[Fcuking Review #08] Black Mirror: Bandersnatch
เรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านมา (พักใหญ่) เกิดกระแสโฆษณาซีรีส์ตอนพิเศษ(?)เรื่องนี้อย่างท่วมท้น ไปที่ไหนเจอโฆษณาที่นั่น ตามติดยิ่งกว่าชื่อภาษาไทยของภาพยนตร์ Insidious อีก
สุดท้ายเราก็ทนแรงจูงใจของมันไม่ไหว สมัครบริการ Netflix เพื่อเข้าไปดูหนังคอนเซปต์ฉีกแนวจากซีรีส์ไซไฟสุดโด่งดังเรื่องนี้โดยเฉพาะเพียงแค่อยากรู้ว่าเรื่องนี้มันทำไมมันเป็นกระแส

หลังจากดูแล้ว มันจะแปลกแหวกแนวแบบที่ในโฆษณาหรือใครหลายคนพูดไว้รึเปล่า ?  มันจะทำให้ผู้ชมผ่านหน้าจอสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวละครได้เหมือนพระเจ้าจริงหรือไม่ ?
ขอเชิญพบกับรีวิวภาพยนตร์อินเทอร์แอ็คทีฟ Black Mirror: Bandersnatch ตามมาตรฐานของคนที่ไม่ค่อยจะอินกับเรื่องราวใด ๆ ในโลกได้เลยครับ



ด้านพล็อตและเนื้อเรื่อง
เราจะได้รู้จักกับตัวเอกที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และกำลังจะสมัครงานในบริษัททำเกมชื่อดัง โดยได้นำเดโมของโปรเจกต์เกมที่สร้างมาจากนิยายทางเลือกเล่มหนาปึ้กชื่อ Bandersnatch มาเสนอ ทำให้เขาได้รับโอกาสที่จะเข้าทำงานในบริษัทดังกล่าว และแล้วจุดเริ่มต้นของการ "เลือก" ชะตากรรรมของตัวเอกก็เริ่มขึ้นจากตรงนี้
อันที่จริงตัวโฆษณาที่โปรโมตหนักมากว่านี่คือภาพยนตร์อินเทอร์แอ็คทีฟเรื่องแรกของ Netflix ที่เราสามารถทำให้ตัวละครเลือกตัดสินใจตามที่คนดูต้องการได้ และการตัดสินใจนั้นจะมีผลต่อชะตากรรมของตัวเอกตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่ถ้าหากถามความเห็นส่วนตัวของเราว่าแนวคิดนี้มันเป็นอะไรที่แปลกล้ำสมัยหรือเปล่า...ก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่แปลกเลย แม้ความจริงอะไรแบบนี้จะเคยมีให้เห็นทั่วไปในเกมแนว Visual Novel ที่มีพื้นฐานจากเกมแนว Text Adventure มาก่อน แต่การทำภาพยนตร์อินเทอร์แอ็คทีฟก็ยังไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างใด เพราะเราเองเคยเห็นภาพยนตร์โฆษณาของร้านพิซซ่าในอเมริกาเคยทำมาแล้วโดยใช้ฟีเจอร์ของ YouTube ที่สามารถใส่กรอบข้อความเพื่อแนบลิงก์ให้คนคลิกเลือกการตัดสินใจของตัวละคร (ซึ่งปัจจุบันฟีเจอร์นี้ไม่มีแล้ว) ทำให้เราสามารถกำหนดชะตาชีวิตของเด็กส่งพิซซ่าที่ต้องไปส่งของในเมืองที่เต็มไปด้วยซอมบี้ได้ และ Bandersnatch ก็ทำออกมาในลักษณะนี้ไม่มีผิดเพี้ยนแต่อย่างใด...แค่มันมีผลลัพธ์เยอะกว่าเท่านั้นเอง
ในแง่ของอินเทอร์แอ็คทีฟอาจจะไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ แต่พล็อตของเรื่องถือว่าน่าสนใจมาก เพราะบทบาทและการดำเนินเรื่องจะเน้นไปที่ปัญหาจิตใจของตัวละครที่มีความละเอียดอ่อนสูงมาก ทำให้เขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งความลังเล สงสัย สับสน ฯลฯ  และเรา "คนดู" ต้องช่วยตัดสินใจให้เขาทำอะไรต่อเพื่อจะได้เจอกับชะตากรรม "ฉากจบ" ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย  ซึ่งนี่คือข้อดีของการทำให้ตัวหนังสามารถเลือกผลลัพธ์ของมันได้เพราะเราจะเดาไม่ออกเลยว่ามันจะไปจบลงตรงไหนอย่างไร และสามารถเล่นมุกการเล่าเรื่องในแบบที่ภาพยนตร์ปกติหรือหนังสือที่เล่าเป็นเส้นตรงทำไม่ได้  
และด้วยความที่ตัวหนังมีผลลัพธ์หลากหลาย ทำให้แต่ละฉากจบเลือกที่จะไม่เฉลยปริศนาของเรื่องโดยตรง แต่ทิ้งปมให้คนดูต้องวกกลับไปเล่นใหม่เพื่อลองหาฉากจบและทางตันอื่น ๆ เพื่อตีความประเด็นต่าง ๆ ต่อจากจุดที่ค้างคา  แต่บอกเลยว่าถึงคุณจะเฟ้นหาฉากจบและทางตันเหล่านั้นอย่างสุดความสามารถ (หรือเลือกที่จะโกงด้วยการเปิด Google ค้นหา Flow Chart ไปเลยก็ได้) คุณก็จะยังไม่สามารถหาบทสรุปที่ชัดเจนของเรื่องนี้ได้ทั้งหมดอยู่ดี มันยังมีหลายอย่างที่ค้างคาและต้องไปตีความถกเถียงกันเอาเองอยู่พอสมควร  ฉะนั้นใครที่เป็นคนดูแนวที่ชอบเนื้อเรื่องย่อยง่ายไม่ต้องตีความเยอะคุณอาจจะไม่ชอบเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณชอบการเฟ้นหาความจริงหรือชอบที่จะขบคิดต่อยอดประเด็นจากหนังที่ดูอยู่แล้วล่ะก็...เรื่องนี้ก็ถือว่าน่าสนใจใช่ย่อยครับ

ด้านงานภาพ
ในที่นี้ก็จะขอแยกการวิเคราะห์เป็นสามส่วนตามเคยนะครับ
ในส่วนของฉาก อันนี้พูดง่าย ๆ เลยว่า...เฉย ๆ ครับ  งานภาพก็ดีตามมาตรฐานซีรีส์ฝรั่งที่ฉายกันทั่วไปในยุคสมัยนี้  แต่ถ้าส่วนตัวเราถือว่าโอเคเลย เพราะเราไม่ค่อยได้ดูซีรีส์ของต่างประเทศมากนักและจะติดภาพของซีรีส์ที่ถ่ายทำในช่วงยุค 90 ที่ภาพจะดูเก่า ๆ เหมือนละครหลังข่าวบ้านเราช่วงก่อนยุคทีวีดิจิทัล  ทำให้การมาดูเรื่องนี้ลบภาพเก่า ๆ ที่เรามีกับซีรีส์ต่างประเทศไปเลย
ในส่วนของงานภาพ CG จริง ๆ เรื่องนี้มันแทบจะไม่มีเลยนะ คือมีแหละ...แต่มันน้อยมาก  ซึ่งฉากที่เห็นจะมี CG โดดเด่นก็โผล่มาให้เห็นแค่สองสามครั้งและใส่มาตามเหตุตามผลของเรื่อง  ซึ่งนี่ไม่ใช่หนังแนวแฟนตาซีจ๋าทุนหนาฟอร์มยักษ์มันก็เลยไม่จำเป็นต้องมีก็ได้  แต่เพราะมันคือมาตรฐานการรีวิวของเราก็เลยต้องพูดไว้ก่อน ไม่งั้นไม่แฟร์กับเรื่องอื่นที่เคยรีวิวมา 
ในส่วนของมุมกล้อง อันนี้ถือว่าเซอร์ไพรซ์มาก ถึงจะเป็นซีรีส์ที่วางไว้อยู่ในโลกที่แสนธรรมดา แต่กลับมีมุมกล้องที่แปลกตาค่อนข้างเยอะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่ตัวเอกต้องมีการตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งหนึ่งที่ตอนแรกเขาก็ใช้มุมกล้องเล่าตามปกติ แต่ภาพมันก็เลื่อนแล้วเข้าไปแทนสายตาของตัวละครอย่างลื่นไหล  เสียดายว่ามันไม่ใช่ซีรีส์ที่มีการกระทำอันแสนผาดโผนไม่งั้นคงได้เห็นอะไรแบบนี้เยอะกว่าเดิมแน่นอน
โดยรวมด้านงานภาพจัดว่าหนังที่ทำออกมาได้ตามมาตรฐานซีรีส์บน Netflix  มีความคมชัดในรายละเอียด มีมุมกล้องแปลกตาที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเอามาใช้ แต่รวม ๆ มันก็คือกลาง ๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรขนาดนั้น  ถ้าใครอยากจะเข้ามาเสพงานภาพสวยแจ่มเหมือนหนังโรงก็คงต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีให้คุณหรอกครับ  แต่เชื่อเถอะ...การถ่ายทอดงานภาพของเรื่องจะเหมาะสมกับการเลือกตัวเลือกจนทำให้เราอินเหมือนกับเราเป็นพระเจ้าที่คอยเฝ้าดูตัวเอกเลย

ด้านมิติตัวละคร
Bandersnatch จะเน้นหนักไปที่การเล่าเรื่องของตัวละครเอกที่เราต้องคอยเลือกการกระทำของเขาอย่างเข้มข้น ซึ่งตัวหนังจะเผยความคิดในจิตใจและความสับสนที่เขามีในทุกขณะจิตผ่านการกระทำของตัวเอกโดยไม่ต้องใช้คำพูดมากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเพราะตัวนักแสดงสวมบทบาทได้ดีทำให้มิติตัวละครเอกนั้นครบถ้วนไร้ข้อกังขาใด ๆ ...นอกจากบางช่วงของตัวเลือกที่เขาเหมือนจะลืมนึกไปว่ามันไม่ต่อเนื่องกับเส้นทางอื่น (ซึ่งเดี๋ยวเราจะอธิบายในหัวข้อความสมเหตุสมผลอีกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น)
น่าเสียดายที่ความเข้มข้นหลากหลายในมิติตัวละครของเรื่องนี้มันโดดเด่นเฉพาะกับตัวเอกอย่างเดียว  ที่มากกว่านั้นหน่อยก็คือพ่อของตัวเอกที่เล่าแง่มุมมากกว่าตัวละครอื่นเพราะอยู่บ้านหลังเดียวกับตัวเอก (แหงสิ)  แต่นอกจากนั้นมิติของแต่ละตัวจะแบนราบไม่น่าสนใจอย่างที่ควร  ขนาดมีตัวละครที่มีอิทธิพลต่อการคิดของเราอย่างมากซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนจะน่าสนใจแต่ก็ยังถือว่ามิติแบนราบอยู่ดี  แต่จะไปโทษว่าตัวหนังเล่าอย่างลำเอียงมันก็ไม่ใช่เลย...มันเป็นเพราะตัวละครที่ดำเนินเรื่องนี้มันมีน้อยเหลือเกิน แถมตัวเอกดันเป็นมนุษย์ที่ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวไปอีกจึงทำให้ไม่สามารถเล่าเรื่องได้เยอะ  ซึ่งนี่ก็นับว่าเป็นข้อดีของ Bandersnatch เหมือนกันที่สามารถเล่าเรื่องและเสนอแง่มุมของตัวเอกได้โดยใช้ตัวละครเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น (ไม่นับตัวประกอบที่ผ่านหน้าผ่านตาเรานะ)

ด้านความสมเหตุสมผล
เนื่องจาก Bandersnatch เป็นหนึ่งในซีรีส์ชุด Black Mirror ซึ่งเป็นแนวไซไฟ (ที่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าควรจะนับเป็นหนึ่งในตอนใหม่หรือเป็นภาคแยกดี  เพราะซีรีส์นี้แต่ละตอนมันไม่ต่อเนื่องกันอยู่แล้ว)  ทำให้ความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องจัดว่าแข็งแกร่งในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกการกระทำของตัวละครเอก รวมถึงตัวเลือก (เฉพาะที่สำคัญ) ก็จะมีเหตุผลรองรับอยู่ในตัว  แม้บางจังหวะมันจะเกิดอะไรที่ตีความได้ยากและดูเหนือธรรมชาติจนเผลอคิดไปว่านี่มันหนังแนวอะไรกันแน่ แต่ก็ยังถือว่ารักษามาตรฐานความสมเหตุสมผลของแนวไซไฟได้ดีมาก ทุกทางเลือกและทุกฉากจบมีโทนที่สม่ำเสมอ...ยกเว้นรูทหนึ่งที่เขาจงใจทำให้ชวน WTF น่ะนะ...ใครได้ดูจะรู้เลยว่ารูทไหน
แต่เพราะการเล่าเรื่องที่มีหลายรูทหลายผลลัพธ์มันก็ทำให้เกิดข้อเสียยิบย่อยพอสมควร อย่างเช่นบางครั้งตัวเลือกก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเนื้อเรื่องอย่างที่โปรโมตไว้ใหญ่โตในโฆษณา บางครั้งตัวเลือกพาไปเจอทางตันที่ทำให้เราต้องย้อนกลับมาหาทางเลือกข้อเดิมหลายครั้งจนทำให้บางคนรู้สึกเบื่อที่ต้องเจออะไรเดิม ๆ  หรือบางทีก็มี Plot Hole ที่ทำให้ดูแล้วชวนทะแม่ง ๆ  แต่กรณีของ Bandersnatch มันมีจุดบอดอย่างหนึ่งที่ร้ายแรง นั่นก็คือในบางครั้งตัวพล็อตและการตัดสินใจของตัวเอกกลับมีบางอากับกิริยาหรือผลลัพธ์ที่ไม่ต่อเนื่องกันจนมันขัดแย้งในตัวเอง ถ้าคนดูอย่างเรา ๆ สักแต่ว่าเลือกไปโดยไม่ทันได้คิดตามหรือดูแบบผ่าน ๆ อาจจะไม่ติดใจอะไรมาก แต่กับเราที่เป็นคนดูหนังแบบเก็บทุกเม็ดจะมีอาการประมาณว่า "อ้าว ? ทำไมมันไม่ตรงกับตอนนั้นวะ ? " และจะเป็นแบบนี้หลายครั้งด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ว่าการที่ต้องมาทำภาพยนตร์ในลักษณะมีทางเลือกมันอาจจะทำให้เกิดการสับสนระหว่างการถ่ายทำและวางเรื่องได้ เรียกว่าเป็นข้อเสียที่ต้องเจอหากทำคอนเทนต์แนวนี้เป็นระยะเวลานาน ๆ นั่นเอง

ความรู้สึกส่วนตัว (ไม่นับรวมในการพิจารณาคะแนน)
ช่วงนี้เรากำลังสนใจเนื้อหาแนวหักมุมและไซไฟที่องค์ประกอบของเรื่องไม่ได้เน้นความเป็นโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมและน่าสนใจดี  เราเองก็ไม่ค่อยได้เห็นหนัง ซีรีส์ หรือแม้แต่การ์ตูนที่เลือกเอาเซตติ้งของโลกในช่วงยุค 80-90 ซึ่งเทคโนโลยีและเกมคอมพิวเตอร์ถือว่าเป็นของใหม่ในสังคมมาเล่าในมุมไซไฟที่ดูไม่เป็นอะไรที่โอเวอร์เหนือธรรมชาติ  มันคือชีวิตธรรมดา (มั้ง ? ) ของชายคนหนึ่งที่เขียนโปรแกรมเป็น มีความตั้งใจที่จะทำเกมคอมพิวเตอร์ออกมา และละเมียดละไมใส่ใจสร้างขึ้นโดยเทียบเคียงกับนิยายชื่อดังที่เขาชื่นชอบ  ทั้งหมดนี่ไม่ได้มีองค์ประกอบที่ดูไฮเทคเหนือจินตนาการแต่ก็ยังอุตส่าห์เล่าออกมาให้เป็นไซไฟได้  ถือว่า Bandersnatch ทำให้เราสนใจตัวเซตติ้งและการเล่าเรื่องได้มากจนกลายเป็นเหตุผลให้เราสมัคร Netflix เพื่อเข้ามาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ  ซึ่งส่วนตัวเรารู้สึกว่าคิดถูกมากที่สมัครมาดูเรื่องนี้  เสียดายที่ตัวเรื่องพยายามจะทำการหักมุมในหลายครั้งแต่มันก็ยังดูแล้วไม่รู้สึกว่าพลิกล็อกกันน่าดูถล่มทลายอะไรขนาดนั้น  อย่างเช่นเหตุผลของการที่ตัวเอกมีอาการทางจิตในปัจจุบันที่แต่ละทางเลือกก็มีเหตุผลของมันเองแต่ก็ดูไม่แปลกใหม่อะไรอย่างที่คิดเลย (ยกเว้นรูทที่ประหลาดที่สุดในเรื่อง...ใครดูก็จะรู้ว่าอันนั้น WTF จริง  ไม่อยากเชื่อว่ากล้าทำเนอะ)
ถ้าส่วนตัวเราถือว่า Bandersnatch เป็นหนังที่ดี แต่มันไม่ได้ดีจนพลิกความคาดหมายอะไรเหมือนกับที่โปรโมตกันใหญ่โตในช่วงนั้น  โอเค...มันก็ดูแปลกตาเมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉายใน Netflix ด้วยกัน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรใหม่อย่างที่คิด  ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเพราะการโปรโมตเล่นใหญ่โม้เกินจริงที่ Netflix ทำเอาไว้ตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ นี่แหละที่ทำให้เราคาดหวังไว้สูงพอสมควร  ถ้าไม่เล่นใหญ่คงจะรู้สึกดีกับหนังมากกว่านี้
และถ้าเป้าหมายของการโฆษณาเรื่องนี้เป็นการเชิญชวนให้คนดูสนใจซีรีส์ Black Mirror ล่ะก็...คุณทำสำเร็จแล้วครับ...อย่างน้อยก็เราคนหนึ่งแหละที่ดูจบแล้วก็กลับไปไล่ดูซีซั่นเก่า ๆ จนเกือบครบทุกตอน (ตอนนี้ดรอปไว้ก่อน ไม่ว่าง)  และก็พบว่ามีหลายตอนที่เรารู้สึกว่ามันเจ๋งมากจนยกขึ้นหิ้งได้เลย


แม้มันจะไม่ได้แปลกแหวกแนวเหมือนที่โม้ไว้ในโฆษณา แต่ Black Mirror: Bandersnatch ถือว่าเป็นสื่อบันเทิงที่ค่อนข้างสดใหม่ น่าสนใจ และไม่ควรพลาดรับชม  ถ้าคุณกำลังมองหาแนวเรื่องไซไฟที่ไม่หวือหวาและมีการเล่นกับความคิดของคนดูกับตัวเอก มีปริศนาและรายละเอียดที่ต้องขบคิดตีความ เรารับรองว่ามันไม่ทำให้คุณต้องเสียเวลาไปเปล่า ๆ แน่นอน
หากใครคิดว่าอยากสมัครมาใช้บริการ Netflix เพียงเพราะจะดูเรื่องนี้โดยเฉพาะหรือติดตามซีรีส์ Black Mirror ตัวอื่น ๆ ก็ถือว่าคุ้มค่าไม่ใช่เล่น  ยิ่งถ้าสมัครบริการ 420 บาทแล้วรวมกลุ่มกับเพื่อนหารค่าใช้จ่ายยิ่งคุ้มเข้าไปอีก

ถ้าให้สรุปในบรรทัดเดียวก็คือ...

ภาพยนตร์อินเทอร์แอ็คทีฟที่ไม่ได้มีอะไรใหม่  แต่น่าสนใจจนต้องจดจำไม่รู้ลืม

ด้านพล็อตและเนื้อเรื่อง = 7 / 10
ด้านงานภาพ = 6 / 10
ด้านมิติตัวละคร = 7 / 10
ด้านความสมเหตุสมผล = 8 / 10

คะแนนโดยรวม = 7 / 10


ปล. ถ้าไม่นับทางตันก็ต้องขอนับถือคนสร้างจริง ๆ ที่คิดผลลัพธ์ของการเลือกมาได้ค่อนข้างครบถ้วน  และอยากรู้จริง ๆ ว่า "รูทนั้น" เขาคิดได้ไงฟะ ?  คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะเล่นแบบนี้
SHARE
Written in this book
Fcuking Review - รีวิวโคตร ๆ
รีวิวทุกสิ่งอย่าง แบบไม่สนแหดสนตี๋ใด ๆ   ใครอวยใครแช่งเราไม่สน
Writer
ctlunatica
Writer, Digital Illustrator
Just a newbie about writing & digital painting. :v

Comments