เสื้อไซส์ M ตัวนึงค่ะ
 
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม…

- ฉัน -
เชื่อสิ ฉันเชื่อว่ามันเริ่มตั้งแต่วันนั้น
วันที่พี่ยืนร้องเพลงอยู่กับวงของพี่บนเวทีเล็ก ๆ ในงานมิวสิคเฟสติวัลงานหนึ่ง พี่ใส่เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งสีน้ำตาลลายแพทเทิร์นประหลาด ๆ ที่ฉันอธิบายไม่ถูก กับกางเกงยีนสีซีดขาบาน ผมหยักศกของพี่ยาวประบ่า ดูเท่ไม่หยอก

ท่ามกลางเหล่าบรรดาแฟนเพลงของวงพี่ที่โยกตัวตามจังหวะเรกเก้ ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ทีแรกฉันเพียงแค่เดินผ่านมาเพื่อจะมุ่งหน้าไปฟังดนตรีที่เวทีอื่น แต่เมื่อเสียงดนตรีและเสียงร้องของพี่หลั่งไหลเข้ามาใน โสตประสาท มันไม่ได้เข้ามาเพียงในหู แต่มันกลับเข้าไปและถลำลึกจนถึงหัวใจ

ให้ตายสิ! ปกติฉันไม่เคยชอบฟังเพลงเรกเก้มาก่อนเลย แต่ฉันก็หยุดฝีเท้าโดยอัตโนมัติ และไม่สามารถห้ามสองเท้าให้ก้าวเข้าไปยืนหน้าเวทีของพี่ได้


- ผม -
หลังจากที่เล่นดนตรีจบ ผมกับเพื่อน ๆ นักดนตรีก็ลงจากเวที มุ่งหน้าไปยังบูธร้านค้าของวง เตรียมตัวขายซีดี เสื้อ โปสเตอร์ของวงต่อ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะได้พบปะแฟนเพลงด้วย เพียงอึดใจเดียวก็มีคนมายืนต่อแถวรอซื้อของ ถึงจะไม่มากนัก แต่ก็เป็นกำลังใจชั้นดีสำหรับพวกผม

“เสื้อไซส์ M ตัวนึงค่ะ”

ผมเงยหน้ามองผู้มาใหม่ เธอคนนี้สูงโปร่ง ผิวขาวเหลือง ดวงตาเรียวเล็กแต่สุกสกาวเหมือนตาลูกกวาง เธอสวมเสื้อยืดรัดรูปสีขาวกับกางเกงยีนแบบสบาย ๆ แต่ที่เด่นสะดุดตาคือผมยาวสีดำของเธอที่ประดับไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยมสีแดง โพกไว้เหมือนที่คาดผม แล้วมัดปลายผ้าตรงท้ายทอย
ไอ้ผ้าสีแดงนี่แหละที่ทำให้ผมจำเธอได้ตั้งแต่ร้องเพลงอยู่บนเวที…

“ขอโทษด้วยนะครับ ตอนนี้ไซส์ M หมดแล้ว แต่พรีออเดอร์ได้นะ ลงชื่อกับที่อยู่ไว้ในกระดาษได้เลย”
พวกเพื่อน ๆ ที่เหลือมองหน้าผมเล็กน้อย และหันไปซุบซิบกัน แต่ผมไม่สนใจ 
ไม่รู้อะไรสั่งให้ผมตอบไปแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เสื้อไซส์ M ยังไม่หมด

- ฉัน -
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น พร้อมปรากฏร่างผอมแห้งของบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ฉันเซ็นรับของและรับกล่องพัสดุใบนั้นมา เดาได้ไม่ยากนักว่าของข้างในคืออะไร ก็นะจากน้ำหนักแล้วคงจะเป็นเสื้อผ้าที่ฉันสั่งมาจากร้านค้าออนไลน์ร้านใดร้านหนึ่งอีกเหมือนเคย 
ฉันแกะเทปและเปิดกล่องพัสดุออก เป็นไปตามคาด มันคือเสื้อ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้น เพราะมันคือเสื้อของวงพี่ และที่สะดุดตาฉันก็คือ การ์ดใบจิ๋วสีน้ำตาลที่บรรจุสารลับสั้น ๆ (หรือสารรักกันนะ) จากพี่ พร้อมลายเซ็น

“ดีใจที่ชอบเพลงของวงเรานะ …แม่สาวโพกผ้าแดง
ป.ล. ช่วยสแกนคิวอาร์โค้ดที่ให้ไปด้วยนะครับ”

ตอนนั้นฉันเพียงคิดในใจว่า โอ้โห วงนี้เซอร์วิสแฟนเพลงดีเหลือเกิน แถมมีการแฝงโฆษณาให้วงไปในตัวด้วย แหงล่ะ คงให้ฉันแอดไลน์ออฟฟิเชียลของวงเพื่อให้ติดตามข่าวสารละซี 
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชั่นไลน์ แล้วแสกนคิวอาร์โค้ดทรงสี่เหลี่ยมนั่น
แต่แล้วก็รู้ว่า นั่นไม่ใช่คิวอาร์โค้ดบัญชีไลน์ของวงพี่
แต่มันคือบัญชีไลน์ของพี่เอง…
- ผม -
เหยื่อฮุบเบ็ดเข้าแล้ว! 
หลังจากที่เธอแอดไลน์ผมมา ผมก็เริ่มสานสัมพันธ์ด้วยการชวนเธอไปกินข้าว และเธอก็ปฏิเสธมาตั้งแต่ครั้งแรก เธอปฏิเสธผมถึงสามครั้ง แต่แล้วในครั้งที่สี่เธอก็ตอบตกลง มารู้เหตุผลจากเธอทีหลังว่า เธอไม่กล้าไปไหนมาไหนกับผม เพราะเห็นว่าผมเป็นคนดัง แถมยังเป็นนักดนตรี คงจะเจ้าชู้ประตูดินแน่ ๆ
อืม คารมดีกับเจ้าชู้มันเหมือนกันหรือเปล่านะ 
ถ้าสองอย่างที่ว่ามานี้เหมือนกัน… ผมยอมรับว่าเป็นคนเจ้าชู้ประตูดินก็ได้
- ฉัน -
ฉันกับพี่คุยกันอยู่สามเดือน เราสองคนเข้ากันได้ดี ฉันอดบอกรักพี่ใต้ต้นชงโคแบบที่ไข่ย้อยบอกรักดากานดา เพราะพี่ดันบอกรักฉันก่อน สถานที่น่ะเหรอ ในห้องซ้อมดนตรีของพี่เองนั่นล่ะ ช่างเรียบง่ายเสียเหลือเกิน ฉันคิดว่าพี่จะโรแมนติคเหมือนตอนที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ ๆ แต่ทำไมทีอย่างนี้พี่ถึงไม่โรแมนติคเอาเสียเลย
- ผม -
ผมจูบเธอ สัมผัสเธอด้วยความรู้สึกสับสน
แปลกจริง ทั้งที่ผมเพิ่งบอกรักเธอไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เพิ่งร่วมรักกับเธอได้ไม่ถึงสิบห้านาที
แต่ทำไมกัน ทำไมผมถึงรู้สึกไม่แน่ใจในความรู้สึกนี้ หรือเพราะเรายังรู้จักกันไม่ดีพอ…
- ฉัน -
ตั้งแต่วันที่เราสองคนตกลงเป็นคนรักกัน ก็ผ่านมาเกือบห้าเดือนแล้ว ที่ผ่านมาฉันพยายามอย่างมากในการเป็นคนรักที่ดีของพี่ พยายามเข้าใจพี่ เรียนรู้ว่าพี่ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรได้อย่างรวดเร็ว จนฉันอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ ว่านอกจากคุณแม่ของพี่ ฉันเองนี่แหละเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้จักพี่ทุกซอกทุกมุม 
- ผม -
ผมอึดอัด แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากเลิกกับเธอ เพราะเธอเป็นคนดี น่ารัก เอาใจใส่ผมในทุก ๆ เรื่อง
ทว่าผมกลับค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบการผูกมัดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้คบกับเธอแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกเช่นนั้น
ใจหนึ่งก็กลัวที่จะต้องสูญเสียเธอไปตลอดกาล แต่อีกใจก็ไม่อยากมีพันธนาการรัดรึงใจไปตลอดกาลเช่นกัน
- ฉัน -
พรหมลิขิตให้ฉันกับพี่มาเจอกัน แต่พรหมก็ลิขิตความพรากจากมาให้ฉันกับพี่เช่นกัน
ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ถึงบอกฉันสั้นๆ ง่ายๆ ว่า 

"พี่ไม่ได้รู้สึกกับเราแบบคนรักแล้ว ตอนนี้พี่ว่าพี่รู้สึกกับเราแบบน้องสาว"

พี่บอกฉันอย่างง่ายดายเหลือเกิน ราวกับพี่เตรียมคำบอกลาเอาไว้นานแล้ว
ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย ทั้งๆ ที่เราคบกันมาร่วมหกเดือน ฉันไปหาพี่ พี่มาหาฉัน ทำกับข้าวด้วยกัน ร่วมรักกันประหนึ่งพรุ่งนี้โลกจะแตกสลาย 
แล้วจะให้ฉันทำอย่างไรกับความรู้สึกที่มันทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ 
เหมือนปรอทที่ถึงอุณหภูมิสูงสุด แต่พี่กลับเอาปรอทนั่นไปจุ่มในน้ำแข็ง แช่แข็งความรู้สึกของฉันอยู่อย่างนั้น 

ปีนี้ฉันก็ซื้อบัตรมามิวสิคเฟสติวัลอีกครั้ง งานก็ยังจัดอยู่ที่สถานที่เดิม ฉันมาที่นี่คนเดียวเหมือนปีที่แล้ว ขากระดิก โยกตัวไปมาตามจังหวะอยู่อย่างนั้นจนวงโปรดบรรเลงเพลงปิดท้ายจบ ฉันหยิบแผ่นไลน์อัพวงดนตรีที่จะขึ้นแสดงขึ้นมาเปิดดู สายตาสอดส่องไปยังชื่อวงที่คุ้นเคยวงนั้น

เจ้าสองขาจอมทรยศพาฉันเดินมาที่นี่อีกแล้ว 
เสียงดนตรีเรกเก้ของวงพี่ยังคงมีเอกลักษณ์ดังเดิม พี่ก็ยังคงร้องเพลงอยู่ตรงนั้น… ที่เวทีเดิม 
ส่วนฉันก็แค่คนที่เดินผ่านมา… คนเดิม
พี่ลงจากเวทีไปที่บูธขายเสื้อ… 
และฉัน ก็ตรงเข้าไปซื้อเสื้อวงพี่… 
เหตุการณ์มันคุ้นๆ เนอะ ว่ามั้ย
 
วันนี้พี่รวบผมแทนที่จะปล่อยผมแบบทุกครั้ง ฉันมองปอยผมที่หล่นปรกแก้มทั้งสองข้างของพี่ที่ฉันมักชอบใช้นิ้วพันเกี่ยวเล่นอยู่เสมอ ผมที่ฉันเคยเป็นคนสระและไดร์ให้ ผมที่ฉันชอบสูดดมกลิ่นในทุกค่ำคืนก่อนนอน… ฉันคิดถึงพี่อีกแล้ว 

“เสื้อไซส์ M ตัวนึงค่ะ”

เราสบตากัน แต่พี่เป็นฝ่ายหลบตาก่อน พี่รับเงินไปและหยิบเสื้อตัวหนึ่งให้ฉัน
แต่ฉันรู้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่พี่ไม่ได้หยิบยื่นให้ฉันอีกต่อไป 

ใจของพี่… ที่ไม่เหมือนเดิม
SHARE
Writer
bonuscha
writer eater reader
นัก(หัด)เขียนที่ค้นพบว่าความสุขคือการกิน แรงบันดาลใจเกิดได้ทุกที่ และแค่เดินไปหาข้าวกินก็ถือเป็นการออกเดินทาง

Comments