My Happiness is you.
   •เราทุกคนล้วนปรารถนาในการเจอรักที่ดีและมีความสุข
   •เราอยากเป็นคนสำคัญของใครอีกคน
   •เราอยากเจอคนที่พร้อมจะโอบกอดเราทั้งในยามที่เราทุกข์ ร้องไห้ ประสบความสำเร็จ หรือกำลังมีปัญหาอยู่
   •เราอยากเป็นคนที่ดูแลใครอีกคนได้
   •เราอยากเพียบพร้อมในทุกอย่างแบบในละครหลังข่าว
   •เราอยากมีฐานะ หน้าที่การงาน และสังคมที่ดี. เราอยากเป็นคนที่หล่อหรือสวย หน้าตาดี หุ่นดี
   •เรายังอยากเป็นและอยากได้รับในอีกหลายๆอย่าง
แล้ว คุณเคยนั่งถามตัวเองบ้างไหม ว่านิยามรักที่ดีของคุณคืออะไร   •คุณโฟกัสที่หน้าตา รูปร่าง
   •คุณโฟกัสที่นิสัย การพูดจา การให้เกียรติ ความรัก การเอาใจใส่
อะไรคือสิ่งที่คุณปรารถนา กับความรักที่อยากได้

           “คำตอบของคุณคืออะไรหรอ”

      จริงๆแล้ว ความรักก็คล้ายกับการเดินเรือ เรือคือคุณ และหางเสือคือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องกำหนดทิศทาง บังคับให้เรือแล่นไปในทางที่เรากำหนด เพียงแต่ถ้าเราไม่วางหางเสือของเรือเลย ปล่อยให้เรือลำนี้เดินทางไปเรื่อยๆ มันก็อาจมีบางครั้งที่คุณเดินทางไปเรื่อยๆจนเจอเกาะๆหนึ่ง คุณจะเริ่มชอบเกาะเหล่านี้ด้วยอะไรหลายๆอย่าง เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณพอใจกับเกาะๆนี้แล้ว ดูแล้วว่า ใช่แน่เลยคุณก็จะค่อยๆเบนหางเสือเข้าหาเกาะๆนี้ เอาเรือลำนี้ค่อยๆ จอดและคุณก็ใช้เวลาในการเรียนรู้กับเกาะๆนี้ อาศัยในเกาะๆนี้ ใช้ชีวิตกับเกาะๆนี้ คำถามคือ.

      “คุณจะใช้เวลาเท่าไหร่หรอ ถึงจะรู้ว่า เกาะนี้คือ เกาะที่คุณอยู่แล้วโอเค”

        อะไรคือสิ่งที่จะบอกได้ว่าเกาะที่กำลังอยู่เหมาะกับตัวคุณ และคุณเองก็สามารถดูแลรักษาเกาะนี้ได้เหมือนกัน ในความคิดผม สิ่งสำคัญอย่างแรก เราทุกคนล้วนชอบรูปร่าง หน้าตา สีผิว หุ่น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะ มันคือภาพลักษณ์อย่างแรกที่ทำให้เราเห็น เพียงแต่สิ่งนี้ไม่ได้ยั่งยืนให้เค้าอยู่กับเราต่อได้นานเท่านิสัยใจคอ อารมณ์ ความรู้สึก ความสบายใจ เพียงแค่สิ่งนี้ไม่สามารถรับรู้ได้จากการเจอกัน มันต้องอาศัยระยะเวลา การอยู่ด้วยกัน และมีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆด้วยกัน การจะเห็นแนวคิด ทัศนคติ การใช้ชีวิต แต่ด้วยยุค 4.0 แบบนี้ การติดตามเค้า การดูแนวคิด การเห็นการใช้ชีวิตประยำวันการอัพเดตของเค้า ทำได้ง่ายมากไม่เหมือนสมัยพ่อกับแม่เราเลย 
         เราจึงสามารถศึกษาและรู้จักเค้าได้ในระดับนึงอย่างแน่นอน ถ้าคุณอยากจะรู้จักใคร คงไม่ใช่เพียงหน้าตา รูปร่าง เท่านั้นจะกำหนดคนที่จะเดินเคียงข้างคุณ และคนที่คุณอยากจะได้รับความรักและอยากดูแลเค้าไปตลอด
นั่นแสดงว่า รูปร่างหน้าตาของเกาะนั้นสำคัญ แต่อาจจะไม่สำคัญเท่าความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และความอยู่รอดหากเราเลือกเกาะนี้ และการดูอยู่อย่างห่างๆ ค่อยๆมองและสังเกต ค่อยๆชื่นชมและมองเกาะนี้อย่างตั้งใจ ก็เป็นอีกอย่างหนึงที่จะทำให้ทั้งเราและเค้าไม่ต้องอยู่ในช่วงทดลองของกันและกัน ไม่ได้เอาความรู้สึกของเค้ามาเล่น และเราเองก็เซฟความรู้สึกผิดหวังถ้าหากวันนีงไม่ใช่ขึ้นมาได้เหมือนกัน

         ถามว่าหางเสือนี้ประกอบด้วยเพียงแค่นิสัยใจคอ อย่างเดียวหรอ “ไม่ใช่เลยครับ องค์ประกอบเยอะมาก จนเรานิยามมันไม่หมด” แต่ถ้าหางเสือคุณ ประกอบไปด้วยเงื่อนไขที่มีในระดับนึง คุณอาจไม่จำเป็นต้องเดินลงไปบนเกาะนั้นเลยก็ได้ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่โอเค. คำถามต่อมาคือ “เลือกเยอะไปหรือป่าว เราก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นนะ เราก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นนะ หน้าตาเราไม่ได้ดีแบบคนอื่นนะ” ใช่ครับ ไม่เถียงเลย แต่เราทุกคนไม่ได้มีจุดแข็งหรือข้อดี100% กันทุกคนหรอกครับ ตัวอย่างเช่น

   •เราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงาน แต่เรามีความน่ารักในเรื่องของนิสัย
   •เราเป็นคนที่หน้าตาพอใช้ได้ แต่เราเป็นคนวางแผนการใช้ชีวิตที่ดี ขยันทำงาน ขยันเก็บเงิน วางแผนอนาคต
   •เราเป็นคนที่ทำงานได้เก่ง มีระเบียบ เป็นคนรักสะอาด ดูแลสุขภาพ ชอบออกกำลังกาย แต่เราเป็นคนที่ตระหนี่
และเราทุกคนมีทั้งข้อดี ข้อเสียที่แตกต่าง
มันไม่ดีกว่าหรอครับ ถ้าเราจะใช้เวลากับคนที่เราคิดว่าใช่ ไม่ใช่ใช้เวลาไปกับคนที่คิดว่าอาจจะใช่       มันไม่ดีกว่าหรอ ที่ไม่ต้องมาเสียความรู้สึก หรือเสียใจทีหลัง เมื่อความสัมพันธ์จบลง
เราไม่ได้สร้างหางเสือ หรือบังคับสิ่งนี้ไว้เผื่อหลบเลี่ยงทุกเกาะที่เรากำลังจะเจอ เราเพียงแค่กรองให้ได้เยอะที่สุด ใช้เวลาไปให้คุ้มและโอเคกับตัวเองและอีกคนมากที่สุด มันเลยไม่แปลกเลยที่คุณจะเห็น คนที่รักใครยากๆ หรือชอบใครได้ยาก คนนั้นมักเจอคนที่โอเคกับเค้า น่ารักกับเค้า และอยู่ด้วยกันได้ยาวนานกว่าคู่ทั่วไป หรืออาจจะยาวนานจนแต่งงาน นั้นเพราะการจะก้าวมายืนจุดนี้ได้ เค้าทั้งสองคงต้องมีเรื่องราวอะไรให้ประทับใจกัน พวกเค้าเหล่านั้นคือคนที่ปิดกั้นตัวเองหรอ ไม่เลย ผมมองว่ามัยคือเสน่ห์ในรูปแบบนึงเลยครับ



        สวัสดีครับ ใช่เพื่อนพี่ป๋วยหรือป่าวครับ 
        ย้อนกลับไปครั้งแรกที่เราคุยกัน นี้คือประโยคแรกที่ผมได้คุยกับเธอ นานมากจากรักครั้งแรกที่ผม ไม่สามารประคองให้อยู่กับผมได้ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง นานมากที่ใช้เวลากับร้านเหล้า และนั่งฟังเพลง นานมากที่รู้สึกว่าไม่มีใครเลยที่เข้ามาแล้วทำให้ใจเต้นแรงได้ เคยคุยกับใครหลายคนมานาน แต่ไม่รู้สึกเลยว่าชอบ เค้าทักมาก็ตอบได้ แต่ไม่ได้รู้สึกอยากใช้ชีวิตด้วยเลย ไม่เคยรู้สึกว่าต้องไปเที่ยวด้วยกัน มากสุดคือดูหนัง ชีวิตในตอนนั้น ความรู้สึกไม่ได้โดนปิดกั้นนะ แต่รู้สึกว่าเรายังไม่เจอใครเลยที่ทำให้บทสนทนาที่คุยดูตื่นเต้นไป มากกว่า การถามตอบถึงกิจวัตรประจำในแต่ละวัน 
   
      “ใช่เพื่อนพี่ป๋วยหรือป่าวครับ” นั่นคือ ประโยคแรกที่ทักเค้าไป วันที่ 05.04.2018 ผมยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ดีมันคือช่วงบ่าย จริงๆแล้วก่อนจะทักคำนี้ไป ผมดันกดไปโดนปุ่ม โบกมือในเฟส และเค้าก้เผลอกดตอบกลับมาเหมือนกัน จริงๆตอนนั้นไม่รู้จะทำไงดี ไม่รู้จะชวนคุยอะไร เลยทักไปแบบงงๆว่า “ใช่เพื่อนพี่ป๋วยหรือป่าวครับ” แบะก็อดที่จะขำไม่ได้ จำได้ว่าวันนั้นตลกตัวเองมากเลย 555 

        วันแรกที่ทัก ตอบตามตรงว่าจำไม่ได้เลยว่าแอดเฟสเค้าไปตอนไหน เราไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เค้าเป็นเพื่อนกับเพื่อนผมตอนประถมเฉยๆ ในตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงทักไป เพราะผมไม่เคยคิดจะทักในทำนองนี้กับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน ย้อนกลับมาดูโทรศัพท์ผมแคปเฟสเค้าไว้ตั้งแต่เดือนกุมภา มันแปลกมากจริงๆ ที่เราทักเค้าไปก่อน เราเป็นแค่เพื่อนกันในเฟส คงต้องมีอะไรสักอย่างในตัวเค้าที่ดึงดูด หรือ แบบนี้หรือป่าวที่เค้าเรียกว่า 

                      “ พรหมลิขิต ”
      เราเริ่มคุยด้วยความสบายใจเหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้อง ไม่ได้มีคำหวานหยอดกันเหมือนคู่อื่น ด้วยใจจริงผมชอบการดูนิสัยใจคอ แนวคิด การใช้ชีวิต ของเค้า เค้าแตกต่างจากคนในรุ่นเดียวกันด้านความคิด เราสองคนดูคุยกันได้เมื่อพูดถึงเรื่องการเก็บเงิน การวางแผนอนาคต ซึ่งเอาจริงๆผมไม่ได้เก่งเลย แค่พอคิดคร่าวๆไว้บ้าง แต่อย่างไรก็เถอะ คู่เราไม่ใช่คู่ที่หวานอะไรมากมายหรอกครับ ด้วยความเป็นตัวเองของเราในบางเรื่องที่แตกต่างทำให้มีเรื่องให้ทะ้ลาะกันเรื่อยๆ ร้องไห้ ยิ้ม หัวเราะ ชวนกันกิน ทุกอย่างมันคือสีสันและ การเติมเต็มซึ่งกันและกัน 

    ในความคิดผมแล้ว “พรหมลิขิต” ไม่ได้ขีดไว้เผื่อใช้สำหรับการเจอคนในแรกพบหรอกครับ
เพราะนั้นคือ รูปลักษณ์และเสน่ห์ภายนอก แต่สิ่งที่จะทำให้คุณหลงเค้าและทำให้ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีทางเหมือนเค้านั้นคือ “นิสัย ความคิด ทัศนคติ ความน่ารัก” มันคือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นเค้า แบะนี้คือเสน่ห์ของคนๆนั้นจริงๆ

     เมื่อคุณชอบคนสวย วันนึงคุณเจอคนที่สวยกว่า คุณจะเดินจากไป
     เมื่อคุณชอบคนเก่ง วันนึงคุณเจอคนที่เก่งกว่า คุณจะเดินจากไป
     เมื่อคุณชอบที่เค้าเป็นเค้า ไม่ว่าคุณจะเจออีกกี่คน คุณจะอยู่ตรงนี้ เพราะไม่มีใครเป็นเค้าได้เลย

          ไม่ว่า พรหมลิขิต ของคนอื่นจะนิยามมันว่ายังไงสำหรับผมแล้ว พรหมลิขิต ไม่ใช่รักแรกพบ แต่มันคือ ความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นในทุกๆวัน มันคือรอยยิ้ม มันคือน้ำตา มันคือการจับมือกันในวันที่แย่ มันคือเสียงดุในตอนที่เค้าโกรธ มันคือหน้าโมโหในตอนที่เราทำผิด มันคือหน้าตาอ้อนในตอนที่เค้าอยากกินของกิน มันคือวันที่แย่ในตอนที่เราต้องทะเลาะและร้องไห้ มันคือหน้าตาตกใจและตื่นเต้นเวลาเราทำเซอร์ไพรส์ มันคือหน้างอลเวลาเค้าอยากให้เราง้อ มันคือทุกๆอย่างและทุกๆวัน
ทุกๆวันที่เราได้ใช้ชีวิตไปด้วยกัน ทั้งวันที่ดีและแย่ ในทุกๆวันคือ พรหมลิขิต        ในวันที่ดี วันนั้นเพียงบอกเรให้ยิ้มและมีความสุขกับสิ่งนั้น
        ในวันที่แย่ วันนั้นเพียงบอกให้เรายิ้มและผ่านไปให้ได้
 สำหรับผมแล้ว คำว่า “พรหมลิขิต” นิยามแบบนี้ครับ

.
14.02.2019

SHARE
Written in this book
วันนึง

Comments

Nami27
1 month ago
คับ ;)
Reply
Nami27
1 month ago
พิมพ์ผิดเต็มเลยคับ
Reply
Ponlapat_1993
1 month ago
ใช่เลยครับ เดี๋ยวแก้ให้นะครับ