- เรียนรู้จากการเป็นแค่เด็กฝึกงานบ้านๆ -

ก็นานมาแล้วที่ไม่ได้เขียนอะไรที่นี่บน Storylog..
กลับมาอีกครั้งกับประสบการณ์การฝึกงานและเรื่องราวต่างๆ นาๆ ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดเรากำลังเรียนอยู่ปี 4 เทอมสุดท้ายก็คือ 'เทอมแห่งการฝึกงาน'
เราเรียนเศรษฐศาสตร์การจัดการธุรกิจที่มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง
ใครๆ ก็ถามว่า 'ศศ. จบไปทำงานอะไร?' 
ขอตอบแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมเลยก็แล้วกัน 'ไม่รู้จ้ะ'

มันก็มีหลายทางเลือกให้ไป แล้วแต่ใจอยากจะไป
เด็กไทยส่วนมากเสียเปรียบก็ตรงที่ว่าเรียนจบมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย..
ไม่ได้มีช่วง Gap Year เหมือนต่างประเทศที่ผู้ปกครองส่วนมากจะให้ลูกๆ หยุดพัก 1 ปี
หลังเรียนจบมัธยมปลายเพื่ออยู่กับตัวเอง เรียนรู้ตัวเอง ค้นพบตัวเองว่าอยากทำหรือเป็นอะไร

เราก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกลงมหาวิทยาลัยเลยแบบไม่มีจุดหมาย ในใจก็กะเอาแค่ให้ได้เรียนต่อ
โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรืออยากทำอะไรในอนาคต คิดแค่ว่า 'เอาแค่จบ'
เรียนไปเรื่อยๆ ก็ค้นพบตัวเองว่า 'มันไม่ใช่ทางของเรา' แต่ก็มาไกลเกินกว่าจะยอมแพ้
ก็ต้องเดินและสู้ต่อไป เอาให้จบปริญญาตรีไปก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน

ตอนนี้เรากำลังเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์อยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง..
การเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์สอนอะไรเราหลายๆ อย่าง
หัวหน้าที่เป็นคนสอนงานเราจะพูดอยู่เสมอว่า "นี่แหละ.. ชีวิตจริงเราต้องเจอคนอีกหลายประเภท"
และมันก็จริงอย่างที่หัวหน้าบอก.. ที่ทำงานเราเจอคนหลายประเภทจริงๆ
มันก็จะมีพี่ๆใจดี เอ็นดูเรา สอนงานเรา อยากให้เราได้งาน

เอาเข้าจริง.. ในชีวิตการทำงานจริงๆ มันก็จะมีคนหลายประเภท
บางประเภทก็ "ใจดี พูดตรงไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา"
บางประเภทก็ "ใจดี ชอบพูดอ้อมๆ และลอบกัด"
บางประเภทก็ "อยากเห็นเราได้ดี แต่กลัวเราเด่นกว่า"
บางประเภทก็ "เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น"
และอีกมากมาย.. 


การฝึกประสบการณ์การทำงาน ทำให้เราได้พบปะผู้คนมากขึ้น
และทำให้เราตระหนักได้ว่า "มีคนอีกมากมายบนโลกกลมๆ ใบนี้"
ในบางครั้ง.. เราก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจคนที่ไม่ได้ใส่ใจเรา
เพราะโลกกลมแต่ไม่ได้แคบ โลกจะเหวี่ยงคนดีๆ มาในชีวิตเราอีกเยอะแยะมากมาย

แต่ชีวิตก็เหมือนเปียโน มีทั้งขาวและดำ เราก็ต้องเจอกับคนดีๆ และไม่ดี
นี่แหละชีวิต..




มันมีเรื่องราวที่เราอยากเขียนอีกมากมาย แต่ก็ไม่รู้จะเขียนออกมายังไง
มันเหมือนเป็นความรู้สึกลึกๆ อยู่ในใจที่อยากเล่า แต่ก็อยากเก็บไว้คนเดียว

เราเชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังพิมพ์ความในใจกันอยู่.. แต่ก็กลับมาลบออก
เพราะเก็บไว้คนเดียวดีกว่า





บางครั้ง.. เราก็ชอบรักษาน้ำใจของคนอื่นมากเกินไป
จนเราโดนทำร้ายน้ำใจซะเอง
บางครั้ง.. การที่เราเป็นคน 'ยังไงก็ได้' มากเกินไป
จนทำให้เราถูกมองข้ามความรู้สึกอยู่บ่อยๆ


..
เรานั่งรถประจำหน่วยไปทำงานทุกๆ วัน..
เราเลือกฝึกงานที่ธนาคารในเมือง แต่ธนาคารต้องการให้เราไปทำสาขาย่อยอีกสาขาหนึ่ง
เราก็โอเค.. ไปได้.. เราไม่ติดอะไร 

การนั่งรถประจำหน่วยไปทำงานทุกๆ วันไม่ใช่ปัญหาอะไร
แรกๆ อาจจะไม่ค่อยชินเพราะเราต้องนั่งรถไปทำงานกับหัวหน้าด้านสินเชื่อหลายคนรวมถึงพี่ๆ พนักงานการเงิน แต่เมื่อเราเริ่มชิน ก็ลองกลับมุมมองดูว่า 'การนั่งรถหน่วยไปทำงานทุกๆ วันคือข้อดี' มันทำให้เราสนิทและสะดวกใจที่จะพูดคุยกับพี่ๆ ที่ทำงานมากขึ้น 



เราประทับใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นครั้งแรก..
เราจำได้เลยว่า วันแรกที่เรานั่งรถหน่วยไปทำงาน
พี่หัวหน้าสินเชื่อคนหนึ่งพยายามพูดกับเราเพื่อให้เรารู้สึกถึงความเป็นกันเองของพวกพี่เขา
พี่เขาแนะนำพี่ๆ คนอื่นให้เรารู้จักพร้อมกับถามชื่อเรา
พี่หัวหน้าคนที่พยายามชวนเราคุยเป็นคนรูปร่างสูง ผิวคล้ำ มีหนวด หน้าตาค่อนข้างน่าเกรงอยู่ประมาณหนึ่ง ฮ่าๆ 

แต่....
คำแรกที่พี่เขาทักเราก็คือ "ถึงพี่จะหน้าตาน่ากลัว แต่ชื่อพี่น่ารักนะ" พูดด้วยหน้านิ่งๆ
เราก็อยากรู้แหละว่าพี่เขาชื่ออะไร แต่ด้วยความเกร็งก็ไม่ได้ถามอะไร
พี่เขาคงเห็นว่าเราไม่ถามอะไร เขาก็เลยตอบเองซะเลย
พี่เขาตอบว่า "พี่ชื่อดุกดิก"

ไอ้เราก็ได้แต่นั่งหัวเราะในใจ... ฮ่าๆ ชื่อก็น่ารักจริงๆ ไม่ได้สมกับหน้าตาหนวดๆ เลยสักนิด
พูดได้เลยว่าพี่ดุกดิกเป็นคนที่ใจดีที่สุดในที่ทำงาน
เพราะพี่เขาจะค่อยเดินมาหยอกเราเรื่อยๆ เพื่อลดความตึงเครียดในที่ทำงาน
และพยายามสอนงานเรา สอนการใช้ชีวิตในที่ทำงานกับเราด้วยท่าทางและหน้าตาเคร่งครึม


มันมีหลายอย่างที่เราได้เรียนรู้และได้ปรับมุมมองใหม่เกี่ยวกับธนาคาร
เมื่อก่อนเวลาเราไปธนาคาร เราจะชอบบ่นและไม่พอใจกับการทำงานของพนักงานที่ช้าสุดจะช้า!
แต่หลังจากได้มาฝึกงานที่ธนาคาร เราก็ได้รู้ว่า 'ทำไมถึงช้า'
เพราะพนักงานต้องทำทีละขั้นตอน ทีละคน 
เวลาทำคนหนึ่งเสร็จก็ต้อง Log Out ออกจากระบบแล้ว Log In เข้าใหม่เพื่อทำให้คนต่อไป
เราเห็นแท็บช่องการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ นาๆ บนหน้าจอสี่เหลี่ยมของพี่พนักงานการเงินแล้วเราแทบจะเป็นลมแทน เกือบ 20 แท็บ กดเข้าไปยังต้องเจออีกกี่เมนู ไหนจะต้องเข้า-ออกระบบอยู่ตลอดเวลา เอาเป็นว่า.. เราเข้าใจมากขึ้นและได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเค้าท์เตอร์การเงิน

เราโชคดีมากๆ ที่ได้ออกปฏิบัติงานนอกพื้นที่กับพี่ๆ ด้านสินเชื่อ
เราได้เรียนรู้งานนอกที่ทำงานเยอะแยะ
ได้รู้จัการทำงานเป็น Team Work ที่แท้จริง
เราโชคดีมากๆ ที่พี่ๆ ที่ทำงานเอ็นดูเรา ถึงแม้พี่เขาจะเรียกใช้เราตลอดเวลา ฮ่าๆ
แต่ก็เพราะพี่ๆ อยากให้เราเป็นงาน 

ช่วงแรกๆ เราเขียนงานผิดไปเยอะมากๆ แต่พี่ๆ ก็ไม่เคยดุเลยสักครั้ง
เราทำงานพลาดไปหลายอย่าง เพราะเราเป็นคนไม่รอบคอบแล้วต้องมาทำตรงเค้าท์เตอร์การเงิน
แต่พี่ๆ ก็ไม่เคยดุเลย ยิ่งช่วงที่เราต้องนับเงิน แล้วนับเงินผิด 
พี่พนักงานการเงินต้องควักเงินในกระเป๋าตัวเองออกแทนเราไปก่อน
แล้วให้ลูกค้าเอามาให้ธนาคารทีหลัง
รู้สึกผิดมากๆ ไม่อยากทำงานตรงนั้นอีกเลย กลัวไปหมด กลัวทำพลาดอีก
แต่พี่ๆ ก็ไม่เคยดุ และให้โอกาสเราได้พัฒนาตัวเองในการทำงานอยู่เสมอ



เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือสั้นๆ หมายถึงมีบทความสั้นๆ ข้างใน ไม่ใช่เรื่องยาวๆ
เราบังเอิญไปอ่านเจอบทความหนึ่งจากหนังสือ From Time to Time เขียนโดย คุณวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จำไม่ได้ว่าบทที่เท่าไร แต่ใจความประมาณว่า 'มันมีเส้นบางๆ ระหว่าง ผิด กับ พลาด ผิดคือทำลงไปทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ พลาดคือทำลงไปโดยที่ไม่รู้ว่ามันผิด' เราเลยตระหนักได้ว่า มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรที่เราจะทำพลาด เราทำพลาดเพราะเราไม่รู้จริงๆ เราไม่ได้ตั้งใจจะทำพลาด หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เรามีกำลังใจในการฝึกงานและเรียนรู้ขึ้นมาอีกหน่อย

เราได้เรียนรู้งานง่ายๆ เช่น การ Scan เอกสาร เป็นงานที่ง่ายแต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำยังไง
ได้เรียนรู้ระบบการทำงาน ได้เรียนรู้นิสัยใจคอจริงๆ ของเพื่อนร่วมงาน
ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน

มันมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่มีวันเรียนรู้หมดทั้งชีวิตนี้
มันจะมีอะไรอีกมากมายให้เราเรียนรู้

แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ๆ พยายามบอกและสอนเราอยู่ตลอดเวลาก็คือ "ให้ความผิดพลาดเป็นครูของเรา เรียนรู้จากความผิดพลาด เราต้องทำพลากสักครั้งแล้วเรียนรู้จากมัน เพื่อให้เราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ใช่ว่าเราจะทำพลาดไม่ได้อีก แต่เพื่อให้เราทำพลาดน้อยลงและมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในการทำงานและการใช้ชีวิต" มันไม่ใช่สิ่งที่พี่ๆ พูด แต่มันคือสิ่งที่พี่ๆ พยายามแสดงออกผ่านการกระทำทุกๆ อย่าง

เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจริงๆ มากมายที่ไม่มีสอนในรั้วมหาวิทยาลัยหรือหาชื้อได้ที่ 7-11


ต้องขอขอบคุณประสบการณ์ที่ทำให้เราโตขึ้น
ต้องขอขอบคุณโลกที่อย่างน้อยก็เหวี่ยงเรามาเจอคนดีๆ
ต้องขอขอบคุณโลกที่หาความผิิดพลาดมาให้เราเรียนรู้และเติบโต




ขอบคุณ 'ความผิดพลาด' ที่ทำหน้าที่ครูได้ดีที่สุด
ขอบคุณทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต
ทั้งดีและไม่ดี
มันคือบทเรียนที่สำคัญ


อยากให้ทุกคนหรือใครก็ตามที่อาจจะบังเอิญมาอ่านบทความนี้
"ออกไปทำผิดพลาดสักเรื่อง แล้วเรียนรู้จากมันเถอะ"
ถ้าเราไม่ทำผิดพลาดเลย ไม่ได้แสดงว่าเราเก่ง แต่มันบ่งบอกว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตเลยต่างหาก
ทุกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต่างก็เคยทำเรื่องผิดพลาดกันมาก่อนทั้งนั้น
ก่อนเราจะเดินได้ด้วยขาของตัวเอง เราทุกคนต่างก็เคยล้มด้วยขาของตัวเองกันมาก่อนทั้งนั้น



อย่าหยุดที่จะเรียนรู้..



เขียนเอาไว้.. เผื่อวันหนึ่งจะได้กลับมาอ่าน ))









SHARE
Writer
psrthesun
Dear, ∞
- ORDINARY GIRL -

Comments