เล่นคอนเสิร์ตเวทีไหนมองลงไปแล้วเจอภาวะมือถือล้นหลาม เราจะหยุดเล่นแล้วคุยกับพวกเขาอุตส่าห์ตั้งใจมา เสียเวลาออกจากบ้านมาแล้วจะมาดูผ่านจอมือถืออีกเหรอดูด้วยสองตาตัวเองดีกว่าเก็บบันทึกใส่หัวใจไว้ดีกว่าจนตอนนี้กลายเป็นแก๊กเล่นกับคนดูไปแล้ว

นึกภาพสิหากมัวแต่ถ่ายคลิปมันไม่มีสมาธิสนุกไปกับคอนเสิร์ต ปรบมือก็ไม่ได้เดี๋ยวหาโฟกัสไม่เจอ ตลกที่สุดคือเราแทบไม่เคยกลับไปเปิดดูเลย ถ่ายมาก็ไม่ชัด แล้วจะมารู้สึกทีหลังได้แต่ถามตัวเองว่าทำอะไรอยู่ทำไมไม่สนุกดื่มด่ำกับช่วงเวลานั้น (อยากดูภาพย้อนหลังรอซื้อดีวีดีก็ได้)
ดีวีดี ก็แค่บันทึกภาพย้อนหลังแต่อุตส่าห์มีโอกาสไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วทำไมไม่ทำตัวเต็มที่ไปแหกปากเหมือนแต่ก่อนที่ยังไม่มีเรื่องพวกนี้ เราตะลุยไปกลางฝูงชนเข้า ยังเต็มที่ตอนดูโชว์ นึกย้อนกับไปยังจำกลิ่นมันได้เลย
คุณกำลังบอกเราว่าภาพคนยืนถ่ายมือถือทำให้อารมณ์สนุกของคนเล่นลดลง
ตูน แน่นอน เราเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงในการรับชมแต่อยากให้เข้าใจเหมือนกันว่าการแสดงต้องการปฏิกริยาตอสนอง อยากให้มีส่วนร่วมกัน เอาเป็นว่ามาปรับสมดุลด้วยกัน

ปิ๊ด ตึกตึกโต๊ะ ตึกตึกโต๊ะ ตึกตึก ตึดดึดดึด (เขาฮัมอินโทรเพลง ยาพิษ) ยาพิษขึ้นมาคนเล่นเตรียมโดด แต่คนดูนิ่งเลยเล็งมือถืออยู่ คนเล่นก็ เอ้ อะไรเนี่ย

การสัมภาษณ์ดินทางมาค่อนท้ายภาพ 5 หนุ่มใหญ่ที่ใครๆยกให้เป็นวงร็อกชั้นนำต่อหน้าเรา ดูสงบนิ่ง จากชุดแรกที่มีภาพคนไฟแรง Drive หนักเพื่อเป้าหมายมาวันนี้มีความเข้าใจในทุกเรื่องผ่านร้อนหนาวพร้อมจะรับมือกับทุกอย่างที่ตามมา ผิดหวังบ้างก็ได้พ่ายแพ้แต่ “ชีวิตยังคงสวยงาม” เหมือนกับเรื่องราวใหม่ๆที่พวกเขาถ่ายทอดอย่าง “วิชาตัวเบา”


ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยมองข้อดีของความพ่ายแพ้ ไม่ได้เห็นลึกขนาดนี้ แค่เราเห็นและสัมผัสมันได้ ตั้งรับไปกับมันเพียงแต่ไม่ได้ตกผลึกจนนำมาถ่ายทอดเล่ามันออกมาได้ แม้แต่เชื่อในสิ่งที่จะเล่าหรือเพลงที่จะร้องความรู้สึกแบบนั้นยังไม่เกิดขึ้น ไม่เชื่อ จึงไม่ถ่ายทอด 

ในช่วงนั้นเราไม่ได้เท่ห์ Cool เก่งกาจอะไร แค่เห็นมัน มาถึงขวบปีนี้เราพร้อมที่จะพูดแล้วสุดท้ายแค่เราเชื่อจึงเลือกที่จะพูด ทั้งความพ่ายแพ้ ชนะข้อดีข้อด้อยของความผิดหวังที่เจอในทุกวัน


แบบนี้เรายังเรียก “บอดี้แสลม” เป็นวงขวัญใจวัยรุ่นได้อยู่ไหม  
ตูน ยังอยากให้เป็นแบบนั้น ความฝันสูงสุดของพวกเราคือเป็น”วัยรุ่น” จนวันสุดท้ายของชีวิตเป็นเป้าหมายสูงสุดของ Body Slam วัยรุ่นมันไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพร่างกายข้างนอกมันอยู่ในใจ อยู่ที่วิธีคิดไม่ใช่ภาพเด็กๆอายุ 18เดินสยามอย่างเดียว แต่วัยรุ่นเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ แรงผลักดัน มี Drive เยอะๆมันน่าอิจฉามาก อยากเป็นแบบนั้นแม้ในวันที่ดูภายน้องแล้วไม่น่าจะมีได้

แม้ในวันที่ภายนอกดูไม่น่าจะมีแต่ถ้าเราสร้างมันได้จะดีมาก สามารถขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า เราออกแบบความเป็นวัยรุ่นได้ในแต่ละช่วงวัย อายุ 60 จะไปแต่งตัวแบบเด็ก 17 18 คงไม่ไหวแต่คิดดูสิอายุสัก 60 ยังออกอัลบั้มใหม่ มีแรงกระโดดโลดเต้นไหว เพลงยังพูดเรื่องบันดาลใจคนอายุ 18 ขณะนั้นได้ สื่อสารกับคนรุ่นหลังได้
ตูน ส่วนตัวผมรัก U2 มาก ยังรู้สึกเขาเป็นวัยรุ่นมาก กลมกล่อมแม้ปัจจุบันภายนอกจะโรยราไปบ้างไม่ได้ผมยาวใส่หมวกคาวบอยเท่ห์เหมือนเคย แต่สิ่งที่สัมผัสได้ก็คือเขามีมาก่อนเราเริ่มฟังเพลงก็มี U2 แล้วจนตอนนี้ออกอัลบั้มใหม่ยังน่าสนใจต่อติดกับเราได้สื่อสารได้ดนตรีไม่ได้หวือหวาแต่สิ่งที่ถ่ายทอดออกมายังสื่อสารกับเราที่อายุต่างกันได้เลยวิธีการของเขาน่าติดตาม

ครั้งหนึ่งผมไปดูคอนเสิร์ตพวกเขาเจอเด็กวัยรุ่นเด็กๆเต็มเลยนั่นแปลว่า U2 ยังพูดในภาษาเดียวกับคนรุ่นใหม่ จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเราจะแก่อยากแก่แบบนี้แล้วกัน อย่างน้อยมีแรงออกอัลบั้มใหม่ มีเรื่องให้พูดและเรื่องนั้นไปสัมผัสกับคนอายุห่างกันมากๆได้เป็นเรื่องพิเศษมากที่จะเกิดขึ้นกับวงดนตรีได้สิ่งที่ บอดี้แสลม ทำอยู่ก็หวังจะไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้หากเกิดขึ้นได้จริงก็เหมือนความฝันอันสูงสุดแล้วครับ



เรื่องนี้น่าสนใจเพราะความฝันของคุณกำลังจะเล่นกับเรื่องท้าท้ายระดับโลกอย่างคำว่า “ช่องว่างระหว่างวัย” เลยนะ คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จะพูดให้เด็กรุ่นลูกคล้อยตามได้
ตูน ดนตรีมันง่ายต่อการสื่อสารเพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเรียกคนให้หันมาฟัง เหมือนเราจะป้อนยาหรืออาหารมีคุณค่ากับใครสักคน สามารถทำเป็นอาหารอร่อยๆมาเสิร์ฟ เพราะไม่มีใครอยากกินยาขมหรือของไม่อร่อยของมีประโยชน์ตกแต่งได้ มำเป็นลูกกวาดลูกอมสีสันสดใส ให้เขาได้เห็นคุณค่า




SHARE
Writer
Tocktum
Fat-Daddy
ผม ต็อกตั้ม ผมชอบกีฬา สังคม วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความเห็น ชอบสังเกตไปกับมันเช่นกัน เพราะเชื่อว่าการได้ฟังความต่างก็อาจเกิดปัญาได้ไม่ยาก มามะเพิ่มเติมมุมมุกความคิดกัน

Comments

1997s
8 months ago
ชอบบบบ
Reply
Tocktum
8 months ago
ขอบคุณครับ น่าเสียดายลงฉบับเต็มไม่ได้ที่ไม่พอ